Search

อัตถะ อนุตตริยะ ญาณ ทิฏฐิ เทพ มรณะ โลก ภัย วิปลาส วัฏฏะ ปหาณ

อัตถะหรือประโยชน์ ๓

๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชน์ภพนี้หรือปัจจุบัน
๒. สัมปรายิกัตถะ ประโยชน์ภพหน้าหรืออนาคต
๓. ปรมัตถะ ประโยชน์อย่างยอด พระนิพพาน

อนุตตริยะ ๓

๑. ทัสสนานุตตริยะ ความเห็นอันเยี่ยม
๒. ปฏิปทานุตตริยะ ความปฏิบัติอันเยี่ยม
๓. วิมุตตานุตตริยะ ความพ้นอันเยี่ยม.

ญาณ ๓

๑. อตีตังสญาณ ญาณในส่วนอดีต
๒. อนาคตังสญาณ ญาณในส่วนอนาคต
๓. ปัจจุปันนังสญาณ ญาณในปัจจุบัน

ญาณ(อีก) ๓

๑. สัจจญาณ ปรีชาหยั่งรู้ในอริยสัจจ์
๒. กิจจญาณ ปรีชาหยั่งรู้กิจอันควรทำ
๓. กตญาณ ปรีชาหยั่งรู้กิจอันทำแล้ว

ทิฏฐิ ๓ จำพวก

๑. อกิริยทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ
๒. อเหตุกทิฏฐิ ความเห็นว่าหาเหตุมิได้
๓. นัตถิกทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มี

เทพ ๓ จำพวก

๑. สมมติเทพ เทวดาโดยสมมติเช่นพระราชา
๒. อุปปัตติเทพ เทวดาโดยกำเนิดเช่นท้าวสักกะ
๓. วิสุทธิเทพ เทวดาโดยความบริสุทธิ์ ได้แก่ พระอรหันต์

มรณะ ๓ ชนิด

๑. ขณิกมรณะ ตายทุกขณะจิตจากเด็กเป็นคนแก่
๒. สมมติมรณะ ตายโดนสมมติ คนยังมีกิเลส
๓. สมุจเฉทมรณะ ตายโดยเด็ดขาด พระอรหันต์

โลก ๓

๑. สงฺขารโลก ได้แก่สังขาร (นามรูป)
๒. สตฺตโลก ได้แก่หมู่สัตว์
๓. โอกาสโลก ได้แก่แผ่นดิน…สิ่งไม่มีวิญญาณ

โลก (อีก) ๓

๑. มนุสฺสโลก โลกคือที่อยู่อาศัยอยู่นี้
๒. เทวโลก ได้แก่สวรรค์ ๖ ชั้น
๓. พฺรหฺมโลก ได้แก่สวรรค์ชั้นรูปพรหม ๑๖ ชั้น

ภัย ๓ อย่าง

๑. ชาตภัย ภัยคือความเกิด
๒. ชราภัย ภัยคือความแก่
๓. มรณภัย ภัยคือความตาย
ภัยทั้ง ๓ นี้ สัตว์กลัวยิ่งนัก ไม่มีใครหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดจะช่วยบรรเทาได้เลย ส่วนทุกข์อื่นๆ เป็นแต่ทุกข์จรหรือทุกข์เบ็ดเตล็ด มีโศกะ ปริเทวะ ทุกขะ ฯลฯ เป็นต้น

วิปลาส ๓ อย่าง

๑. สญฺญาวิปลาส สัญญาวิปลาสได้แก่ความจำหมายหรือความกำหนดหมายคลาดเคลื่อนในสังขาร ไม่เที่ยงว่าเที่ยง เป็นทุกข์ก็ว่าเป็นสุข สิ่งไม่ใช่ตัวตนว่าตัวตน สิ่งไม่ใช่สวยงามว่าสวยงาม ไม่ตรงสภาพที่แท้จริง
๒. จิตฺตวิปลาส ความคิดคลาดเคลื่อนเป็นความคิดเห็นทำนองเดียวกับสัญญา
๓. ทิฏฺฐิวิปลาส ทิฏฐิความเห็นไม่ตรงกับสภาพเป็นจริงไม่จริงว่าจริง จริงกับเห็นไม่จริง จนเลยเถิดเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

 

วัฏฏะ (วน) ๓

๑. กิเลสวัฏฏ์ วน คือ กิเลส (เครื่องเศร้าหมอง)
๒. กัมมวัฏฏ์ วน คือ กรรม (การกระทำ)
๓. วิปากวัฏฏ์ วน คือ วิบาก (ผลการกระทำ)
วน ได้แก่สภาพที่หมุนเวียนกันไปไม่รู้จบ คือ เมื่อกิเลส (เครื่องเศร้าหมอง) แห่งจิตมีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นมูลเกิดแล้วก็ทำกรรมที่ไม่ดีขึ้น เมื่อทำกรรม…วิบากก็ติดตามมา วิบากนั้นทำให้เกิดมารับกิเลสต่อไปไม่สิ้นสุด การกระทำก็มีขึ้น วิบากก็เกิด วน อยู่อย่างนี้ ซ้ำๆ ซากๆ จึงได้เรียก วัฏฏะว่า เวียนว่ายตายเกิดใน วัฏฏสงสาร

ปหาน (การละกิเลส) ๓ อย่าง

๑. ตทงฺคปหาน ได้แก่การละกิเลสได้ชั่วขณะ เช่น ขณะถือศีล ขณะให้ทาน ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ และละความโลภได้ขณะที่ทำอยู่
๒. วิกฺขมฺภนปหาน ได้แก่การข่มนิวรณ์ (ธรรมอันกั้นจิตมิให้บรรลุความดี) ให้สงบชั่วขณะที่เจริญสมถกัมมัฏฐานสมาธิยังอยู่ตราบใด นิวรณ์ก็คงสงบ
๓. สมุจฺเฉทปหาน ได้แก่การละกิเลสได้โดยเด็ดขาดของอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันถึงอรหันต์

 


เรื่องในหมวดเดียวกัน

Related posts