จิตหลุดพ้น

ภิกษุทั้งหลาย ! รูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลเห็นข้อนั้นด้วยปัญญาโดยชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่า

เนตัง มะมะ ฯ นั่นไม่ใช่ของเรา 
เนโสหะมัสฺมิ ฯ นั่นไม่เป็นเรา 
นะ เมโส อัตตาติ ฯ นั่น ไม่เป็นตัวตนของเรา

ปุพพันตะนุทิฏฐิ ฯ ความเห็นไปตามขันธ์ที่มีแล้วในกาลก่อน ย่อมไม่มี 
เมื่อความเห็นไปตามขันธ์ที่มีแล้วในกาลก่อนไม่มี

อปรันตะนุทิฏฐิ ฯ ความเห็นไปตามขันธ์อันมีที่สุดในเบื้องหน้า ย่อมไม่มี 
เมื่อความเห็นไปตามขันธ์อันมีที่สุดในเบื้องหน้า ไม่มี 
ความยึดมั่นลูบคลำ อย่างแรงกล้า ย่อมไม่มี 
เมื่อความยึดมั่นลูบคลำอย่างแรงกล้าไม่มี 
จิตย่อมคลายกำหนัด ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ 
จิตย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ(กิเลส)ทั้งหลาย เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น.

เพราะจิตหลุดพ้น จิตจึงดำรงรงอยู่ตามสภาพของจิต(อันเป็นธรรมชาติประภัสสร สมุจเฉท)
เพราะเป็นจิตดำรงอยู่ตามสภาพของจิต จิตจึงยินดีร่าเริงด้วยดี
เพราะเป็นจิตยินดีร่าเริงด้วยดี จิตจึงไม่หวาดสะดุ้ง
เมื่อไม่หวาดสะดุ้ง ย่อมปรินิพพาน(ดับรอบ)เฉพาะตนนั่นเทียว
ย่อมรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้.

 

อ้างอิง ไตร. บาลีสยามรัฐ ขนฺธ. สํ. ๑๗ / ๕๗ / ๙๓. อริย. ๗๕๕.