วิธีสรรเสริญคน ๔ อย่าง

๑. ควรสรรเสริญอาหารเมื่อย่อยแล้ว
๒. ควรสรรเสริญภรรยาเมื่อล่วงปฐมวัยแล้ว
๓. ควรสรรเสริญนักรบเมื่อกลับจากสงคราม
๔. ควรสรรเสริญข้าวเปลือก เมื่อนำมาถึงบ้านแล้ว
ชิณฺณมนฺนํ รูปํ เสยฺย ทารญฺจ คตโยพฺพนํ
รณปุรมาคตํ สูรํ สสฺสญฺจ เคหมาคติ
อาหารย่อยเสสร้อง สรรเสริญ
เมียแก่เกิดจำเริญ ยกหย้อง
ผู้แกล้วศึกชัยเชิญ ชมทั่ว ทิศฮา
ข้าวเปลือกนำถึงห้อง แห่งยุ้งสรรเสริญ

อีกอย่างหนึ่ง

๑. สรรเสริญครูให้สรรเสริญต่อหน้า
๒. สรรเสริญข้าเมื่อแล้วกิจ
๓. สรรเสริญมิตรเมื่ออนาถา
๔. สรรเสริญภรรยาเมื่อเลี้ยงบุตรชายหญิง

การดูใจคน ๔ คราว

๑. อาจรู้จักบ่าวดีเมื่อมีกิจ
๒. ญาติสนิทเมื่อสมัยภัยให้ผล
๓. มิตรก็ฉันเดียวกันในวันจน
๔. ภรรยาตนเมื่อทรัพย์ลับสูญไป
ชาเนยฺย เปเสน กิจฺจํ พนฺธวาปิ ภยาคเต
อปฺปกาสุ ตถา มิตฺตํ ทารญฺจ วิภวกฺขเย
คำแปล ก็มีความเช่นเดียวกับสี่อย่างข้างต้น จึงไม่แปลไว้ด้วย คาถานี้ยังไม่เคยพบที่มา

อีกอย่างหนึ่ง

ชายหาญเห็นได้เมื่อ สงคราม นั้นนอ
ความซื่อส่อถนัดยาม ส่งหนี้
เห็นมิตรคิดเห็นความ จริงเมื่อ ทุกข์แล
เมียสัตย์ชัดชื่อชี้ เมื่อไข้ไร้สิน

องค์ของนักเรียน ๔

๑. สุ เสาวนิตถ้อย ทั้งผอง
๒. จิ เจตนาตรอง ตริค้น
๓. ปุ จฉาสืบสวนลอง เลาเลศ
๔. ลิ ขิดข้อคำต้น เกี่ยงแก้กันลืม
รีบเรียนให้เร่งรู้ ทั้งสี่องค์ประมาณหมาย
หนึ่งฟังอย่าฟังดาย ให้ตั้งจิตกำหนดจำ
อนึ่งให้อุตสาหะ เอาจิตคิดพินิจคำ
หนึ่งห้ามอย่าเอื้อนอำ ฉงนใดให้เร่งถาม
หนึ่งให่เอาจิตคิด ลิขิตข้อสุขุมความ
พร้อมองค์จึงทรงนาม ว่าศิษย์แท้ที่ศึกษา
ผู้ที่เว้นจาก สุ. จิ. ปุ. ลิ. จะเป็นบัณฑิตอย่างไรได้
ผู้ที่เพียบพร้อมด้วย สุ. จิ. ปุ. ลิ. จึงจะเรียกว่าบัณฑิต
เว้นวิจารณ์ว่างเว้น สดับฟัง
เว้นที่ถามอันยัง ไป่รู้
เว้นเล่าลิขิตสัง- เกตว่าง เว้นนา
เว้นดังกล่าวว่าผู้ ปราชญ์ได้ฤามี
จงจำลิขิตข้อ คำขาน
ตามคติบุราณกาล เก่าพร้อง
สุ. จิ. ปุ. ลิ. จาร จารึก ไว้เทอญ
เป็นหลักเรียนเพียรต้อง สฤษฎ์ได้ดังถวิล
สุ ยินโอวาททั้ง คำพา ทีเฮย
จิ คิดค้นคว้าหา เหตุล้อม
ปุ หมั่นสอบถาม สนเทห์
ลิ จดถ้อยแถลงพร้อม เพื่อแก้กันลืม

