ธรรม หมายถึงอะไร

[๔] ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ (ญาณในการกำหนดที่ตั้งแห่งธรรม)
…….
ข้อความบางตอนใน มาติกา มหาวรรค ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=31&siri=1

ธมฺมศัพท์ ในบทว่า ธมฺมฏฺฐิติญาณํ นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่า สภาวะ, ปัญญา, บุญ, บัญญัติ, อาบัติ, ปริยัติ, นิสสัตตตา, วิการ, คุณ, ปัจจัย, ปัจจยุปบัน เป็นต้น.

ก็ธมฺมศัพท์นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่าสภาวะ ได้ในติกะว่า กุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, อกุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, อพฺยากตา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากตะ.

ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่าปัญญา ได้ในคำเป็นต้นว่า บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยสัทธา มีธรรม ๔ ประการเหล่านี้ คือ สัจจะ, ธรรมะ, ธิติ, และจาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ ไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าบุญ ได้ในคำเป็นต้นว่า ธรรมและอธรรมทั้ง ๒ นี้ มีผลเสมอกันหามิได้เลย อธรรมย่อมนำไปนรก ธรรมย่อมให้ถึงสุคติ ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าบัญญัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า บัญญัติธรรม, นิรุตติธรรม, อธิวจนธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าอาบัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ธรรมคือปาราชิก, ธรรมคือสังฆาทิเสส ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าปริยัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ภิกษุในธรรมวินัยย่อมเรียนธรรมคือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่านิสสัตตตา – ความไม่มีสัตว์ ได้ในคำเป็นต้นว่า ก็สมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี.
และในคำเป็นต้นว่า พระโยคีบุคคลตามพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าวิการ – ธรรมชาติที่ผันแปร ได้ในคำเป็นต้นว่า ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฎในอรรถว่าคุณ ได้ในคำเป็นต้นว่า พุทธธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าปัจจัย ได้ในคำเป็นต้นว่า ความรู้แตกฉานในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าปัจจยุปบัน ได้ในคำเป็นต้นว่า ธาตุนั้นตั้งอยู่แล ชื่อว่าธรรมฐิติ ธรรมนิยาม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์นี้นั้นพึงเห็นว่าลงในอรรถว่าปัจจยุปบัน แปลว่า ธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย. โดยอรรถท่านเรียกว่าธรรมะ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน, หรืออันปัจจัยทรงไว้, หรือย่อมทรงไว้ซึ่งผลของตน, หรือผู้ใดบำเพ็ญธรรมให้บริบูรณ์ก็ทรงผู้นั้นไว้ ไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย, หรือทรงไว้ในลักษณะของตนๆ, หรือว่าย่อมตั้งลงไว้ได้ด้วยจิต, ตามสมควร.

แต่ในที่นี้ ชื่อว่าธรรม เพราะอรรถว่าอันปัจจัยทั้งหลายของตนทรงไว้, ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ย่อมตั้งขึ้นคือย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วยธรรมชาติใด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าธรรมฐิติ,

คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย,

ญาณในธรรมฐิตินั้น ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ.

ก็ธัมมัฏฐิติญาณนี้มีปริยายแห่งการกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลผู้ปรารภความเพียร เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ ด้วยจิตอันตั้งมั่นด้วยสมาธิตามที่กล่าวไว้ในสมาธิภาวนามยญาณ แล้วกำหนดนามรูป.

หากจะมีปุจฉาว่า ญาณนี้ ทำไมท่านไม่กล่าวว่า นามรูปววัตถานญาณอย่างเดียว แต่กลับกล่าวว่าธัมมัฏฐิติญาณเล่า?

ก็มีวิสัชนาว่า เพราะการกำหนดธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นล้วนสำเร็จด้วยการกำหนดปัจจัยอย่างเดียว. เพราะว่าธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อันพระโยคีบุคคลไม่ได้กำหนดแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำการกำหนดปัจจัยได้.

เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า นามรูปววัตถานญาณอันเป็นเหตุแห่งปัจจยปริคคหญาณนั้นสำเร็จแล้วในก่อน ก็ย่อมเป็นญาณอันท่านกล่าวแล้วด้วย ศัพท์ว่าธัมมัฏฐิติญาณนั่นแล.

หากจะมีคำถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจะไม่กล่าว สมาทหิตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เพราะมีจิตตั้งมั่น เหมือนญาณที่ ๑ และญาณที่ ๒ เล่า?

ตอบว่า เพราะสมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน.

