1.14  ความหมายของคำว่าผู้มีศีล

      (67)  ผู้ใดในโลกนี้  เป็นผู้สำรวมด้วยกาย  วาจาและใจ  ไม่ทำบาปกรรมอะไรๆ ไม่พูดพล่อยๆ เพราะเหตุแห่งตน  บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่ามีศีล.

(80.43/781-782 หรือ 45.27/492  สรภังคชาดก)

      (68)  บุคคลใด  มีศีล  มีปัญญา  มีตนอบรมแล้ว  มีจิตตั้งมั่น  ยินดีในฌาณ มีสติ เขาปราศจากความโศกทั้งหมด ละได้ขาด มีอาสวะสิ้นแล้ว  ทรงไว้ซึ่งร่างกายมีในที่สุด  บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลชนิดนั้นว่า เป็นผู้มีศีล เรียกบุคคลนั้นว่า เป็นผู้มีปัญญา  บุคคลชนิดนั้นล่วงทุกข์อยู่ได้  เทวดาทั้งหลายบูชาบุคคลชนิดนั้น.

(80.23/102-103 หรือ 45.15/76  นันทนสูตร)

1.15  ความหมายของคำว่าผู้ทรงธรรม

      (69)  บุคคลไม่ชื่อว่าทรงธรรมด้วยเหตุเพียงที่พูดมาก  ส่วนผู้ใดฟังธรรมแม้น้อยแล้วย่อมพิจารณาเห็นธรรมด้วยนามกาย (และ) ไม่ประมาทธรรม  ผู้นั้นแล  ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม.

(80.38/64-66 หรือ 45.45/41  คาถาธรรมบท)

1.16  ความหมายของคำว่าตั้งอยู่ในธรรม

      (70)  บุคคลไม่เชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม  ด้วยเหตุที่วินิจฉัยอรรถคดีโดยผลุนผลัน  ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต  วินิจฉัยอรรถคดีและความอันไม่เป็นอรรถคดีทั้งสอง  วินิจฉัยบุคคลเหล่าอื่นโดยความไม่ผลุนผลันโดยธรรมสม่ำเสมอ  ผู้นั้นชื่อว่า  คุ้มครองกฏหมาย  เป็นนักปราชญ์  เรากล่าวว่าตั้งอยู่ในธรรม.

(80.38/64-66 หรือ 45.25/41  คาถาธรรมบท)

      (71)  บุคคลไม่มีไร่นา  ไม่มีพวกพ้อง  ไม่ถือว่าเป็นของเรา  ไความหวัง  ไม่มีบาป คือ ความโลภ  สิ้นความละโมภในภพแล้ว  ผู้กระทำอย่างนี้ ชื่อว่า  เป็นพราหมณ์ผู้เกษมเพราะเหตุนั้น  ชนทั้งหลายจึงพากันสรรญเสริญว่า  ผู้ตั้งอยู่ในธรรม.

(80.43/49 หรือ 45.27/355  อุททาลกชาดก)

      (72)  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  ย่อมเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิตอวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ  เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป  ละการหลีกออกเร้นอยู่  ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน  เพราะการเรียนธรรมนั้นภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการเรียน  ไม่เชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม.

      อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว  ตามที่ได้เรียนมาแล้วแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร  เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป  ละการหลีกออกเร้นอยู่  ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน  เพราะการแสดงธรรมนั้น  ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการแสดงธรรม  ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม.

       อีกประการหนึ่ง  ภิกษุย่อมกระทำการสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมาแล้วตามที่ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร  เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป  ละการหลีกออกเร้นอยู่  ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน  เพราะการสาธยายธรรมนั้น  ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการสาธยาย  ไม่เชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม.

       อีกประการหนึ่ง  ภิกษุย่อมตรึกตาม ตรองตาม เพ่งตามด้วยใจ  ซึ่งธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว  ตามที่ได้เรียนมาแล้ว  เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป  ละการหลีกออกเร้นอยู่  ไม่ประกอบความสงบใจในภายในเพราะการตรึกตามธรรมนั้น  ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้มากด้วยการตรึกธรรม  ไม่เชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม.

      ภิกษุในธรรมวินัยนี้  ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป  ไม่ละการหลีกออกเร้นอยู่  ประกอบความสงบใจในภายใน  เพราะการเล่าเรียนนั้น  ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรมอย่างนี้แล.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  กิจใดอันศาสดาผู้หวังประโยชน์เกื้อกูล  อนุเคราะห์  อาศัยความเอ็นดู  พึงกระทำแก่สาวกทั้งหลาย  กิจนั้นเราได้ทำแก่เธอทั้งหลายแล้ว.

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  นั่นโคนต้นไม้  นั่นเรือนว่าง  เธอจงเพ่งฌานอย่าประมาท  อย่าเป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลัง  นี้เป็นอนุสาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลาย.

(80.33/126-127 หรือ 45.22/89-90  ธรรมวิหารริกสูตร)

1.17  ความหมายของคำว่าผู้มีรูปงาม

      (73)  นรชนผู้มักริษยา  มีความตระหนี่  โอ้อวด  ไม่เป็นผู้ชื่อว่า  มีรูปงามเพราะเหตุเพียงพูด  หรือเพราะความเป็นผู้มีวรรณะงาม  ส่วนผู้ใดตัดโทษมีความริษยาเป็นต้นนี้ได้ขาด  ถอนขึ้นให้รากขาดแล้ว ผู้นั้น มีโทษอันคายแล้ว  มีปัญญา  เราเรียกว่า  ผู้มีรูปงาม.

(80.38/64-66 หรือ 45.65/42  คาถาธรรมบท)