พระอภิธัมมัตถสังคหะ

ปริจเฉทที่ ๘ ปัจจยสังคหวิภาค (ตอนที่ ๙ ปัฏฐานนัย เหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย)

ปัฏฐานนัย

ปัฏฐานนัย เป็นนัยแห่งการแสดงอำนาจของปัจจัย เป็นพิเศษที่อุปการะแก่ผลธรรมให้ปรากฏขึ้น มี ๒๔ ปัจจัย ซึ่งเป็นการแสดงนัยที่ ๒ ของปัจจัยสังคหวิภาค

นัยที่ ๒ คือ ปัฏฐาน หรือ มหาปัฏฐานนี้ เป็นคัมภีร์ที่ ๗ ของพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ พระอนุรุทธาจารย์ได้นำมาแสดงไว้ในปริเฉทที่ ๘ ให้ชื่อว่า “ปัจจัยสังคหะวิภาค” และแสดงต่อจากปฏิจจสมุปบาท เพราะเป็นธรรมที่เนื่องกัน

มหาปัฏฐาน หรือ ปัจจัย ๒๔

คำว่า “มหาปัฏฐาน” นี้ หมายถึงเป็นฐานที่ตั้งของปัญญาความรู้ที่มีความสำคัญยิ่ง และ ประเสริฐยิ่ง

เนื้อความของมหาปัฏฐาน นี้ แสดงถึงเหตุและปัจจัย ที่ทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น และ เป็นอยู่ได้ในสากลโลกนี้ ทรงแสดงตั้งเป็นหัวข้อไว้โดยสังเขป ๒๔ ปัจจัย มีเนื้อความสลับซับซ้อนสุขุมลุ่มลึกเป็นที่สุด และเต็มไปด้วยเหตุผล จึงเป็นของยากที่วิสัยของวิญญูชน จะหยั่งรู้ให้แจ่มแจ้งทั่วถึงได้

ฉะนั้น มหาปัฏฐานนี้ จึงเป็น วิสัยของพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่สามารถจะทรงแสดงได้อย่างเป็นระเบียบและพิสดารกว้างขวางที่สุด คุณธรรมในพระมหาปัฏฐานนี้ จึงทรงอุปมาไว้ประดุจคุณของมหาสาคร ๔ ประการ คือ

๑.) สังสารสาคร คือ สังสารวัฏ อันขันธ์, ธาตุ และ อายตนะ ทั้งหลายกำลังเป็นไปไม่ขาดสาย เรียกว่า สังสารสาคร เพราะเหตุที่เงื่อนต้นของการเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายไม่ปรากฏ คือ ไม่มีกำหนดว่า สัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วนี้ มีกำหนดเป็นที่สุดเท่านี้ร้อยปี, เท่านี้พันปี, เท่านี้แสนปี, เท่านี้กัปป์ปี มิได้เลย จึงมีความวนเวียนกว้างขวางที่สุดประดุจมหาสาคร

๒.) ชลสาคร มหาปัฏฐานนี้ มีความสุขุมลุ่มลึก ดุจมหาสารคร อันใครๆ ไม่อาจนับประมาณได้

๓.) นัยสาคร มหาปัฏฐานนี้ เป็นความสมบูรณ์แบบที่มีนัยยะแห่งการพิจารณาได้อย่างพิสดารและกว้างขวางที่สุดประดุจมหาสาคร

๔.) ญาณสาคร มหาปัฏฐานนี้ เป็นที่ตั้งแห่งญาณ ความรู้ที่ให้ทั่วถึงธรรมทั้งปวง ที่ชื่อว่า สัพพัญญุตญาณ

ฉัพพรรณรังสี ๖ ประการ ได้แก่ สีเขียว, ขาว, แดง, เหลือง, ม่วง และ สีเลื่อมพราย ได้บังเกิดขึ้นขณะพระพุทธองค์ พิจารณาเหตุผลตามปัฏฐานนี้

ต่อไปนี้ จะได้แสดงเนื้อความโดยสังเขปในปัจจัย ๒๔ ตามพระบาลีที่ตั้งไว้ ดังนี้

ปัฏฐานบาลี

เหตุปจฺจโย อารมฺมณปจฺจโย อธิปติปจฺจโย อนนฺตรปจฺจโย สมนนฺตรปจฺจโย สหชาตปจฺจโย อญฺญมญฺญปจฺจโย นิสฺสยปจฺจโย อุปนิสฺสยปจฺจโย ปุเรชาตปจฺจโย ปจฺฉาชาตปจฺจโย อาเสวนปจฺจโย กมฺมปจฺจโย วิปากปจฺจโย อาหารปจฺจโย อินฺทริยปจฺจโย ฌานปจฺจโย มคฺคปจฺจโย สมฺปยุตฺตตปจฺจโย วิปฺปยุตฺตปจฺจโย อตฺถิปจฺจโย นตฺถิปจฺจโย วิคตปจฺจโย อวิคตปจฺจโย อยเมตฺถปฏฺฐานโย ฯ