สมจริงดังคาถาประพันธ์อันโบราณาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า

หากว่าพระโยคีบุคคลมีจิตตั้งมั่นย่อมเห็นแจ้ง
ได้โดยประการใดไซร้, และหากพระโยคีบุคคลเมื่อ
เห็นแจ้งอยู่ ย่อมมีจิตตั้งมั่นได้โดยประการนั้น, ใน
กาลนั้น วิปัสสนาและสมถะเป็นธรรมมีส่วนเสมอกัน
เป็นธรรมคู่กันเป็นไป.

เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัยเป็นธัมมัฏฐิติญาณดังนี้ไว้ ก็เพื่อจะให้รู้ว่า ตราบใดที่อริยมรรคยังไม่ละสมาธิทำสมาธิกับปัญญาให้เป็นธรรมคู่กัน, พระโยคีบุคคลก็จำต้องขวนขวายอยู่ตราบนั้น.
………
ข้อความบางตอนใน อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31&i=0&p=2#๔._อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส

=======00000=======

ธรรมะ เกิดขึ้นได้อย่างไร

[๔] ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ (ญาณในการกำหนดที่ตั้งแห่งธรรม)
…….
ข้อความบางตอนใน มาติกา มหาวรรค ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=31&siri=1

ธมฺมศัพท์ ในบทว่า ธมฺมฏฺฐิติญาณํ นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่า สภาวะ, ปัญญา, บุญ, บัญญัติ, อาบัติ, ปริยัติ, นิสสัตตตา, วิการ, คุณ, ปัจจัย, ปัจจยุปบัน เป็นต้น.

ก็ธมฺมศัพท์นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่าสภาวะ ได้ในติกะว่า กุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, อกุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, อพฺยากตา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากตะ.

ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่าปัญญา ได้ในคำเป็นต้นว่า บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยสัทธา มีธรรม ๔ ประการเหล่านี้ คือ สัจจะ, ธรรมะ, ธิติ, และจาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ ไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าบุญ ได้ในคำเป็นต้นว่า ธรรมและอธรรมทั้ง ๒ นี้ มีผลเสมอกันหามิได้เลย อธรรมย่อมนำไปนรก ธรรมย่อมให้ถึงสุคติ ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าบัญญัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า บัญญัติธรรม, นิรุตติธรรม, อธิวจนธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าอาบัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ธรรมคือปาราชิก, ธรรมคือสังฆาทิเสส ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าปริยัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ภิกษุในธรรมวินัยย่อมเรียนธรรมคือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่านิสสัตตตา – ความไม่มีสัตว์ ได้ในคำเป็นต้นว่า ก็สมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี.
และในคำเป็นต้นว่า พระโยคีบุคคลตามพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าวิการ – ธรรมชาติที่ผันแปร ได้ในคำเป็นต้นว่า ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฎในอรรถว่าคุณ ได้ในคำเป็นต้นว่า พุทธธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าปัจจัย ได้ในคำเป็นต้นว่า ความรู้แตกฉานในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าปัจจยุปบัน ได้ในคำเป็นต้นว่า ธาตุนั้นตั้งอยู่แล ชื่อว่าธรรมฐิติ ธรรมนิยาม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์นี้นั้นพึงเห็นว่าลงในอรรถว่าปัจจยุปบัน แปลว่า ธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย. โดยอรรถท่านเรียกว่าธรรมะ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน, หรืออันปัจจัยทรงไว้, หรือย่อมทรงไว้ซึ่งผลของตน, หรือผู้ใดบำเพ็ญธรรมให้บริบูรณ์ก็ทรงผู้นั้นไว้ ไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย, หรือทรงไว้ในลักษณะของตนๆ, หรือว่าย่อมตั้งลงไว้ได้ด้วยจิต, ตามสมควร.

แต่ในที่นี้ ชื่อว่าธรรม เพราะอรรถว่าอันปัจจัยทั้งหลายของตนทรงไว้, ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ย่อมตั้งขึ้นคือย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วยธรรมชาติใด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าธรรมฐิติ,

คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย,

ญาณในธรรมฐิตินั้น ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ.

ก็ธัมมัฏฐิติญาณนี้มีปริยายแห่งการกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลผู้ปรารภความเพียร เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ ด้วยจิตอันตั้งมั่นด้วยสมาธิตามที่กล่าวไว้ในสมาธิภาวนามยญาณ แล้วกำหนดนามรูป.

หากจะมีปุจฉาว่า ญาณนี้ ทำไมท่านไม่กล่าวว่า นามรูปววัตถานญาณอย่างเดียว แต่กลับกล่าวว่าธัมมัฏฐิติญาณเล่า?

