4.12  การเจริญสมาธิ

      (349)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ  ภิกษุผู้มีใจตั้งมั่นแล้วย่อมรู้ตามความเป็นจริง (รู้อริยสัจ 4)

(80.30/649 หรือ 45.19/470  สมาธิสูตร)

      (350)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ  ภิกษุผู้มีใจตั้งมั่นแล้ว  ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง  ก็ภิกษุย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงอย่างไร  ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป  ความเกิดและความดับแห่งเวทนา  ความเกิดและความดับแห่งสัญญา  ความเกิดและความดับแห่งสังขาร  ความเกิดและความดับแห่งวิญญาณ.

(80.26/20-21 หรือ 45.17/15  สมาธิสูตร)

      (351)  ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  ธรรมอันจะนำความสุขมาให้ยิ่งไปกว่าสมาธิย่อมไม่มี  ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมไม่เบียดเบียนทั้งคนอื่นและตนเอง

(80.26/203 หรือ 45.27/144  สีลวีมังสชาดก)

      (352)  เมื่อจิตเป็นสมาธิ  บริสุทธิ์  ผ่องแผ้ว  ไม่มีกิเลส  ปราศจากอุปกิเลส  อ่อนควรแก่การงาน  ตั้งมั่น  ไม่หวั่นไหวอย่างนี้  ย่อมโน้มจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ  ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า  นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย  นี้ทุกขนิโรธ  นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  เมื่อเธอรู้อย่างนี้  จิตย่อมหลุดพ้น  แม้จากกามาสวะ  แม้จากอวิชชาสวะ  เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว  รู้ชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำ  ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้  มิได้มี.

(80.19/154 หรือ 45.13/113  อปัณณกสูตร)

      (353)  เปรียบเหมือนรอยนิ้วมือ  รอยนิ้วหัวแม่มือที่ด้ามมีด  ย่อมปรากฏแก่นายช่างไม้หรือลูกมือนายช่างไม้  แต่เขาไม่รู้อย่างนี้ว่า  วันนี้ด้ามมีดของเราสึกไปเท่านี้  เมื่อวานสึกไปเท่านี้  เมื่อวานซืนสึกไปเท่านี้  ที่จริง  เมื่อด้ามมีดสึกไป  เขาก็รู้ว่าสึกไปนั่นเทียว  ฉันใด.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เมื่อภิกษุหมั่นเจริญภาวนาอยู่  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  แม้จะไม่รู้อย่างนี้ว่า  วันนี้อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้  เมื่อวานนี้สิ้นไปเท่านี้  หรือเมื่อวานซืนนี้สิ้นไปเท่านี้  แต่ที่จริง  เมื่ออาสวะสิ้นไป  ภิกษุนั้นก็รู้ว่าสิ้นไปนั่นเทียว.

(80.35/158 หรือ 44.23/114  ภาวนาสูตร)

      (354)  บุคคลมีกายอันสงบแล้ว  มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว  เป็นผู้ไม่มีอะไร ๆ เป็นเครื่องปรุงแต่ง  มีสติ  ไม่มีความอาลัย  ได้รู้ทั่วถึงธรรม  มีปกติเพ่งอยู่ด้วยฌานที่ 4 อันหาวิตกไม่ได้  ย่อมไม่กำเริบ  ไม่ซ่านไป  ไม่เป็นผู้ย่อท้อ.

(80.23/252 หรือ 45.15/178  มารธีตูสูตร)

      (355)  เธอทั้งหลายตื่นอยู่  จงฟังคำนี้  เธอเหล่าใดผู้หลับแล้ว  เธอเหล่านั้นจงตื่น  ความเป็นผู้ตื่นจากความหลับเป็นคุณประเสริฐ  เพราะภัยย่อมไม่มีแก่ผู้ตื่นอยู่  ผู้ใดตื่นอยู่มีสติสัมปชัญญะ  มีจิตตั้งมั่น  เบิกบานและผ่องใส  พิจารณาธรรมอยู่โดยชอบ  โดยการอันควร  ผู้นั้นมีสมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้นแล้ว  พึงกำจัดความมืดเสียได้.

      เพราะเหตุนั้นแล  ภิกษุพึงคบธรรมเครื่องเป็นผู้ตื่น  ภิกษุผู้มีความเพียร  มีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน  มีปรกติได้ฌาน  ตัดกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ด้วยชาติและชราได้แล้ว  พึงถูกต้องฌานอันเป็นเครื่องตรัสรู้อย่างยอดเยี่ยมในอัตภาพนี้แล.

(80.38/349 หรือ 45.25/234-235  ชาคริยสูตร)

      (356)  ดูกรอานนท์ผู้โคตมโคตร  ท่านจงเข้าไปสู้ชัฏแห่งโดนไม้  จงหน่วงนิพพานไว้ในหทัย  แล้วจงเพ่งฌานและอย่าประมาท  การใส่ใจถึงประชุมชน จัดทำประโยชน์อะไรให้แก่ท่านได้.

ผ80.41/406 หรือ 45.26/278  วัชชีปุตตเถรคาถา)

      (357)  ผู้ฉลาดในการถือเอาซึ่งนิมิตแห่งภาวนาจิต  เสวยรสแห่งวิเวก  เพ่งฌาน  ฉลาดในการรักษากรรมมัฏฐาน  มีสติตั้งมั่น  พึงบรรลุนิรามัสสุขอย่างแน่นอน.

(80.41/393 หรือ45.26/268  สุนาคเถรคาถา)

      (358)  ภิกษุทั้งหลายไม่สำรวมกาย  วาจา  ใจ  พากันเที่ยวไปสู่ชนบทต่าง ๆ  ทอดทิ้งสมาธิ  การเที่ยวไปสู่แคว้นต่าง ๆ  จักสำเร็จประโยชน์อะไรเล่า  เพราะฉะนั้น  ภิกษุพึงกำจัดความแข่งดี  อย่าให้มิจฉาวิตกและกิเลสมีตัณหาเป็นต้าครอบงำ  พึงเจริญฌาน.

(80.41/375 หรือ 45.26/254  กุมารปุตตเถรสหายกเถรคาถา)

      (359)  ก็ชนเหล่าใด  เข้าถึงฌาน  ไม่ประมาท  ละกิเลสได้  ชนเหล่านั้นจักถึงฝั่งประดุจปลาทำลายข่ายได้แล้ว  ฉะนั้น.

(80.23/100 หรือ 45.15/74  จันทิมสสูตร)

เรื่องในหมวดเดียวกัน