แสดง บาลี และ คำแปล

๑.) เหตุปจฺจโย เพราะมีเหตุ ๖ เป็นปัจจัย
๒.) อารมฺมณปจฺจโย เพราะมีอารมณ์ ๖ เป็นปัจจัย
๓.) อธิปติปจฺจโย เพราะมีธรรมที่เป็นอธิบดี เป็นปัจจัย
๔.) อนนฺตรปจฺจโย เพราะมีจิตเจตสิก ที่ดับไปอย่างไม่มีระหว่างคั่น เป็นปัจจัย
๕.) สมนนฺตรปจฺจโย เพราะมีจิตเจตสิกที่ดับไปอย่างไม่มีระหว่างคั่นตามลำดับ เป็นปัจจัย
๖.) สหชาตปจฺจโย เพราะมีการเกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัย
๗.) อญฺญมญฺญปจฺจโย เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกัน เป็นปัจจัย
๘.) นิสฺสยปจฺจโย เพราะโดยเป็นที่อาศัย เป็นปัจจัย
๙.) อุปนิสฺสยปจฺจโย เพราะเป็นที่อาศัยโดยมีกำลังมาก เป็นปัจจัย
๑๐.) ปุเรชาตปจฺจโย เพราะด้วยการเกิดก่อน เป็นปัจจัย
๑๑.) ปจฺฉาชาตปจฺจโย เพราะด้วยการเกิดทีหลัง เป็นปัจจัย
๑๒.) อาเสวนปจฺจโย เพราะมีชวนะที่เกิดก่อน เป็นปัจจัย
๑๓.) กมฺมปจฺจโย เพราะมีเจตนา เป็นปัจจัย
๑๔.) วิปากปจฺจโย เพราะมีวิบาก เป็นปัจจัย
๑๕.) อาหารปจฺจโย เพราะมีอาหาร ๔ เป็นปัจจัย
๑๖.) อินฺทริยปจฺจโย เพราะมีนามรูปอินทรีย์ เป็นปัจจัย
๑๗.) ฌานปจฺจโย เพราะมีองค์ฌาน ๗ เป็นปัจจัย
๑๘.) มคฺคปจฺจโย เพราะมีองค์มรรค ๙ เป็นปัจจัย
๑๙.) สมฺปยุตฺตตปจฺจโย เพราะมีนามธรรมที่เหมือนกัน เป็นปัจจัย
๒๐.) วิปฺปยุตฺตปจฺจโย เพราะมีนามกับรูปที่ไม่เหมือนกัน เป็นปัจจัย
๒๑.) อตฺถิปจฺจโย เพราะมีนามรูปที่กำลังมีอยู่ เป็นปัจจัย
๒๒.) นตฺถิปจฺจโย เพราะมีนามธรรมที่ดับไปแล้ว เป็นปัจจัย
๒๓.) วิคตปจฺจโย เพราะด้วยการปราศจากไปแล้วของนามธรรม เป็นปัจจัย
๒๔.) อวิคตปจฺจโย เพราะด้วยการที่ยังไม่ปราศจากไปของนามรูป เป็นปัจจัย

อยเมตฺถปฏฺฐานโย ฯ รวม ปัจจัยธรรม ๒๔

สภาวธรรม ๓ ประการ ในปัจจัย ๒๔

การแสดงปัจจัย ๒๔ พระผู้มีพระภาค ทรงจำแนกปัจจัยหนึ่งๆ แต่ละปัจจัย ประกอบด้วยสภาวธรรม ๓ ประการ คือ ปัจจัยธรรม, ปัจจยุบบันธรรม และ ปัจจนิกธรรม ดังนี้

๑.) ปัจจัยธรรม

ปัจจัยธรรม คือ ธรรม ที่เป็นผู้อุปการะแก่ผลธรรม ที่ตนเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นชนกสัตติ คือสามารถให้เกิดขึ้นโดยตรง และ อุปถัมภกสัตติ คือ อุดหนุนผลธรรมที่เกิดขึ้นจากตนและเกิดจากปัจจัยอื่นให้ตั้งอยู่ได้และให้เจริญขึ้น

ปัจจัยธรรมที่มีสิทธิอุปการะเเห่งผลธรรมได้นี้หมายเอาทั้ง สังขตธรรม ที่มีปัจจัยปรุงแต่ง และ อสังขตธรรม ที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง และ บัญญัติธรรม

รวมความว่าธรรมทั้งหมด ทั้งที่เป็น ปรมัตถธรรม และ บัญญัติธรรม สามารถเป็น ปัจจัยธรรม ได้ทั้งสิ้น (เช่นอารัมมณปัจจัย)