ก็มีวิสัชนาว่า เพราะการกำหนดธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นล้วนสำเร็จด้วยการกำหนดปัจจัยอย่างเดียว. เพราะว่าธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อันพระโยคีบุคคลไม่ได้กำหนดแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำการกำหนดปัจจัยได้.

เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า นามรูปววัตถานญาณอันเป็นเหตุแห่งปัจจยปริคคหญาณนั้นสำเร็จแล้วในก่อน ก็ย่อมเป็นญาณอันท่านกล่าวแล้วด้วย ศัพท์ว่าธัมมัฏฐิติญาณนั่นแล.

หากจะมีคำถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจะไม่กล่าว สมาทหิตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เพราะมีจิตตั้งมั่น เหมือนญาณที่ ๑ และญาณที่ ๒ เล่า?

ตอบว่า เพราะสมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน.

สมจริงดังคาถาประพันธ์อันโบราณาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า

หากว่าพระโยคีบุคคลมีจิตตั้งมั่นย่อมเห็นแจ้ง
ได้โดยประการใดไซร้, และหากพระโยคีบุคคลเมื่อ
เห็นแจ้งอยู่ ย่อมมีจิตตั้งมั่นได้โดยประการนั้น, ใน
กาลนั้น วิปัสสนาและสมถะเป็นธรรมมีส่วนเสมอกัน
เป็นธรรมคู่กันเป็นไป.

เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัยเป็นธัมมัฏฐิติญาณดังนี้ไว้ ก็เพื่อจะให้รู้ว่า ตราบใดที่อริยมรรคยังไม่ละสมาธิทำสมาธิกับปัญญาให้เป็นธรรมคู่กัน, พระโยคีบุคคลก็จำต้องขวนขวายอยู่ตราบนั้น.
………
ข้อความบางตอนใน อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31&i=0&p=2#๔._อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส

=======00000=======

ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น 

[๔] ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ (ญาณในการกำหนดที่ตั้งแห่งธรรม)
…….
ข้อความบางตอนใน มาติกา มหาวรรค ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=31&siri=1

ธมฺมศัพท์ ในบทว่า ธมฺมฏฺฐิติญาณํ นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่า สภาวะ, ปัญญา, บุญ, บัญญัติ, อาบัติ, ปริยัติ, นิสสัตตตา, วิการ, คุณ, ปัจจัย, ปัจจยุปบัน เป็นต้น.

ก็ธมฺมศัพท์นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่าสภาวะ ได้ในติกะว่า กุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, อกุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, อพฺยากตา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากตะ.

ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่าปัญญา ได้ในคำเป็นต้นว่า บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยสัทธา มีธรรม ๔ ประการเหล่านี้ คือ สัจจะ, ธรรมะ, ธิติ, และจาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ ไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าบุญ ได้ในคำเป็นต้นว่า ธรรมและอธรรมทั้ง ๒ นี้ มีผลเสมอกันหามิได้เลย อธรรมย่อมนำไปนรก ธรรมย่อมให้ถึงสุคติ ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าบัญญัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า บัญญัติธรรม, นิรุตติธรรม, อธิวจนธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าอาบัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ธรรมคือปาราชิก, ธรรมคือสังฆาทิเสส ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าปริยัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ภิกษุในธรรมวินัยย่อมเรียนธรรมคือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่านิสสัตตตา – ความไม่มีสัตว์ ได้ในคำเป็นต้นว่า ก็สมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี.
และในคำเป็นต้นว่า พระโยคีบุคคลตามพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าวิการ – ธรรมชาติที่ผันแปร ได้ในคำเป็นต้นว่า ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฎในอรรถว่าคุณ ได้ในคำเป็นต้นว่า พุทธธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าปัจจัย ได้ในคำเป็นต้นว่า ความรู้แตกฉานในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าปัจจยุปบัน ได้ในคำเป็นต้นว่า ธาตุนั้นตั้งอยู่แล ชื่อว่าธรรมฐิติ ธรรมนิยาม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์นี้นั้นพึงเห็นว่าลงในอรรถว่าปัจจยุปบัน แปลว่า ธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย. โดยอรรถท่านเรียกว่าธรรมะ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน, หรืออันปัจจัยทรงไว้, หรือย่อมทรงไว้ซึ่งผลของตน, หรือผู้ใดบำเพ็ญธรรมให้บริบูรณ์ก็ทรงผู้นั้นไว้ ไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย, หรือทรงไว้ในลักษณะของตนๆ, หรือว่าย่อมตั้งลงไว้ได้ด้วยจิต, ตามสมควร.