จาตุรงคสันนิบาต (มาฆบูชา)
การประชุมพร้อมด้วยองค์ ๔

๑. วันนั้นพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ (พระจันทร์เดินมาถึงกลุ่มดาวฤกษ์ชื่อมาฆะ)
๒. พระสงฆ์ ๑,๒๕o รูป มาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
๓. พระสงฆ์ที่มาประชุมวันนั้นล้วนได้เอหิภิกขุอุปสัมปทา
๔. ท่านเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น
๑. สพฺเพ ขีณาสวา
๒. สพฺเพ เอหิภิกฺขุกา
๓. สพฺเพ อนิมนฺติตา
๔. มาฆนกฺขตฺเต ปุณฺณจนฺโท
วันนี้ นับเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง (พระสงฆ์ในจำนวนนี้ ๑,ooo รูป เป็นศิษย์ของชฎิลสามพี่น้อง ๒๕o รูป เป็นของพระอัครสาวก) ส่วนวันจาตุรงคสันนิบาต ท่านนิยมว่าตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะคือเดือนสาม ซึ่งเรียกตามโหรว่าฤกษ์สิบแต่ท่านกำหนดไว้ว่า วันเพ็ญในกุมภาพันธ์ เป็นวันเพ็ญกุศล ปรารภเรื่องนี้ว่า มาฆบูชา จะตกในเดือนสามหรือในเดือนสี่ (กรณีเป็นปีอธิกมาส) ก็ตาม แต่ถ้าวันเพ็ญในเดือนกุมภาพันธ์ที ๒ มาฆบูชาเลื่อนไปทำในวันเพ็ญต้นในมีนาคม อันพิธีมาฆบูชานี้ได้ทำมาในวัดธรรมยุตก่อน พระราชกุศลมาฆบูชาก็ได้ทำอนุโลมตามข้างวัด ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔

สัมมาสัมพุทธเจดีย์ ๔ ประเภท

๑. ธาตุเจดีย์ ได้เเก่เจดีย์ที่บรรจุพระธาตุทั้ง ๘ แห่ง
๒. บริโภคเจดีย์ ได้แก่ตุมพสตูป อังคารสตูป และ สังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบล (บาตร จีวร และบริขารพิเศษมีธมกรกเป็นต้น และเสนาสนะเตียงตั่งกุฎีวิหารที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพุทธบริโภค ก็จัดเป็นบริโภคเจดีย์ทั้งสิ้น)
๓. ธรรมเจดีย์ ได้แก่เจดีย์ที่บรรจุพระธรรม (คือจารึกพระพุทธวจนะแล้วบรรจุไว้)
๔. อุทเทสิกเจดีย์ ได้แก่เจดีย์ที่สร้างอุทิศต่อพระพุทธเจ้า เช่นพระพุทธรูปเป็นต้น

ผลที่บอกให้รู้เหตุ ๔

๑. ความประพฤติบอกให้รู้ตระกูล
๒. ภาษาบอกให้รู้ประเทศชาติ
๓. ความภักดีบอกให้รู้สิเนหา
๔. ร่างกายบอกให้รู้อาหารการกิน
อาจาโร กุลมกฺขาติ เทสมกฺขาติ ภาสนํ
สมฺโภโค สิเนหมกฺขาติ วปุมกฺขาติ โภชนํ

อีกอย่างหนึ่ง
สำเนียงส่อชาติ มารยาทส่อตระกูล สมบูรณ์ส่อสหาย ร่างกายส่ออาหาร

 

คนที่ไม่งาม ๔ จำพวก

๑. บุคคลครองเรือนบริโภคกาม เป็นผู้เกียจคร้าน ไม่ดีงาม
๒. บรรพชิตผู้ไม่สำรวมแล้ว ไม่ดีงาม
๓. พระมหากษัตริย์ ผู้ไม่ทรงพิจารณาก่อนจึงกอบราชกิจ ไม่ดีงาม
๔. บัณฑิตผู้มีความโกรธเป็นปกติ ความโกรธของบัณฑิตนั้น ก็ไม่ดีงาม
อลโส คิหี กามโภคี น สาธุ
อสญฺญโต ปพฺพชิโต น สาธุ
ราชา น สาธุ อนิสมฺมการี
โย ปณฺฑิโต โกธโน ตํ น สาธุ

พุทธภูมิธรรม ๔ ประการ

๑. อุสฺสาโห ประกอบด้วยความเพียรอันมั่น
๒. อุมฺมคฺโค ประกอบด้วยปัญญาอันเชี่ยวชาญกล้า
๓. อวตฺถานํ ประกอบด้วยอธิษฐาน คือความตั้งใจอันมั่นมิได้หวั่นไหว
๔. หิตจริยา ประกอบด้วยเมตตาแก่สัตว์ทั้งปวงเป็นเบื้องหน้า
พระนิยตโพธิสัตว์เจ้าทุกข์ ๆ พระองค์ ย่อมประกอบด้วยพุทธภูมิธรรม ๔ ประการนี้ การรู้พุทธภูมิธรรมนี้ไว้ ก็เพื่อจะได้วินิจฉัยตนเองและคนอื่น

