ถามว่า ความสำคัญตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษนี้ 

ย่อมเกิดแก่ใคร. ย่อมไม่เกิดแก่ใคร.

ตอบว่า ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระอริยสาวก และย่อมไม่เกิดแก่ผู้ทุศีล ไม่ปรารถนาบรรลุเป็นอริยบุคคล ไม่ปฏิบัติกรรมฐาน ชอบนอนอยู่เป็นประจำ

ย่อมเกิดแก่ผู้มีศีลบริสุทธิ์ ขยันหมั่นเพียรปฏิบัติกรรมฐาน กำหนดนามรูปสู่ไตรลักษณ์ พิจารณาสังขารทั้งหลาย ผู้มีความเห็นแจ้ง มีความเพียร

ดูรายละเอียดใน อรรถกถาขุททกวัตถุวิภังค์ อภิ.วิ.อ. (ไทย) ๗๘/๑๐๗๒/๙๐๖ มหามกุฏ ฯ

***************************

อธิมานนิทเทส 
อธิบายความสำคัญว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ 


คำว่า อปฺปตฺเต ปตฺตสญฺญิตา (แปลว่า ความสำคัญว่าถึงแล้วในธรรมที่ตนยังไม่ถึง) ได้แก่ มีความสำคัญว่าถึงสัจจะ ๔ อันตนยังไม่บรรลุว่า บรรลุแล้ว.

คำว่า อกเต (แปลว่า ในกิจที่ยังไม่ได้ทำ) ได้แก่ มีความสำคัญในกิจที่ตนพึงกระทำ อันมรรค ๔ ยังมิได้กระทำ.

คำว่า อนธิคเต (แปลว่า…ในธรรมที่ตนยังไม่บรรลุ) ได้แก่ ยังไม่บรรลุสัจธรรมทั้ง ๔.

คำว่า อสจฺฉิกเต (แปลว่า ในธรรมที่ตนยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง) ได้แก่ ธรรมอันอรหัตมรรคยังมิได้กระทำให้แจ้ง.

คำว่า อยํ วุจฺจติ อธิมาโน ได้แก่ บุคคลนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ผู้มีความสำคัญว่าตนได้บรรลุธรรมวิเศษ.

ถามว่า ก็ความสำคัญตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษนี้ ย่อมเกิดแก่ใคร ย่อมไม่เกิดแก่ใคร.

ตอบว่า ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระอริยสาวก ก่อน.

จริงอยู่ พระอริยสาวกนั้นมีโสมนัส (ความพอใจ) อันเกิดขึ้นดีแล้วในขณะแห่งการพิจารณามรรค ผล นิพพาน กิเลสที่ท่านละแล้วและยังมิได้ละทีเดียว ไม่มีการสงสัยในการแทงตลอด (ในปฏิเวธ) ซึ่งเป็นอริยคุณ เพราะฉะนั้น ความสำคัญตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ ย่อมไม่เกิดแก่พระโสดาบันเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งความสำคัญว่า เราเป็นพระสกทาคามี เป็นต้น.

ความสำคัญตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ ย่อมไม่เกิดขึ้นแม้แก่บุคคลผู้ทุศีล.

จริงอยู่ บุคคลผู้ทุศีลนั้นไม่มีความปรารถนาในการบรรลุอริยคุณเลย. ความสำคัญตนย่อมไม่เกิดขึ้นแม้แก่บุคคลผู้มีศีลผู้มีกรรมฐานอันสละแล้ว ผู้ประกอบเนืองๆ ในความเป็นผู้ยินดีในการนอนเป็นต้น.

ก็แต่ว่า ความสำคัญตนว่าได้บรรลุธรรมวิเศษนั้น ย่อมเกิดแก่ผู้มีศีลบริสุทธิ์ ผู้ไม่ประมาทในกรรมฐาน ผู้กำหนดนามรูป ข้ามความสงสัยได้ด้วยการกำหนดปัจจัย ผู้ยกนามรูปขึ้นสู่ไตรลักษณ์แล้วพิจารณาสังขารทั้งหลาย ผู้มีความเห็นแจ้ง มีความเพียร.

อนึ่ง เมื่อมีความสำคัญว่าได้บรรลุธรรมวิเศษ เกิดขึ้นแล้ว บุคคลผู้ได้สมถะอย่างเดียว (สุทธสมถลาภี) หรือผู้ได้วิปัสสนาอย่างเดียว (วิปัสสนาลาภี) ย่อมพักกรรมฐานไว้ในระหว่าง เพราะว่า เมื่อบุคคลนั้นไม่เห็นความปรากฏเกิดขึ้นแห่งกิเลสสิ้นเวลา ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง จึงเกิดความสำคัญตนว่า เราเป็นพระโสดาบัน หรือเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี ดังนี้.

ส่วนพระโยคีผู้ได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา เมื่อมีความสำคัญว่าได้บรรลุพระอรหัตเท่านั้น จึงพักกรรมฐานเสีย เพราะว่า กิเลสทั้งหลายอันบุคคลนั้นข่มไว้แล้วด้วยกำลังแห่งสมาธิ สังขารทั้งหลายอันเธอกำหนดดีแล้วด้วยกำลังแห่งวิปัสสนาฉะนั้น กิเลสทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้นสิ้น ๖๐ ปีบ้าง ๘๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง. ความไม่สงสัย (คือไม่มีความสำคัญตน) ย่อมมีแก่พระขีณาสพเท่านั้น.

พระโยคีผู้ได้ทั้งสมถะและวิปัสสนานั้น เมื่อไม่เห็นความเกิดขึ้นแห่งกิเลสสิ้นกาลนานอย่างนี้ จึงพักกรรมฐานไว้ในระหว่างเทียว ย่อมสำคัญว่า เราบรรลุพระอรหันต์ ดังนี้ เหมือนพระมหานาคเถระผู้อยู่ในอุจจตลังกะ เหมือนพระมหาทัตตเถระผู้อยู่ในหังกนกะ และเหมือนพระจูฬสุมเถระผู้อยู่ในเรือนเป็นที่กระทำความเพียร ชื่อว่านิงกโปณณะ ใกล้ภูเขาชื่อจิตตลบรรพต.

ในข้อนั้น พึงทราบการชี้แจงสักเรื่องหนึ่ง ดังนี้.
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=35&i=860&p=2