๒.) ปัจจยุบบันธรรม

ปัจจยุบบันธรรม คือ ธรรมที่เกิดขึ้น เพราะอำนาจของปัจจัยที่อุปการะตน ได้แก่ สังขตธรรม คือ ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งเท่านั้น ส่วนพระนิพพานเป็นปัจจยุบบันธรรมไม่ได้ เพราะไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น

ฉะนั้น ปัจจยุบบันธรรม คือธรรมที่เป็นผลของปัจจัยธรรมทั้งหมดนั้น จึงได้แก่ ปรมัตถธรรม ที่เป็นสังขตธรรม คือ

จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ และ รูป ๒๘

๓.) ปัจจนิกธรรม

ปัจจนิกธรรม คือ ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อปัจจยุบบันธรรม และเป็นปฏิปักษ์ธรรมมต่อปัจจัยธรรมบางประการ ฉะนั้น ปัจจนิกธรรม จึงมี ๒ นัย คือ

ก.) ปัจจนิกธรรม ที่มีสิทธิ์เป็นได้ทั้ง ปัจจนิกธรรม และ ปัจจัยธรรม
ข.) ปัจจนิกธรรม ที่มีสิทธิ์เป็นได้เฉพาะ ปัจจนิกธรรม อย่างเดียว เป็นปัจจัยธรรมไม่ได้

รวมความแล้ว ปัจจนิกธรรม เป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ ปัจจยุบบันธรรม โดยแน่นอน

ในปัจจัยทั้ง ๒๔ ปัจจัยนั้น ทุกๆปัจจัย จำแนกองค์ธรรมไว้เป็น ๓ หมวดด้วยกัน เว้นแต่ สหชาตปัจจัย อย่างเดียวเท่านั้น ที่ไม่มีปัจจนิกธรรม เพราะสหชาตปัจจัยนั้น มีธรรมที่เป็นเหตุกับผลเกิดร่วมกัน จึงคงมีแต่ ปัจจัยธรรม กับ ปัจจยุบบันธรรม เท่านั้น

จะได้แสดงเนื้อความของปัจจัย ๒๔ โดยลำดับต่อไป

๑.) เหตุปัจจัย

มีพระบาลี แสดงว่า เหตู เหตุสมฺปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ ตํสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยนปจฺจโย ฯ

แปลความว่า เหตุทั้งหลายนั้น เป็นธรรมที่อุปการะธรรมทั้งหลายที่ประกอบกับเหตุด้วยนั้นด้วย และแก่รูปทั้งหลายที่เกิดจากสมุฏฐานนั้นด้วย

หมายความว่า เหตุ ๖ คือ อกุศลเหตุ ๓ ได้แก่ โลภะ, โทสะ, โมหะ และ กุศลเหตุ กับ อัพยากตเหตุ ได้แก่ อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ รวมเหตุทั้ง ๖ นี้ เรียกว่า เหตุปัจจัย อุปการะให้ สเหตุกจิต ๗๑ เจตสิก ๕๒ สเหตุกจิตตชรูป ๑๗ และ สเหตุกปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐ เกิดขึ้นเป็นผล เรียกว่า ปัจจยุบบันธรรม ในการแสดงปัจจัย ๒๔ นี้ ต้องการชี้เฉพาะเหตุกับผลเท่านั้น ส่วนปัจจนิกธรรมเป็นธรรมที่แสดงนอกจากผล หรือนอกจากทั้งเหตุและผลดังกล่าวแล้ว ส่วนมากจึงมักไม่นำมาแสดงด้วย

*เหตุและปัจจัย ในปัฏฐาน

– เหตุ หมายถึงเฉพาะ เหตุ ๖
– ปัจจัย หมายถึง ปัจจัยทั้ง ๒๔ การเป็นธรรมที่อุปการะ จึงกว้างกว่า เหตุ

ฉะนั้น เมื่อว่าโดยสภาวธรรม ๓ ประการของเหตุปัจจัยแล้วได้ดังนี้ คือ

ปัจจัยธรรม ได้แก่ เหตุ ๖ คือ

– โลภเหตุ, โทสเหตุ, โมหเหตุ,
– อโลภเหตุ, อโทสเหตุ, อโมหเหตุ

ปัจจยุบบันธรรม ได้แก่

– สเหตุกจิต ๗๑ เจตสิก ๕๒ (เว้นโมหเจตสิกที่ในโมหมูลจิต ๒)
– สเหตุกจิตตชรูป ๑๗ และ สเหตุกจิตปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐

ปัจจนิกธรรม ได้แก่

– โมหเจตสิก ที่ในโมหมูลจิต ๒
– อเหตุกจิต ๑๘ และ อัญญสมานาเจตสิก ๑๒ (เว้นฉันทเจตสิก ๑)

รูปที่พ้นจากอำนาจของเหตุปัจจัย ๗ หมวดคือ

– อเหตุกจิตตชรูป ๑๗
– อเหตุกจิตปฏิสนธิกัมมชรูป ๒๐
– พาหิรรูป คือรูปภายนอก ๙
– อาหารชรูป ๑๔
– อุตุชรูป ๑๕
– อสัญญสัตตกัมมชรูป
– ปวัตติกัมมชรูป ๒๐

