3.2  ข้อปฏิบัติทั่วไป

      (124)  ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุเลย  พึงปิดกันโสตเสียจากถ้อยคำของชาวบ้าน (ดิรัจฉานกถา) ไม่พึงกำหนดยินดีในรส  และไม่พึงถือสิ่งอะไรๆในโลกว่าเป็นของเรา  เมื่อตนอันผัสสะถูกต้องแล้วในกาลใด  ในกาลนั้น  ภิกษุไม่พึงกระทำความร่ำไร  ไม่พึงปรารถนาภพในที่ไหนๆ  และไม่พึงหวั่นไหวในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว.

      ภิกษุได้ข้าว  น้ำ  ของเคี้ยว  หรือแม้ผ้าแล้ว  ไม่พึงกระทำการสั่งสมไว้  และเมื่อไม่ได้สิ่งเหล่านั้น  ก็ไม่พึงสะดุ้งดิ้นรน  พึงเป็นผู้เพ่งฌาน  ไม่พึงโลเลด้วยการเที่ยว  พึงเว้นจากความคะนอง  ไม่พึงประมาท.

      อีกอย่างหนึ่ง  ภิกษุพึงอยู่ในที่นั่งและที่นอนอันเงียบเสียง  ไม่พึงนอนมาก  พึงมีความเพียร  เสพความเป็นผู้ตื่นอยู่  พึงละเสียให้เด็ดขาด  ซึ่งความเกียจคร้าน  ความล่อลวง  ความร่าเริง  การเล่นเมถุนธรรมกับทั้งการประดับ.

      ภิกษุผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา  ไม่พึงประกอบอาถรรพ์  ตำราทำนานฝัน  ทำนายลักษณะ  นักขัตฤกษ์  การทำเสียงสัตว์ร้อง  การทำยาให้หญิงมีครรภ์  และการเยียวยารักษา.

      ภิกษุไม่พึงหวั่นไหวเพราะนินทา  เมื่อเขาสรรเสริญก็ไม่พึงเห่อเหิมพึงบรรเทาความโลภ  พร้อมทั้งความตระหนี่  ความโกรธและคำส่อเสียดเสีย.

      ภิกษุไม่พึงขวนขวายในการซื้อขาย  ไม่พึงกระทำการกล่าวติเตียนในที่ไหนๆ  และไม่พึงคลุกคลีในชาวบ้าน  ไม่พึงเจรจากะชนเพราะความใคร่ลาภ.

      ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูดโอ้อวด  ไม่พึงกล่าววาจาประกอบปัจจัยมีจีวรเป็นต้น  ไม่พึงศึกษาความเป็นผู้คะนอง  ไม่พึงกล่าวถ้อยคำเถียงกัน.

      ภิกษุพึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ  ไม่พึงนิยมในการกล่าวมุสา  ไม่พึงกรทำความโอ้อวด  อนึ่ง  ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่  ปัญญา  ศีลและพรต.

      ภิกษุถูกผู้อื่นเสียดสีแล้ว  ได้ฟังวาจามากของสมณะทั้งหลาย  หรือของชนผู้พูดมาก  ไม่พึงโต้ตอบด้วยคำหยาบ  เพราะสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กระทำความเป็นข้าศึก.

      ภิกษุรู้ทั่วถึงธรรมนี้แล้ว  ค้นคว้าพิจารณาอยู่  รู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบดังนี้แล้ว  พึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ  ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม.

      ก็ภิกษุนั้น  พึงเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้น  อันอารมณ์มีรูปเป็นต้นครอบงำไม่ได้  เป็นผู้เห็นธรรมที่ตนเห็นเอง  ประจักษ์แก่ตน  เพราะเหตุนั้นแล.

      ภิกษุผู้ไม่ประมาท  พึงนอบน้อมศึกษาไตรสิขาอยู่เนืองๆ  ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น  ทุกเมื่อเทอญ.

(80.39/693-695 หรือ 45.25/460-462  ตุวฏกสูตร)

      (125)  ภิกษุเป็นปราชญ์  มีสติ  ประพฤติตนอยู่ในเขตแดนของตนไม่พึงกลัวแต่ภัย 5 อย่าง คือ  เหลือบ  ยุง  สัตว์เสือกคลาน  ผัสสะแห่งมนุษย์ (มีมนุษย์เป็นโจรเป็นต้น)  สัตว์สี่เท้า.