แต่ในที่นี้ ชื่อว่าธรรม เพราะอรรถว่าอันปัจจัยทั้งหลายของตนทรงไว้, ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ย่อมตั้งขึ้นคือย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วยธรรมชาติใด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าธรรมฐิติ,

คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย,

ญาณในธรรมฐิตินั้น ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ.

ก็ธัมมัฏฐิติญาณนี้มีปริยายแห่งการกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลผู้ปรารภความเพียร เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ ด้วยจิตอันตั้งมั่นด้วยสมาธิตามที่กล่าวไว้ในสมาธิภาวนามยญาณ แล้วกำหนดนามรูป.

หากจะมีปุจฉาว่า ญาณนี้ ทำไมท่านไม่กล่าวว่า นามรูปววัตถานญาณอย่างเดียว แต่กลับกล่าวว่าธัมมัฏฐิติญาณเล่า?

ก็มีวิสัชนาว่า เพราะการกำหนดธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นล้วนสำเร็จด้วยการกำหนดปัจจัยอย่างเดียว. เพราะว่าธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อันพระโยคีบุคคลไม่ได้กำหนดแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำการกำหนดปัจจัยได้.

เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า นามรูปววัตถานญาณอันเป็นเหตุแห่งปัจจยปริคคหญาณนั้นสำเร็จแล้วในก่อน ก็ย่อมเป็นญาณอันท่านกล่าวแล้วด้วย ศัพท์ว่าธัมมัฏฐิติญาณนั่นแล.

หากจะมีคำถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจะไม่กล่าว สมาทหิตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เพราะมีจิตตั้งมั่น เหมือนญาณที่ ๑ และญาณที่ ๒ เล่า?

ตอบว่า เพราะสมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน.

สมจริงดังคาถาประพันธ์อันโบราณาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า

หากว่าพระโยคีบุคคลมีจิตตั้งมั่นย่อมเห็นแจ้ง
ได้โดยประการใดไซร้, และหากพระโยคีบุคคลเมื่อ
เห็นแจ้งอยู่ ย่อมมีจิตตั้งมั่นได้โดยประการนั้น, ใน
กาลนั้น วิปัสสนาและสมถะเป็นธรรมมีส่วนเสมอกัน
เป็นธรรมคู่กันเป็นไป.

เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัยเป็นธัมมัฏฐิติญาณดังนี้ไว้ ก็เพื่อจะให้รู้ว่า ตราบใดที่อริยมรรคยังไม่ละสมาธิทำสมาธิกับปัญญาให้เป็นธรรมคู่กัน, พระโยคีบุคคลก็จำต้องขวนขวายอยู่ตราบนั้น.
………
ข้อความบางตอนใน อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31&i=0&p=2#๔._อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส

=======—0000—=======

 

 

เหตุใดจึงเรียกว่าธรรมะ 

[๔] ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ (ญาณในการกำหนดที่ตั้งแห่งธรรม)
…….
ข้อความบางตอนใน มาติกา มหาวรรค ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=31&siri=1

ธมฺมศัพท์ ในบทว่า ธมฺมฏฺฐิติญาณํ นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่า สภาวะ, ปัญญา, บุญ, บัญญัติ, อาบัติ, ปริยัติ, นิสสัตตตา, วิการ, คุณ, ปัจจัย, ปัจจยุปบัน เป็นต้น.

ก็ธมฺมศัพท์นี้ย่อมปรากฏในอรรถว่าสภาวะ ได้ในติกะว่า กุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, อกุสลา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, อพฺยากตา ธมฺมา สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากตะ.

ธมฺมศัพท์ ย่อมปรากฏในอรรถว่าปัญญา ได้ในคำเป็นต้นว่า บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยสัทธา มีธรรม ๔ ประการเหล่านี้ คือ สัจจะ, ธรรมะ, ธิติ, และจาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ ไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าบุญ ได้ในคำเป็นต้นว่า ธรรมและอธรรมทั้ง ๒ นี้ มีผลเสมอกันหามิได้เลย อธรรมย่อมนำไปนรก ธรรมย่อมให้ถึงสุคติ ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าบัญญัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า บัญญัติธรรม, นิรุตติธรรม, อธิวจนธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าอาบัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ธรรมคือปาราชิก, ธรรมคือสังฆาทิเสส ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ย่อมปรากฏในอรรถว่าปริยัติ ได้ในคำเป็นต้นว่า ภิกษุในธรรมวินัยย่อมเรียนธรรมคือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่านิสสัตตตา – ความไม่มีสัตว์ ได้ในคำเป็นต้นว่า ก็สมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายย่อมมี.
และในคำเป็นต้นว่า พระโยคีบุคคลตามพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าวิการ – ธรรมชาติที่ผันแปร ได้ในคำเป็นต้นว่า ชาติธรรม ชราธรรม มรณธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฎในอรรถว่าคุณ ได้ในคำเป็นต้นว่า พุทธธรรม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าปัจจัย ได้ในคำเป็นต้นว่า ความรู้แตกฉานในเหตุ ชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ดังนี้.