อธิบาย ในเหตุปัจจัยนี้ เหตุ ๖ ประการ เป็น นามธรรม เป็นปัจจัยอุดหนุนให้ นามและรูป เกิดขึ้นในสันดานของสัตว์ทั้งหลาย เพราะธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลกนี้ได้นั้น ต้องอาศัยเกิดขึ้นด้วยเหตุ ถ้าไม่มีเหตุแล้ว ย่อมไม่มีการเกิด สัตว์ที่เกิดในอบายภูมิ, สุคติภูมิ หรือถึงนิพพาน ต้องอาศัยเหตุนำไป

ฉะนั้น เหตุ นี้ จึงนับว่า เป็นสิ่งสำคัญที่สุด พระพุทธองค์จึงทรงยก เหตุปัจจัย ขึ้นแสดงเป็นอันดับแรก เหตุ ๖ ประการนี้ ได้แก่

โลภเหตุ, โทสเหตุ, โมหเหตุ
อโลภเหตุ, อโทสเหตุ, อโมหเหตุ

เมื่อจำแนกออกตามชาติของจิต ที่มีเหตุประกอบ ๔ ประการแล้ว ได้ดังนี้ คือ

๑.) อกุศลเหตุ ๓ ได้แก่ โลภะ, โทสะ, โมหะ ที่ประกอบกับอกุศลจิต ๑๒
๒.) กุศลเหตุ ๓ ได้แก่ อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ ที่ประกอบกับกุศลจิต ๒๑
๓.) วิบากอพยากตเหตุ ๓ ได้แก่ อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ ที่ประกอบกับสเหตุวิบากจิต ๒๑
๔.) กิริยาอพยากตเหตุ ๓ ได้แก่ อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ ที่ประกอบกับสเหตุกิริยาจิต ๑๗

บรรดาเหตุที่ประกอบกับจิต ตามชาติต่างๆ นี้ เมื่อว่าโดยสภาพธรรมแล้วก็คงได้แก่ เหตุ ๖ ประการนั่นเอง คือโลภะ, โทสะ, โมหะ ประกอบได้เฉพาะแต่อกุศลจิตอย่างเดียวเรียกว่า อกุศลเหตุ ส่วน อโลภะ, อโทสะ และ อโมหะ นั้น ประกอบได้ทั้งกุศลจิต, วิปากจิต และ กริยาจิต เมื่อประกอบกับกุศลจิตเรียกว่า กุศลเหตุ เมื่อประกอบกับวิบากจิต หรือกิริยาจิต ก็เรียกว่า “อพยากตเหตุ” ด้วยกัน ดังนี้

เหตุทั้ง ๖ ประการนี้ มี อำนาจอุดหนุนสัมปยุตธรรม คือจิตและเจตสิกให้เกิดขึ้น พร้อมด้วยจิตตชรูป และ ปฏิสนธิกัมมชรูป และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ช่วยอุดหนุนให้ตั้งอยู่ได้ และให้เจริญยิ่งขึ้นได้อีกด้วย

อุปมาเหมือนต้นไม้ใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ได้เพราะอาศัย รากแก้วยึดพื้นดินไว้ ให้ตั้งอยู่ได้มั่นคง เมื่อถูกลมพายุ ก็ไม่ทำให้ต้นไม้นั้นโค่นล้มลงได้ และยิ่งกว่านั้นการที่ต้นไม้นั้นเจริญงอกงามแตกกิ่งก้านสาขา ผลิตดอกออกผล ก็เพราะอาศัยรากแก้วนั้นเอง มีหน้าที่ช่วยอุดหนุนให้เจริญงอกงามขึ้นได้

อุปมานี้ฉันใด เมื่อโลภเหตุเกิดขึ้นแก่บุคคลใดแล้ว สัมปยุตธรรม คือ จิตและเจตสิก พร้อมด้วยอกุศลจิตตชรูป ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น เมื่อโลภจิตนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็ยากจะถอนออกได้ ซึ่งเปรียบเหมือนรากแก้วที่ยึดต้นไม้ไว้ให้ตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง และสามารถกำเริบขึ้นในจิตใจของบุคคลนั้นมากขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดกายวิญญัติ คือ เคลื่อนไหวกายไปทำการทุจริตทางกาย ด้วยการลักทรัพย์ หรือ ประพฤติผิดทางเพศขึ้นได้ หรือ มิฉะนั้นก็เป็นเหตุให้เกิดวจีวิญญัติ คือ การพูดจา กล่าววจีทุจริต มีการพูดปด เป็นต้น ซึ่งเปรียบเสมือนต้นไม้ที่เจริญงอกงามขึ้น โดยอาศัยรากแก้ว ก็มีอุปไมย ฉันนั้น

