“ทรงเปิดโลกเสด็จลงจากดาวดึงส์สวรรค์”

สังกัสสะนครเป็นเมืองที่สำคัญในสมัยพุทธกาล เมืองสังกัสสะ คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดง ยมกปกฏิหาริย์แล้ว เสด็จขึ้นไป ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์บนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ ทรงจำ พรรษาตลอด ๓ เดือน ทรงแสดงพระธรรมเทศนา อภิธรรม ๗ คัมภีร์โปรดพุทธมารดา และเหล่าทวยเทพยดาทั้งหลาย พอถึงวันปวารณา เทโวโรหณะ เสด็จสู่เมืองมนุษย์ พระโมคคัลลานะแสดง ปาฏิหาริย์ เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทูลถามพระองค์จะเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์ ณ ที่ใด พระองค์ตรัสถามว่า พระสารีบุตรจำ พรรษาที่ใด เมื่อทราบว่าท่านทั้งสองจำ พรรษาที่นครสังกัสสะ พระพุทธองค์จึงเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ที่ใกล้ประตูเมือง สังกัสสะนครท่ามกลางพรหม ที่แวดล้อมเป็นบริวาร ลำ ดับเหตุการณ์สังกัสสะนคร

นครสังกัสสะในอนาคต ที่ท่านหลวงจีนฟาเหียน เรียกว่า กังเกียส นั้น ประวัติศาสตร์ในยุคหลังปรินิพพานไม่ชัดเจนนัก ทราบเพียงส่วนที่กล่าวไว้ในสังคีติ คือ เมื่อการทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ที่พระเถระชื่อว่ เรวตะ มาพักที่นครสังกัสสะ แล้วค่อยเดินทางไปร่วมประชุมที่ วาลิการามนครสาลี ตามบันทึกยังกล่าวอีกว่า บริเวณนครสังกัสสะมีอาณาเขตถึง ๒,๐๐๐ ลี้ มีวัดทางพระพุทธศาสนาถึง ๔ วัด พระสงฆ์อีก ๑,๐๐๐ รูป ทั้งหมดเป็นพระทางฝ่ายมหายานนิกาย สัมมิติยะ มีเทวาลัยอยู่ ๑๐ แห่ง และในเมืองนี้ยังมีนักบวชนอกพระพุทธศาสนาอยู่เป็นจำนวนมาก

ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชกล่าวกันว่า คราวเมื่อพระบรมศาสดาเสด็จลงมาจากดาวดึงส์สวรรค์ ปรากฏบันไดทิพย์บันไดแก้ว ขึ้นนภากาศ ปรากฏบันไดเงินขึ้นทางขวาเป็นที่ลงของพระพรหม ทางซ้ายเป็นที่ลงของเทพยดา เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จ พื้นดินชั้นบันไดทั้ง ๓ ก็อันตรธานเหลือโผล่ให้เห็นเพียง ๗ ชั้น พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงขุดคูลึกลงไปถึงบาดาล ก็ยังไม่สิ้นสุด พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธายิ่ง จึงสร้างอุโบสถคลุมบันไดไว้พร้อมกับโปรดให้สร้างพระพุทธรูปสูง ๑๖ ฟุต ฝังเสาศิลาจารึก และประดิษฐานรูปช้างไว้บนยอดเสา ตามเรื่องยังเล่าให้เห็นความมหัศจรรย์ของสิงโตไว้อีกหลายมุม

หลวงจีนถังซัมจั๋ง (พ.ศ. ๑๓๐๐) ได้บันทึกถึงจดหมายเหตุถึงนครสังกัสสะว่า พลเมืองที่อยู่อาศัยที่สังกัสสะ มีกิริยานุ่มนวล พวกผู้ชายตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียน มีสังฆารามใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปงามวิจิตร ในบริเวณสังฆารามมีบันได ๓ ชั้น ตั้งเรียงกันเป็นที่หมายว่าพระบรมศาสดาเสด็จลงจากดาวดึงส์สวรรค์สู่โลกมนุษย์ที่แห่งนั้น ซึ่งปัจจุบันนี้มีแต่เพียงซากอุโบสถเป็นเสมือนกองดินเป็นเนินสูงขึ้นไป เบื้องล่างใกล้เคียงกันมีเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช ส่วนบนเป็นรูปช้างแต่ก็ถูทำลายลงเหลือแต่เพียงตอเท่านั้น
เนื่องในเทศกาลออกพรรษา…จึงขอนำภาพปัจจุบัน ที่ปรากฎให้เห็นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาให้ชมเพื่อเป็นพุทธานุสรณ์แก่ทุกท่าน ฯ