ธมฺมศัพท์ปรากฏในอรรถว่าปัจจยุปบัน ได้ในคำเป็นต้นว่า ธาตุนั้นตั้งอยู่แล ชื่อว่าธรรมฐิติ ธรรมนิยาม ดังนี้.

ธมฺมศัพท์นี้นั้นพึงเห็นว่าลงในอรรถว่าปัจจยุปบัน แปลว่า ธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย. โดยอรรถท่านเรียกว่าธรรมะ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน, หรืออันปัจจัยทรงไว้, หรือย่อมทรงไว้ซึ่งผลของตน, หรือผู้ใดบำเพ็ญธรรมให้บริบูรณ์ก็ทรงผู้นั้นไว้ ไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย, หรือทรงไว้ในลักษณะของตนๆ, หรือว่าย่อมตั้งลงไว้ได้ด้วยจิต, ตามสมควร.

แต่ในที่นี้ ชื่อว่าธรรม เพราะอรรถว่าอันปัจจัยทั้งหลายของตนทรงไว้, ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ย่อมตั้งขึ้นคือย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วยธรรมชาติใด ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าธรรมฐิติ,

คำนี้เป็นชื่อของปัจจัยธรรมทั้งหลาย,

ญาณในธรรมฐิตินั้น ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ.

ก็ธัมมัฏฐิติญาณนี้มีปริยายแห่งการกำหนดปัจจัยแห่งนามรูปทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่พระโยคีบุคคลผู้ปรารภความเพียร เพื่อยถาภูตญาณทัสสนะ ด้วยจิตอันตั้งมั่นด้วยสมาธิตามที่กล่าวไว้ในสมาธิภาวนามยญาณ แล้วกำหนดนามรูป.

หากจะมีปุจฉาว่า ญาณนี้ ทำไมท่านไม่กล่าวว่า นามรูปววัตถานญาณอย่างเดียว แต่กลับกล่าวว่าธัมมัฏฐิติญาณเล่า?

ก็มีวิสัชนาว่า เพราะการกำหนดธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นล้วนสำเร็จด้วยการกำหนดปัจจัยอย่างเดียว. เพราะว่าธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น อันพระโยคีบุคคลไม่ได้กำหนดแล้ว ก็ไม่สามารถจะทำการกำหนดปัจจัยได้.

เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า นามรูปววัตถานญาณอันเป็นเหตุแห่งปัจจยปริคคหญาณนั้นสำเร็จแล้วในก่อน ก็ย่อมเป็นญาณอันท่านกล่าวแล้วด้วย ศัพท์ว่าธัมมัฏฐิติญาณนั่นแล.

หากจะมีคำถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจะไม่กล่าว สมาทหิตฺวา ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เพราะมีจิตตั้งมั่น เหมือนญาณที่ ๑ และญาณที่ ๒ เล่า?

ตอบว่า เพราะสมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน.

สมจริงดังคาถาประพันธ์อันโบราณาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า

หากว่าพระโยคีบุคคลมีจิตตั้งมั่นย่อมเห็นแจ้ง
ได้โดยประการใดไซร้, และหากพระโยคีบุคคลเมื่อ
เห็นแจ้งอยู่ ย่อมมีจิตตั้งมั่นได้โดยประการนั้น, ใน
กาลนั้น วิปัสสนาและสมถะเป็นธรรมมีส่วนเสมอกัน
เป็นธรรมคู่กันเป็นไป.

เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัยเป็นธัมมัฏฐิติญาณดังนี้ไว้ ก็เพื่อจะให้รู้ว่า ตราบใดที่อริยมรรคยังไม่ละสมาธิทำสมาธิกับปัญญาให้เป็นธรรมคู่กัน, พระโยคีบุคคลก็จำต้องขวนขวายอยู่ตราบนั้น.
………
ข้อความบางตอนใน อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31&i=0&p=2#๔._อรรถกถาธัมมัฏฐิติญาณุทเทส