ส่วนในเหตุอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน จะเป็นอกุศลเหตุ, กุศลเหตุ หรือ อัพพยากตเหตุก็ตาม เมื่อมีมูลรากเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมจะอุดหนุนสัมปยุตธรรมพร้อมด้วยจิตตชรูปให้เกิดตาม และช่วยอุดหนุนให้เจริญขึ้นจนสำเร็จการงานนั้นๆ ได้

จำแนกเหตุปัจจัย โดยปัจจัย, ลักษณะ, ชาติ, กาล และสัตติ

– โดยปัจจัย นาม เป็นปัจจัยแก่ นามรูป
– โดยลักษณะ เป็นที่ตั้งและเป็นรากแก้วของปัจจยุบบันธรรม
– โดยชาติ เป็น สหชาตชาติ
– โดยกาล เป็นปัจจุบันกาล
– โดยสัตติ คืออำนาจอุปการะแก่ปัจจยุบบันธรรมมี ๒ อย่างได้แก่

ก.) ชนกสัตติ ช่วยอุปการะให้ปัจจยุบบันธรรมเกิดขึ้น
ข.) อุปถัมภกสัตติ ช่วยอุปการะแก่ปัจจยุบบันธรรมให้ตั้งอยู่และเจริญขึ้น

๒.) อารัมมณปัจจัย

อารัมมณปัจจัย พระผู้มีพระภาคทรงแสดงต่อจากเหตุปัจจัยเพราะเหตุ ๖ เป็นมูลให้เกิดสัมปยุตธรรม คือ จิตและเจตสิก แล้ว แต่ถ้าไม่มีอารมณ์ จิตและเจตสิกก็เกิดขึ้นไม่ได้ จึงทรงแสดงอารัมมณปัจจัยเป็นอันดับที่ ๒ ตามพระบาลีและคำแปล โดยลำดับ ดังนี้

๑.) รูปายตนํ จกฺขุวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

รูปารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่จักขุวิญญาณธาตุและ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ที่ประกอบกับจักขุวิญญาณธาตุ โดยอำนาจอารัมมณปัจจัย

๒.) สทฺทายตนํ โสตวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

สัททารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่โสตวิญญาณธาตุ และ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ที่ประกอบกับโสตวิญญานธาตุ โดยอำนาจอารัมมณปัจจัย

๓.) คนฺธายตนํ ฆานวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

คันธารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ฆานวิญญาณธาตุ และ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ที่ประกอบกับฆานวิญญานธาตุ โดยอำนาจอารัมมณปัจจัย

๔.)รสายตนํ ชิวฺวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

รสารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ชิวหาวิญญาณธาตุ และ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ที่ประกอบกับชิวหาวิญญานธาตุ โดยอำนาจอารัมมณปัจจัย

๕.) โผฏฺฐฺพฺพายตนํ กายวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

โผฏฐัพพารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่กายวิญญาณธาตุ และ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ที่ประกอบกับกายวิญญานธาตุ โดยอำนาจอารัมมณปัจจัย

๖.) รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐฺพฺพายตนํ มโนธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ คือ ปัญจารมณ์ ที่เป็นปัจจุบัน เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่มโนธาตุ และ อัญญสมานาเจตสิก ๑๐ (เว้น วิริยะ, ปีติ, ฉันทะ) ที่ประกอบกับมโนธาตุ โดยอำนาจอารัมมณปัจจัย

๗.) สพฺเพ ธมฺมา มโนวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อารมณ์ ๖ ที่เป็นปัจจุบัน, อดีต, อนาคต และกาลวิมุติ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ มโนวิญญาณธาตุ และเจตสิก ๕๒ ที่ประกอบกับมโนวิญญาณธาตุโดยอำนาจอารัมมณปัจจัย

(อารมณ์ ๖ คือ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ นิพพาน, บัญญัติ เป็นปัจจัยแก่จิต ๗๖ เจตสิก ๕๒)

๘.) ยํ ยํ ธมฺมํ อารพฺภ เย เย ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา เต เต ธมฺมา เตสํ เตสํ ธมฺมานํ อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

ธรรมทั้งหลายใดๆ คือ จิต และเจตสิก ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยอารมณ์ อันใดอันหนึ่งในบรรดาอารมณ์ ๖ อารมณ์ ๖ อันใดอันหนึ่งเหล่านั้น เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่จิตและเจตสิกทั้งหลายนั้นๆ โดยอำนาจอารัมมณปัจจัย

สรุปสภาวธรรมของอารัมมณปัจจัย ๓ ประการคือ

– ปัจจัยธรรม จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ นิพพาน และ บัญญัติ
– ปัจจยุบบันธรรม จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒
– ปัจจนิกธรรม รูปทั้งหมด มีจิตตชรูปเป็นต้น