      ภิกษุผู้แสวงหากุศลธรรมอยู่เนืองๆ  ไม่พึงสะดุ้งแม้ต่อเหล่าชนผู้ประพฤติธรรมอื่นนอกจากสหธรรมิก  แม้ได้เห็นเหตุการณ์อันนำมาซึ่งความขลาดเป็นอันมากของชนเหล่านั้น  และอันตรายเหล่าอื่น  ก็พึงครอบงำเสียได้.

      ภิกษุอันผัสสะแห่งโรค คือ  ความหิว  เย็นจัด  ร้อนจัด  ถูกต้องแล้ว  พึงอดกลั้นได้  ภิกษุนั้นเป็นผู้อันโรคเหล่านั้นถูกต้องแล้ว  อาการต่างๆก็มิได้ทำโอกาสให้แก่อภิสังขาร (เจตนาที่เป็นเหตุให้ทำกรรม) เป็นต้น  พึงบากบั่นกระทำความเพียรให้มั่นคง  ไม่พึงกระทำการขโมย  ไม่พึงกล่าวคำมุสา  พึงแผ่เมตตาไปยังหมู่สัตว์ทั้งที่สะดุ้งและมั่นคง  ในกาลใด  พึงรู้เท่าความที่ใจเป็นธรรมชาติขุ่นมัว  ในกาลนั้น   พึงบรรเทาเสียด้วยคิดว่านี้เป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมดำ  ไม่พึงละอำนาจแห่งความโกรธและดูหมิ่นผู้อื่น  พึงขุดรากเง่าแห่งความโกรธ  และการดูหมิ่นผู้อื่นเหล่านั้นแล้วดำรงอยู่  เมื่อจะครอบงำก็พึงครอบงำความรักหรือความไม่รักเสียโดยแท้.

      ภิกษุผู้ประกอบด้วยปิติอันงาม  มุ่งบุญเป็นเบื้องหน้า  พึงข่มอันตรายเหล่านั้นเสีย  พึงครอบงำความไม่ยินดีในที่นอนอันสงัด  พึงครอบงำธรรม  อันเป็นที่ตั้งแห่งความร่ำไรทั้ง 4 อย่าง.

      ผู้เป็นเสขะ  ไม่มีกังวลเที่ยวไป  พึงปราบวิตกอันเป็นที่ตั้งแห่งความร่ำไรเหล่านี้ว่า  เราจักบริโภคอะไร  หรือว่าเราจักบริโภคที่ไหน  เมื่อคืนนี้เรานอนเป็นทุกข์นัก  ค่ำนี้เราจักนอนที่ไหน.

      ภิกษุนั้นได้ข้าวและที่อยู่ในกาลแล้ว  พึงรู้จักประมาณ (ในกาลรับและในกาลบริโภค) เพื่อความสันโดษในศาสนานี้  ภิกษุนั้นคุ้มครองแล้วในปัจจัยเหล่านั้น  สำรวมระวังเที่ยวไปในบ้าน  ถึงใครๆด่าว่าเสียดสี  ก็ไม่พึงกล่าววาจาหยาบ  พึงเป็นผู้มีจักษุทอดลงและไม่พึงโลเลด้วยเท้า  พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน  เป็นผู้ตื่นอยู่โดยมาก  ปรารภอุเบกขา  มีจิตตั้งมั่นดี  พึงตัดเสียซึ่งธรรมเป็นที่อยู่แห่งวิตกและความคะนอง.

      ภิกษุผู้อันอุปฌายะเป็นต้นตักเตือนด้วยวาจา  พึงเป็นผู้มีสติ  ยินดีรับคำตักเตือนนั้น  พึงทำลายตะปู  คือ  ความโกรธในสพรหมจารีทั้งหลาย  พึงเปล่งวาจาอันเป็นกุศลไม่ให้ล่วงเวลา  ไม่พึงคิดในการกล่าวติเตียนผู้อื่นต่อแต่นั้น  พึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อปราบธุลี 5 อย่างในโลก  ครอบงำความกำหนัดยินดีในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  และผัสสะ  ครั้นปราบความพอใจในธรรมเหล่านี้ได้แล้ว  พึงเป็นผู้มีสติ  มีจิตหลุดพ้นด้วยดี  พิจารณาธรรมอยู่โดยชอบ  โดยกาลสมควร  มีจิตแน่วแน่  พึงกำจัดความมืดเสียได้  ฉะนี้แล.

