5.9  มานะ ล่อลวง กระด้าง  ประจบ วางท่า

      (521)  หมู่สัตว์นี้ประกอบแล้วด้วยมานะ  มีมานะเป็นเครื่องร้อยรัด  ยินดีแล้วในภพ  ไม่กำหนดรู้มานะ  ต้องเป็นผู้มาสู่ภพอีก.

      ส่วนสัตว์เหล่าใดละมานะได้แล้ว  น้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นมานะ  สัตว์เหล่านั้นครอบงำกิเลสเครื่องร้อยรัดคือมานะเสียได้  ก้าวล่วงได้แล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง.

(80.38/296-297 หรือ 45.25/197  มานสูตร)

     (522)  เมื่อผู้อื่นยกตน  ควรถ่อมตน  เมื่อผู้อื่นตกต่ำ  ควรยกตนขึ้น  เมื่อผู้อื่นไม่ประพฤติพรหมจรรย์  ควรประพฤติพรหมจรรย์  เมื่อผู้อื่นยินดีในกามคุณ  ไม่ควรยินดีในกามคุณ.

(80.41/389 หรือ 42.26/266  ปิยัญชหเถรคาถา)

      (523)  ภิกษุเหล่าใด  ล่อลวง  กระด้าง  ประจบ  วางท่า  มีมานะดุจไม้อ้อ  และไม่ตั้งมั่น  ภิกษุเหล่านั้น  ย่อมไม่งอกงามในธรรม  อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.

      ส่วนภิกษุเหล่าใดไม่ล่อลวง  ไม่ประจบ  เป็นธีรชน  ไม่กระด้าง  ตั้งมั่นดีแล้วภิกษุเหล่านั้นแล  ย่อมงอกงามในธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.

(80.32/44 หรือ 45.21/31  กุหสูตร)

      (524)  ดูกรท่านผู้เป็นสาวกของพระโคดม  ท่านจงละมานะเสีย  ท่านจงละหนทางแห่งมานะในโลกนี้เสีย  ท่านจงเป็นผู้ละหนทางแห่งมานะในโลกนี้เสีย  อย่าให้มีส่วนเหลือได้ (เพราะ) หมู่สัตว์ผู้อันความลบหลู่ทำให้มัวหมองแล้ว  ย่อมเป็นผู้มีความเดือดร้อน  ตลอดกาลนาน.

      สัตว์ทั้งหลายผู้อันมานะกำจัดแล้ว  ย่อมตกนรก  ชนทั้งหลายผู้อันมานะกำจัดแล้ว  เข้าถึงนรกแล้ว  ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน  ภิกษุผู้ละกิเลสด้วยมรรคเป็นผู้ปฏิบัติชอบ  ย่อมไม่เศร้าโศกเลยในกาลไหน ๆ  ย่อมได้รับเกียรติคุณและความสุข  บัณฑิตทั้งหลายย่อมเรียกภิกษุผู้เช่นนั้นว่า  เป็นผู้เห็นธรรม.

      เพราะฉะนั้น  ท่านจงเป็นผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังตะปูเครื่องตรึงใจในโลกนี้  เป็นผู้มีความเพียร  จงละนิวรณ์ทั้งหลายเสีย  เป็นผู้บริสุทธิ์  และละมานะอย่าให้มีส่วนเหลือแล้วทำที่สุดแห่งกิเลสด้วยวิชชา  เป็นผู้สงบระงับดังนี้.

(80.24/379 หรือ 45.15/261  เปสลาตินัญญนาสูตร)

      (525)  บุคคลเป็นผู้มีอุเบกขา  มีสติทุกเมื่อ  ไม่สำคัญว่าเสมอเขา  ไม่สำคัญว่าดีกว่าเขา  ไม่สำคัญว่าต่ำกว่าเขาในโลก  กิเลสอันหนาทั้งหลาย  ย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น.

(80.26/394-395 หรือ 45.29/252  ปุราเภทสุตตนิเทส)

      (526)  พระขีณาสพทั้งหลาย  ไม่น้อมตนเข้าไปเปรียบบุคคลที่ดีกว่า  ไม่น้อมตนเข้าไปเปรียบบุคคลที่เลวกว่า  ไม่น้อมตนเข้าไปเปรียบบุคคลที่เสมอกัน มีชาติสิ้นแล้วอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  ประพฤติเป็นผู้หลุดพ้นจากสังโยชน์.

(80.34/536 หรือ 45.22/373  เขมสุมนสูตร)

      (527)  บุคคลละมานะแล้ว  มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว  มีจิตดีพ้นในธรรมทั้งปวงแล้วเป็นผู้เดียว  เมื่ออยู่ในป่า  ไม่ประมาทแล้ว  บุคคลนั้นพึงข้ามฝั่งแห่งเตภูมิกวัฏเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุได้.

(80.23/8 หรือ 45.15/6  มานกามสูตร)

      (528)  ดูกรกัจจานะ  เปรียบเหมือนเด็กอ่อนยังนอนหงาย  จะพึงถูกเขาผูกไว้ด้วยเครื่องผูกที่ข้อเท้าทั้งสอง  ที่ข้อมือทั้งสอง  ที่คอหนึ่งเป็นห้าแห่ง  เครื่องผูกเหล่านั้นจะพึงหลุดไปเพราะเด็กนั้นถึงความเจริญ เพราะเด็กนั้นถืงแก่ความกล้าแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เขาพึงรู้ว่าเป็นผู้พ้นและเครื่องผูกก็ไม่มีฉันใด.

      กัจจานะ  บุรุษผู้รู้ความก็ฉันนั้นแล  เป็นคนไม่โอ้อวด  ไม่มีมายา  เป็นคนซื่อตรง  ขอจงมาเถิด  เราจักสั่งสอน  เราจักแสดงธรรม  เมื่อปฏิบัติได้ตามคำที่เราสอนแล้ว  ไม่นานนักก็จักรู้เอง  จักเห็นเอง  ได้ยินว่า  การที่จะหลุดพ้นไปได้โดยชอบจากเครื่องผูก  คือ  เครื่องผูกคืออวิชชา  ก็เป็นอย่างนั้น.

(80.19/428-429 หรือ 45.13/312-313  เวขณสสูตรพระผู้มีพระภาคตรัสกับเวขณสปริพาชก)