อธิบายในอารัมมณปัจจัยนี้ จิต, เจตสิก, รูป, นิพพาน และบัญญัติ อันได้แก่อารมณ์ ๖ ล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดนามธรรม คือ จิต และเจตสิกทั้งหลาย เพราะบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจทั้งหลาย ถ้าไม่มีอารมณ์เป็นเครื่องอาศัยยึดเหนี่ยวแล้ว จิต และเจตสิก ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

อุปมาเหมือน บุคคลชรา หรือ ทุพพลภาพ ย่อมต้อง อาศัยไม้เท้าหรือเชือกเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เพื่อให้การทรงตัวลุกขึ้นเดินไปในที่ต่างๆ ได้ฉันใด จิตและเจตสิก ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน ต้องมีอารมณ์เป็นเครื่องอาศัยยึดจับ เพื่อให้เกิดขึ้นได้ฉันนั้น

อีกนัยหนึ่ง อารมณ์ทั้งหลายเป็นเครื่องช่วยให้ จิต และเจตสิก ยึดเป็นที่ประชุมพร้อมหน้ากัน

อุปมาเหมือนสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอันน่ารื่นรมย์ มีสระน้ำ และ สวนดอกไม้ เป็นต้น คนทั้งหลายย่อมพากันไปพักผ่อนหย่อนใจสนุกสนานรื่นรมย์กัน ณ สถานที่นั้นฉันใด อารมณ์ทั้งหลายก็เปรียบเหมือนสถานที่อันน่ารื่นรมย์ต่างๆ จิตและเจตสิก เปรียบเหมือนบุคคลที่เข้าไปพักผ่อนสนุกสนาน รื่นรมณ์ในสถานที่นั้นก็อุปไมยฉันนั้น

อีกนัยหนึ่ง อารมณ์ทั้งหลายเป็นธรรมชาติที่มีอำนาจ ดึงดูดหน่วงเหนี่ยวเอา จิตและเจตสิก ให้เข้าไปจับยึดอยู่ในอารมณ์ นั้นๆ ได้

อุปมาเหมือน โรงมหรสพต่างๆ ที่มีการประกาศโฆษณาชักจุงให้คนสนใจเข้าไปชม หรือก่อนจะลงมือแสดง มีการประกาศเชิญชวนด้วยการตีกลองโหมโรงชักชวนเรียกร้องให้บุคคลเข้าไปชม คนทั้งหลายที่ผ่านมาได้เห็นประกาศโฆษณา หรือได้ยินเสียง ฆ้อง กลอง โหมโรงก็พากันเข้าไปดู อุปมานี้ฉันใด อุปไมยอารมณ์ทั้งหลายเปรียบได้กับโรงมหรสพนั้น มีอำนาจยึดเหนี่ยวเอาจิตและเจตสิก อันเปรียบเหมือนคนที่เข้าไปดูมหรสพนั้น เข้าไปจับยึดอยู่กับอารมณ์ต่างๆได้ก็ฉันนั้น

จำแนกโดยปัจจัย, ลักษณะ, ชาติ, กาล และ สันติ

– โดยปัจจัย นาม, รูป และบัญญัติ เป็นปัจจัยแก่นาม
– โดยลักษณะ เป็นที่น่ายินดี และยึดเหนี่ยวแห่งปัจจยุบบันธรรม
– โดยชาติ เป็นอารัมมณชาติ
– โดยกาล เป็นอดีต, ปัจจุบัน, อนาคต และ กาลวิมุติ
– โดยสัตติ เป็นชนกสัตติ และ อุปถัมภกสัตติ

๓.) อธิปติปัจจัย

อธิปติปัจจัย หมายถึงธรรมที่มีความเป็นใหญ่เป็นผู้อุดหนุน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในปัจจยนิเทศ มีบาลีและคำแปลโดยลำดับดังนี้

๑.) ฉนฺทาธิปติ ฉนฺทตํสมฺปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ ตํสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

ฉันทาธิปติ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่สาธิปติชวนจิต ๕๒ เจตสิก ๕๐ ที่ประกอบกับฉันทาธิปติ และ สาธิปติจิตตชรูป ที่มี สาธิปติชวนจิตพร้อมด้วยฉันทาธิปติ เป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจสหชาตาธิปติปัจจัย

๒.) วิริยาธิปติ วิริยสมฺปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ ตํสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

วิริยาธิปติ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่สาธิปติชวนจิต ๕๒ เจตสิก ๕๐ ที่ประกอบกับวิริยาธิปติ และ สาธิปติจิตตชรูป ที่มี สาธิปติชวนจิตพร้อมด้วยวิริยาธิปติ เป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจสหชาตาธิปติปัจจัย

๓.) จิตฺตาธิปติ จิตฺตปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ ตํสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

จิตตาธิปติ เป็นปัจจัยอุปการะแก่เจตสิก ๕๑ (เว้นวิจิกิจฉา) และ สาธิปติจิตตชรูปที่มีสาธิปติชวนจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจสหชาตาธิปติปัจจัย

๔.) วิมํสาธิปติ วิมํสสปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ ตํสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