(80.39/701-704 หรือ 45.25/465-467  สารีปุตตสูตร)

      (126)  ภิกษุพึงปิดกั้นเสียซึ่งธรรมทั้งปวง  อันเป็นรากเง่าแห่งส่วนของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้าซึ่งเป็นไปอยู่ว่า  เป็นเราด้วยปัญญา  ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งพึงบังเกิดขึ้น ณ ภายใน  ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อเพื่อปราบตัณหาเหล่านั้น.

      ภิกษุพึงรู้ยิ่งธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ ภายใน  หรือภายนอก  ไม่พึงกระทำความถือตัวด้วยธรรมนั้น  สัตบุรุษทั้งหลายไม่กล่าวความดับนั้นเลย.

      ภิกษุไม่พึงสำคัญว่า  เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา  เสมอเขาหรือเลวกว่าเขา  ด้วยความถือตัวนั้น  ถูกผู้อื่นถามด้วยคุณหลายประการ  ก็ไม่พึงกำหนดตนตั้งอยู่โดยนัย  เป็นต้นว่า  เราบวชแล้วจากสกุลสูง.

      ภิกษุพึงสงบระงับภายในเทียว  ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยอุบายอย่างอื่น  ความเห็นว่าตัวตน  ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สงบแล้ว ณ ภายใน  อนึ่งความเห็นว่าไม่มีตัวตน  คือเห็นว่า  ขาดสูญ  จักมีแต่ที่ไหน.

      คลื่นไม่เกิดที่ท่ามกลางแห่งสมุทร  สมุทรนั้นตั้งอยู่ไม่หวั่นไหว  ฉันใด  ภิกษุพึงเป็นผู้มั่นคง  ไม่มีหวั่นไหวในอิฐผลมีลาภเป็นต้น  ฉันนั้น  ภิกษุไม่พึงทำกิเลสเครื่องฟูขึ้น  มีราคะเป็นต้นในอารมณ์ไหนๆ.

(80.36/691-692 หรือ 45.25/459-460  ตุวฏกสูตร)

      (127)  ภิกษุพึงเป็นผู้เพ่งพินิจ  มีจิตหลุดพ้นแล้ว  พึงหวังธรรมอันไม่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งหทัย  อนึ่ง  ภิกษุผู้มุ่งต่อพระอรหันต์นั้น   พึงรู้ความเกิดขึ้น  และความเสื่อมไปแห่งโลก  พึงมีใจดี  อันตัณหาและทิฐิไม่อิงอาศัยแล้ว.

(80.28/88 หรือ 45.15/65  ทุติยกัสสปสูตร)

      (128)  ความพอใจในเบญจกามคุณ  ความพยาบาท  ความง่วงเหงาหาวนอน  ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ  และความสงสัย  ย่อมไม่มีแก่ภิกษุด้วยประการทั้งปวง.

(80.41/389 หรือ 45.26/265  สุยามนเถรคาถา)

      (129)  บุคคลเหล่าใด  ไม่มีศรัทธา  ต้องการเลี้ยงชีวิต  มิใช่ออกบวชด้วยศรัทธา  เป็นผู้โอ้อวด  มีมารยา  เกเร  ฟุ้งซ่าน  เย่อหยิ่ง  เหลาะแหละ  ปากกล้าพูดพล่าม  ไม่สำรวมทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย  ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ  ไม่ประกอบความเพียร  ไม่เพ่งถึงความเป็นสมณะ  ไม่มีความเคารพกล้าในสิขา   มักมาก  ย่อหย่อน  เป็นหัวหน้าในการล่วงละเมิด  ทอดธุระในวิเวก  เกียจคร้าน  มีความเพียรทราม  มีสติเลอะเลือน  ไม่มีสัมปชัญญะ  ไม่มีจิตมั่นคง  มีจิตฟุ้งซ่าน  มีปัญญาทรามคล้ายคนบ้าน้ำลาย  คนเหล่านั้น  เมื่อถูกสอนอย่างไร  ย่อมไม่รับโดยเคารพ.

(80.33/285 หรือ 45.22/201  โจทนาสูตร)

      (130)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  การที่เธอทั้งหลายพึงกล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้ (เดรัจฉานกถา) ไม่สมควรแก่เธอทั้งหลาย  ผู้เป็นกุลบุตร  ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาเลย.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายประชุมกันแล้ว  ควรทำเหตุสองประการ  คือ  ธรรมีกถาหรือดุษณีภาพอันเป็นของพระอริยะ.

(80.38/115-116 หรือ 45.25/75-76  ราชสูตร)