ไสยาสน์การนอน ๔

๑. กามโภคีไสยาสน์ การนอนของบุคคลผู้บริโภคกามคุณ (คือนอนตะแคงข้างซ้าย)
๒. เปตไสยาสน์ การนอนของเปรต (คือนอนหงาย)
๓. สีหไสยาสน์ การนอนของราชสีห์ (คือนอนตะแคงข้างขวา)
๔. ตถาคตไสยาสน์ การบรรทมของพระตถาคตเจ้า (ทรงบรรทมตะแคงข้างขวา)
บุคคลผู้บริโภคกามคุณ ชอบนอนตะแคงข้างซ้าย คือนอนทับแขนซ้ายของตนเอง นอนตะแคงข้างขวาไม่ถนัดนี้เป็นส่วนมาก แต่ท่านก็ไม่ปฏิเสธว่า ผู้บริโภคกามคุณนอนตะแคงข้างขวาไม่ได้ ฯ เปรต ชอบนอนหงาย เพราะว่าเปรตมีรูปร่างผอม ร่างเต็มไปด้วยกระดูก นอนตะแคงไม่ได้ คงจะเจ็บปวด หรืออย่างไรในทำนองนี้ จึงได้นอนหงาย คนที่นอนหงาย จึงถูกหาว่า นอนเหมือนเปรต ฯ ราชสีห์ นอนเรียบร้อย ไม่ดิน ที่สุดแม้พลิกตัวหรือเคลื่อนที่ก็ไม่มี ถึงหากจะมีก็ต้องพลิกหรือเคลื่อนด้วยความรู้สึก วิธีนอนท่านกล่าวว่า เวลาจะนอนทอดตัวลงแล้ว ชะโงกศีรษะมองดูท้าวหน้า เท้าหลังตลอดถึงหางก่อนว่าวางไว้อย่างไรแล้ว จึงทอดศีรษะลงเบื้องบนเท้าหน้าทั้งสองสำเร็จการนอนต่อไป เวลาตื่นก็ชะโงกศีรษะขึ้นตรวจดูที่วางของเท้าหน้าเท้าหลังและหางก่อน ถ้าเรียบร้อยดีไม่เคลื่อนที่จึงลุกขึ้นเปล่งสีหนาทแล้วออกหากิน ถ้าไม่เรียบร้อยก็ลงโทษตัวเอง คือนอนต่อไปอีก ไม่ออกหากิน จนเห็นการนอนเป็นที่เรียบร้อย ผู้ที่นอนเรียบร้อยดี ก็จัดว่าเป็นสีหไสยาสน์ นอนเหมือนพระยาไกรสรราชสีห์ ฯ พระตถาคต ทรงบรรทมตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีพระสติสัมปชัญญะในการบรรทม อีกอย่างหนึ่งการบรรทมของพระตถาคตเจ้านี้บางอาจารย์ท่านเรียกว่า “จตุตถไสยาสน์” พึงทราบว่าการบรรทมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นแล ชื่อว่าตถาคตไสยาสน์

บุคคลเกิดความเลื่อมใสเพราะเหตุ ๔

๑. รูปปฺปมาณิกา บุคคลเกิดความเลื่อมใส เพราะถือรูปเป็นประมาณ
๒. โฆสปฺปมาณิกา บุคคลเกิดความเลื่อมใส เพราะถือเสียงเป็นประมาณ
๓. ลูขปฺปมาณิกา บุคคลเกืดความเลื่อมใส เพราะถือความเศร้าหมองเป็นประมาณ
๔. ธมฺมปฺปมาณิกา บุคคลเกิดความเลื่อมใส เพราะถือธรรมเป็นประมาณ
จำพวกถือรูป พอได้เห็นรูปแล้วก็เกิดความเลื่อมใส เช่น พระวักกลิ ฯ จำพวกถือเสียง พอได้ยินเสียงแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส ฯ จำพวกถือความเศร้าหมอง เมื่อได้เห็นการนุ่งห่มอันเศร้าหมองของท่านผู้ประพฤติปอน เช่น พระโมฆราช แล้วเกิดความเลื่อมใส ฯ จำพวกถือธรรมเมื่อได้ฟังธรรมได้ซาบซึ้งถึงคุณธรรมมีสีลาทิคุณเป็นต้น จากบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส

 


เรื่องในหมวดเดียวกัน

Loading...