วิมังสาธิปติ เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่ติเหตุกชวนจิต ๓๔ เจตสิก ๓๗ (เว้นปัญญา) ที่ประกอบกับวิมังสาธิปติ และ สาธิปติจิตตชรูป ที่มี ติเหตุกชวนจิต พร้อมด้วยวิริยาธิปติ เป็นสมุฏฐาน ด้วยอำนาจสหชาตาธิปติปัจจัย

๕.) ยํ ยํ ธมฺมํ ครุ กตฺวา เย เย ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา เต เต ธมฺมา เตสํ เตสํ ธมฺมานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อารัมมณิกธรรมเหล่าใด คือ จิต เจตสิกทั้งหลาย กระทำสิ่งใดๆ ให้เป็นอารมณ์ ด้วยความฝักใฝ่หนักแน่นแล้วเกิดขึ้น สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่อารัมมณิกธรรม คือ จิต เจตสิก ทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยอำนาจอารัมมณาธิปติปัจจัย

อธิปติปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ

ก.) สหชาตาธิปติปัจจัย (ธรรมที่เป็นใหญ่มีอำนาจมากกว่าธรรมที่เกิดร่วมกันกับตน)
ข.) อารัมมณาธิปติปัจจัย (ธรรมที่เป็นใหญ่ในฐานะที่เป็นอารมณ์ ที่ดีเป็นพิเศษ)

สภาวะของสหชาตาธิปติปัจจัย ๓ ประการคือ

ปัจจัยธรรม

องค์อธิบดี ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ฉันทาธิปติ, วิริยาธิปติ, จิตตาธิปติ และ วิมังมังสาธิปติ ที่เกิดพร้อมกับสาธิปติชวนจิต ๕๒

ปัจจยุบบันธรรม

สาธิปติชวนจิต ๕๒ คือ ทวิเหตุกสาธิปติชวนจิต ๑๘ ติเหตุกสาธิปติชวนจิต ๓๔ เจตสิก ๕๑ (เว้นวิจิกิจฉา ๑) สาธิปติชวนจิตตชรูป ๑๗

ปัจจนิกธรรม

นิราธิปติจิต ๖๓ ได้แก่ กามาวจรจิต ๕๔, มหัคคตวิบากจิต ๙ (เว้นอัปปนาชวนจิต ๒๖) เจตสิก ๕๒ และ นิราธิปติจิตตชรูป เป็นต้น ๗ หมวด และอธิบดี ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งขณะเป็นอธิบดี

สภาวะของอารัมมณาธิปติปัจจัย ๓ ประการ

ปัจจัยธรรม

อารมณ์ ๖ คือ จิต ๘๔ (เว้นโทสมูลจิต ๒ โมหมูลจิต ๒ ทุกขสหคตกายวิญญาณจิต ๑) เจตสิก ๔๗ (เว้น โทจตุกะ ๔, วิจิกิจฉา ๑) อิฏฐนิปผันนรูป ๑๘ ที่เป็นไปในกาลทั้ง ๓ พระนิพาน

(หมายเหตุ อิฏฐนิปผันนรูป ๑ เป็นอธิบดีแก่โลภะเท่านั้น เป็นอธิบดีแก่มหากุศลไม่ได้ เพราะมหากุศลเป็นจิตที่ฉลาด ทำให้ผลจากอกุศลได้ จึงไม่ยึดเอารูปจนถึงเป็นอธิบดีอารมณ์)

ปัจจยุบบันธรรม

– จิต ๒๘ ดวง คือ โลภมูลจิต ๘ มหากุศลจิต ๘ มหากริยาญาณสัมปยุตจิต ๔ โลกุตรจิต ๘
– เจตสิก ๔๕ (เว้น โทจตุกะ ๔, วิจิกิจฉา ๑, อัปปมัญญา ๒)

ปัจจนิกธรรม

– โลกียจิต ๘๑ ที่เป็นนิราธิปติอารัมมณิกจิต
– เจตสิก ๕๒ ที่เกิดร่วมกับนิราธิปติอารัมมณิกจิต นิราธิปติจิตตชรูป เป็นต้น ๗ หมวด

อธิบาย อารัมมณาธิปติปัจจัย ได้แก่ อารมณ์ ๖ มีรูปปารมณ์ เป็นต้น เป็นปัจจัย แก่นามธรรม คือ จิตเจตสิกให้เกิดขึ้น

อารมณ์ ๖ นี้ มีอยู่ ๒ อย่างคืออารมณ์ธรรมดาสามัญอย่างหนึ่ง กับ อารมณ์ที่เป็นอธิบดี ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ดีพิเศษ มีอำนาจ ทำให้นามธรรม คือ จิตและเจตสิกน้อมไปสู่อารมณ์นั้น และเข้ายึดอารมณ์นั้นไว้อย่างหนักหน่วงเรียกว่า อารัมมณาธิปติ

