สิ่งที่ให้เกิดความสุข ๔

๑. สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท ความบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า ให้เกิดสุข
๒. สุขา สทฺธมฺมเทสนา การเเสดงพระสัทธรรมให้เกิดสุข
๓. สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี ความพร้อมเพรียงของหมู่ให้เกิดสุข
๔. สมคฺคานํ ตโป สุโข ความเพียรของผู้มีความพร้อมเพรียงกันทั้งหลายให้เกิดสุข

สิ่งที่ไม่มีอะไรจะเสมอ ๔

๑. นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ ไฟที่เสมอด้วยราคะ ย่อมไม่มี
๒. นตฺถิ โทสสโม กลิ โทษที่เสมอด้วยโทสะ ย่อมไม่มี
๓. นตฺถิ ขนฺธสมา ทุกฺขา ทุกข์ทั้งหลายที่เสมอด้วยขันธ์ ย่อมไม่มี
๔. นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขยิ่งกว่าความสงบ ย่อมไม่มี

สิ่งที่ไม่มีอะไรจะเสมออีกอย่างหนึ่ง ๔

๑. นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ ไฟเสมอด้วยราคะ ย่อมไม่มี
๒. นตฺถิ โทสสโม คโห ผู้จับเสมอด้วยโทสะ ย่อมไม่มี
๓. นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ ข่ายเสมอด้วยโมหะ ย่อมไม่มี
๔. นตฺถิ ตณฺหาสมา นที แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา ย่อมไม่มี

สิ่งที่มีไม่ได้ ๔

๑. อากาเสว ปทํ นตฺถิ รอยเท้าในอากาศ ย่อมไม่มี
๒. สมโณ นตฺถิ พาหิโร สมณะภายนอก (พระพุทธศาสนา) ย่อมไม่มี
๓. สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ สังขารทั้งหลายชื่อว่าเป็นของเที่ยง ย่อมไม่มี
๔. นตฺถิ พุทฺธานมิญฺชิตํ ความหวั่นไหวของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่มี

สิ่งที่ยอดเยี่ยม ๔

๑. อาโรคฺยปรมา ลาภา ลาภ มีความไม่มีโรคเป็นยอดเยี่ยม
๒. สนฺตุฏฺฐิ ปรมํ ธนํ ทรัพย์ มีความสันโดษเป็นยอดเยี่ยม
๓. วิสฺสาสาปรมา ญาตี ญาติ มีความคุ้นเคยเป็นยอดเยี่ยม
๔. นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ความสุข มีพระนิพพานเป็นยอดเยี่ยม

สิ่งที่เป็นมลทิน ๔

๑. อสชฺฌายมลา มนฺตา มนต์ทั้งหลายมีการไม่สาธยาย (ท่องบ่น) เป็นมลทิน
๒. อนุฏฺฐานมลา ฆรา เรือนทั้งหลาย มีความไม่หมั่น (บำรุง) เป็นมลทิน
๓. มลํ วณฺณสฺส โกสชฺชํ ความเกียจคร้านเป็นมลทินของวรรณะ (คือผิวพรรณ)
๔. ปมาโท รกฺขโต มลํ ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา

ภัย (สิ่งที่น่ากลัว) ๔

๑. ชาติภยํ สิ่งที่น่ากลัวคือชาติ
๒. ชราภยํ สิ่งที่น่ากลัวคือชรา
๓. พยาธิภยํ สิ่งที่น่ากลัวคือพยาธิ
๔. มรณภยํ สิ่งที่น่ากลัวคือมรณะ

ภัย (สิ่งที่น่ากลัว) ๔

๑. อคฺคีภยํ ภัยเกิดจากไฟ
๒. อุทกภยํ ภัยเกิดจากน้ำ
๓. ราชภยํ ภัยเกิดจากพระราชา
๔. โจรภยํ ภัยเกิดจากโจร

ภัย (ความกลัว) ๔

๑. อตฺตานุวาทภยํ ความกลัวต่อการติเตียนตัวเอง
๒. ปรานุวาทภยํ ความกลัวต่อการที่ผู้อื่นติเตียน
๓. ทณฺฑภยํ ความกลัวต่อการถูกลงอาชญา
๔. ทุคฺคติภยํ ภัยเกิดจากทุคติ

ภัย (อีก) ๔

๑. อูมิภยํ ภัยคือคลื่น
๒. กุมฺภีลภยํ ภัยคือจระเข้
๓. อาวฏภยํ ภัยคือน้ำวน
๔. สุสุกาภยํ ภัยคือปลาฉลาม
ภัย ๔ อย่างนี้ ในพระบาลีแสดงว่าเป็นภัยเฉพาะสำหรับบรรพชิต คือภิกษุสามเณร อูมิภยํ หมายเอาการไม่อดทนต่อโอวาทคำสั่งสอน และคำตักเตือนของเพื่อนพรหมจรรย์ด้วยกัน ครั้นถูกตักเตือนก็เกิดความไม่พอใจ เพราะฉะนั้น อูมิภยํ ท่านกล่าวว่าเป็นชื่อแห่ง โกธุปายาส ความคับแค้นใจด้วยอำนาจแห่งความโกรธฯ กุมภีลภยํ หมายเอาความเป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง ความอดทนอยากไม่ได้ ท่านจึงกล่าวว่า กุมภลภยํ นี้เป็นชื่อแห่งความเห็นแก่ท้องฯ อาวฏภยํ เป็นชื่อแห่งกามคุณ ๕ ได้แก่มีความพอใจในกามคุณ ๕ ฯ สุสุกาภยํ เป็นชื่อแห่งมาตุคาม ได้แก่ความพอใจรักใคร่ในมาตุคามฯ ส่วนผู้ครองเรือน เมื่อปฏิบัติได้โดยให้อยู่ในขอบเขตแต่พอดี ก็เป็นความสวัสดีแก่ตนได้ฯ และในเรื่องภัย ๔ นี้ ข้าพเจ้าได้แสดงความคิดเห็นไว้เพียงเล็กน้อย เพื่อผู้สนใจจะได้พิจารณา
เป็นประเพณีนิยมของพุทธศาสนิกชนอย่างหนึ่ง คือเมื่อพระสงฆ์จำพรรษาตลอดไตรมาส ประมาณแล้วตั้งแต่แรมค่ำ ๑ เดือน ๑๑ ถึงกลางเดือน ๑๒ ในระยะนี้ ผู้มีศรัทธาก็ทำบุญทอดกฐิน การทอดกฐินนั้น (ยกเว้นกฐินหลวง) ทั้งในชนบทและในกรุงเทพฯ มักมีการเตรียมธงชนิดหนึ่ง ซึ่งเขียนเป็นรูปสัตว์ร้ายต่างๆ มีจระเข้บ้าง ตะขาบบ้าง นางเงือกแหวกว่ายอยู่ในน้ำมีกระแสคลื่นเป็นระลอกบ้าง เมื่อทอดกฐินแล้วก็เอาธงที่ว่านี้ปักไว้ที่หน้าวัด เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า วัดนี้ทอดกฐินแล้ว ข้าพเจ้าได้ถูกผู้ที่อยากรู้อยากเห็นถามว่า เป็นประเพณีนิยมกันมาอย่างไร ที่ใช้ธงเช่นนี้ปักไว้ที่หน้าวัดในเมื่อทอดกฐินแล้ว จะไม่ปักไม่ได้หรือทำไมจึงใช้ธงที่มีรูปเช่นนี้ เหตุผลมีมาอย่างไร? ข้าพเจ้าต้องจำนนต่อปัญหานี้มามากต่อมาก แต่ก็ได้อธิบายให้ฟังอย่างขอไปทีเท่านั้น และก็ได้พยายามสืบถามท่านผู้รู้มามากก็ได้ความเพียงว่า เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าวัดนี้ได้ทอดกฐินแล้วเท่านั้น แต่เหตุผลข้อที่ว่า ทำไมจึงใช้ธงเป็นรูปเช่นนี้ ไม่ได้รับคำอธิบายอันเป็นที่พอใจเลย ในเวลาที่ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ (เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๒) บังเอิญได้พบท่านผู้รู้ท่านหนึ่ง ได้เรียนถามท่าน ท่านก็ยอมจำนนว่า ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาเช่นข้าพเจ้าเหมือนกัน แต่พอที่จะให้ความคิดเห็นได้ ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านอธิบายให้ฟัง เหตุผลที่ท่านอธิบายให้ฟังรู้สึกว่าแนบเนียนดี จึงเรียนกับท่านว่า เมื่อตราบใดที่ข้าพเจ้ายังไม่ได้เหตุผลที่ดีกว่านี้ ก็จะขอรับเอาความคิดเห็นนี้ไว้เป็นความรู้ต่อไปตราบนั้น เหตุผลที่ท่านอธิบายนั้นดังนี้ คือ
คนโบราณเราทำอะไร ย่อมมีเหตุผล ไม่ทำอะไรโดยไร้เหตุผล ตัวอย่างเช่นนี้มีอยู่มากมาย จะนำมาพูดก็มากเรื่อง ในเรื่องธงนี้เข้าใจว่าคนโบราณท่านทำเปรียบเทียบด้วยภัย ๔ อย่าง คือ อูมิภยํ ฯลฯ ซึ่งเป็นภัยอันร้ายแรงของภิกษุสามเณร เมื่อภิกษุสามเณรถูกภัยนี้คุกคามแล้ว ก็จะอยู่ในเพศพรหมจรรย์ต่อไปไม่ได้ต้องสึก และภิกษุสามเณรที่สึกกันโดยมากอยู่ในระยะออกพรรษา และได้กรานกฐินแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อให้พระภิกษุสามเณรได้รู้สำนึกจึงได้ทำปริศนาเป็นธงเขียนรูปสัตว์ร้าย อันเทียบด้วยภัย ๔ ปักไว้ที่หน้าวัดในเมื่อทอดกฐินแล้ว เมื่อท่านเห็นรูปในธงแล้วจะได้นึกถึงในภัย ๔ เกิดมีการสำรวมขึ้น ก็เป็นทางป้องกันมิให้พระสึกได้
เหตุผลที่ว่ามานี้ รู้สึกว่าเป็นเหตุผลที่ถูกต้องตามความมุ่งหมาย้ดิมของผู้คิดสร้างธงนี้ ทั้งนี้จะพึงฟังได้เพียงไรขอผู้รู้ได้โปรดพิจารณาด้วย หรือท่านที่ได้รู้เหตุผลมาดีกว่านี้อย่างไร ขอได้โปรดติดต่อให้ข้าพเจ้าทราบโดยจดหมาย จะขอบพระคุณมาก เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้
ภัย ๔ อย่างนี้ในนวโกวาทท่านให้ชื่อว่า อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่

 


เรื่องในหมวดเดียวกัน