อารมณ์ที่จะเป็นอารัมมณาธิปติ ได้นี้ จะต้องเป็นอารมณ์ชนิดอิฏฐารมณ์ เป็นอารมณ์ชนิดที่น่ายินดี

อิฏฐารมณ์ ยังแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ สภาวอิฏฐารมณ์ และ ปริกัปปอิฏฐารมณ์

– สภาวอิฏฐารมณ์ นั้น หมายถึงอารมณ์ที่น่ายินดีโดยธรรมชาติ หรือ โดยสภาวะ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพารมณ์ที่ดีๆ โดยทั่วไป

– ปริกัปปอิฏฐารมณ์ หมายถึง อารมณ์อันเป็นที่ยินดีพอใจเฉพาะตน ไม่ใช่อารมณ์ที่น่ายินดีโดยธรรมชาติแก่บุคคลส่วนมากโดยทั่วไป เช่น ศพ เป็นที่น่ายินดีของบุคคลผู้เจริญอสุภะ หรือ สุนัขเน่า แร้งจะยินดีเป็นพิเศษ

อารมณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้ สามารถทำให้นามธรรม คือ จิตและเจตสิก เกิดขึ้นโดยอาการยึดหน่วงอารมณ์นั้นเป็นพิเศษ

อธิบาย สหชาตาธิปติปัจจัย ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิดร่วมกัน ในที่นี้ได้แก่ จิตและเจตสิกที่เป็นอธิบดี คือ เป็นใหญ่กว่าธรรมที่เกิดร่วมกันกับตนมี ๔ อย่าง คือ

– ฉันทเจตสิก เป็นอธิบดี เรียกว่า ฉันทาธิปติ
– วิริยเจตสิก เป็นอธิบดี เรียกว่า วิริยาธิปติ
– จิต เป็นอธิบดี เรียกว่า จิตตาธิปติ
– ปัญญาเจตสิก เป็นอธิบดี เรียกว่า วิมังสาธิปติ

องค์ธรรมที่เป็นอธิบดี ๔ นี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมสามารถยังธรรมที่เกิดร่วมกับตนนั้น ให้น้อมไปตามอำนาจของตนได้ จึงเรียกว่าสหชาตาธิปติ

นามธรรมอื่นๆ นอกจาก ๔ อย่างนี้แล้ว ไม่สามารถเป็นอธิบดีได้ ดังนั้นอธิบดีองค์ธรรม ๔ ซึ่งเป็นนามธรรม จึงเป็นปัจจัยแก่นามธรรมที่เหลือ และแก่รูปที่เกิดจากสมุฏฐานของจิต ซึ่งเกิดร่วมกับนามธรรมเหล่านั้นด้วย

อธิบดีองค์ธรรม ๔ นี้ เป็นอธิบดีพร้อมกันทั้ง ๔ ไม่ได้ เป็นได้เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เช่นเมื่อฉันทะเป็นอธิบดี วิริยะ, จิต, ปัญญา ก็ไม่เป็นอธิบดีและต้องน้อมไปตามอำนาจของฉันทะที่เป็นอธิบดีนั้น หรือ เมื่อวิริยะเป็นอธิบดี ฉันทะ, จิต, ปัญญา ก็ไม่เป็นอธิบดี และต้องน้อมไปตามอำนาจของวิริยะเช่นเดียวกัน อุปมาเหมือนประเทศหนึ่งๆ มีพระราชาเป็นผู้ปกครองได้เพียงองค์เดียว บุคคลที่เหลืออื่นๆ นอกนั้น ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของพระราชาทั้งสิ้น อุปมานี้ฉันใด อุปไมยองค์ธรรมที่เป็นอธิบดีก็ฉันนั้น

จำแนกอธิปติปัจจัย โดย ปัจจัย, ลักษณะ, ชาติ, กาล, สันติ

อารัมมณาธิปติปัจจัย

– โดยปัจจัย นามรูปเป็นปัจจัย แก่นาม
– โดยลักษณะ เป็นที่น่ายินดีและยึดหน่วงด้วยเป็นใหญ่เป็นอธิบดีด้วย
– โดยชาติ เป็นอารัมณชาติ
– โดยกาล เป็นอดีต, ปัจจุบัน, อนาคต และ กาลวิมุต
– โดยสัตติ เป็นชนกสัตติ และ อุปถัมภกสัตติ

สหชาตาธิปติปัจจัย

– โดยปัจจัย นามเป็นปัจจัย แก่นามรูป
– โดยลักษณะ เกิดพร้อมกันกับปัจจยุบบันธรรมด้วย เป็นใหญ่เป็นอธิบดีด้วย
– โดยชาติ เป็นสหชาตชาติ
– โดยกาล เป็นปัจจุบันกาล
– โดยสัตติ เป็นชนกสัตติ และ อุปถัมภกสัตติ

จบปัจจยสังคหวิภาค ตอนที่ ๙

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยเทอญ

ณัฏฐ สุนทรสีมะ