1.4  ความหมายของคำว่ามุนี

      (18)  บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นมุนี  เพราะความนิ่ง  บุคคลผู้หลงลืมไม่รู้แจ้ง  ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี  ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต  ถือธรรมอันประเสริฐ  เป็นดุจบุคคลประคองตราชั่ง  เว้นบาปทั้งหลาย  ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี  ผู้ใดรู้จักโลกทั้งสอง  ผู้นั้นเราเรียกว่าเป็นมุนี  เพราะเหตุนั้น.

(80.38/64-66 หรือ 45.25/42  คาถาธรรมบท)

      (19)  ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกาย  มีสติเฉพาะในลมหายใจ  มีความเพียรทุกเมื่อ  พิจารณาเห็นซึ่งนิพพานอันเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง.

      ภิกษุนั้นแลผู้เห็นโดยชอบ  พยายามอยู่  ย่อมน้อมไปในนิพพาน  เป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง.

      ภิกษุนั้นแลผู้อยู่จบอภิญญา  สงบระงับ  ล่วงโยคะ (กิเลสเครื่องประกอบไว้)  เสียได้แล้ว  ชื่อว่าเป็นมุนี.

(80.38/401-402 หรือ 45.25/271  อสุภสูตร)

      (20)  ภิกษุผู้มีความเพียร  รู้ธรรมเป็นที่สลัดออกซึ่งกาย  และอุบายเป็นเครื่องก้าวล่วงรูปทั้งหลาย  ถูกต้องธรรมเป็นที่ระงับสังขาร  สังขารทั้งปวงในกาลทุกเมื่อ  ภิกษุนั้นแล  เป็นผู้เห็นโดยชอบ  ย่อมน้อมไปในธาตุ (นิพพาน) นั้น  ภิกษุนั้นแลอยู่จบอภิญญา  สงบระงับก้าวล่วงโยคะได้แล้ว  ชื่อว่าเป็นมุนี.

(80.38/376 หรือ 45.25/256  นิสสรสูตร)

      (21)  รูปอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้  ที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินก็ดี  ทั้งตั้งอยู่ในเวหาก็ดี  ที่อยู่ในแผ่นดินก็ดี  ย่อมทรุดโทรม  เป็นของไม่เที่ยงทั้งหมด  บุคคลทั้งหลายผู้สำนึกตน  ย่อมถึงความตกลงอย่างนี้เที่ยวไป.

      ชนทั้งหลายเป็นผู้ติดแล้ว  ในอุปธิทั้งหลายคือ  ในรูปอันตนเห็นแล้ว  ในเสียงอันตนได้ฟังแล้ว  ในกลิ่นและรสอันตนได้กระทบแล้ว  และในโผฏฐัพพารมณ์อันตนรู้แล้ว.

      ท่านจงบรรเทาความพอใจในกามคุณ 5 เหล่านั้น  เป็นผู้ไม่หวั่นไหว  บุคคลใดไม่ติดอยู่ในกามคุณ 5 เหล่านั้น  บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลนั้นว่าเป็นมุนี

(80.24/377 หรือ 45.15/260  อรติสูตร)

      (22)  ผู้ใดอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้เป็นอยู่  ได้ก้อนข้าวแต่ส่วนที่ดี  ส่วนปานกลาง  หรือส่วนที่เหลือ  ไม่อาจจะกล่าวชม  ทั้งไม่กล่าวทับถมให้ทายกตกต่ำ  ไม่หมกมุ่นอยู่ในรูปแห่งหญิงอะไรๆ  ที่กำลังเป็นสาว เป็นผู้รู้เที่ยวไปอยู่  ปราศจากความยินดีในเมถุน  ไม่กำหนัด  หลุดพ้นแล้วจากความมัวเมาประมาท  ผู้นั้นนักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี.

(80.39/498 หรือ 45.25/334  มุนีสูตร)

      (23)  ผู้ใดไม่มีกามทั้งหลาย  ไม่มีตัณหา  และข้ามความสงสัยได้แล้ว  ความพ้นวิเศษอย่างอื่นของผู้นั้นไม่มี  ผู้นั้นไม่มีความปรารถนา  และไม่เป็นผู้ปรารถนาอยู่ด้วย  ผู้นั้นเป็นคนมีปัญญา  มิใช่เป็นผู้มีปรกติกำหนดด้วยปัญญาอยู่ด้วย  ท่านจงรู้จักมุนีว่า  เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล  ไม่ข้องอยู่แล้วในกามและภพแม้อย่างนี้.

(80.39/734-735 หรือ 45.25/486-487  โตเทยยปัญหา)

      (24)  บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่โกรธ  ไม่สะดุง  ไม่โอ้อวด  ไม่มีความรำคาญ  พูดด้วยปัญญาไม่ฟุ้งซ่าน  สำรวมวาจาเป็นมุนี

(80.46/363 หรือ 45.29/225  ปุราเภทสุตตนิเทส)

      (25)  บุคคลไม่เป็นมุนีด้วยความเป็นผู้นิ่ง  แต่เป็นผู้เปล่า  ไม่ใช่ผู้รู้  ส่วนบุคคลใดเป็นบัณฑิต  ถือธรรมอันประเสริฐ  ละเว้นบาปทั้งหลายเหมือนคนที่ถือเครื่องชั่งตั้งอยู่  ฉะนั้น  บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นมุนี  เรียกว่าเป็นมุนี  โดยเหตุนั้น  และบุคคลใดย่อมรู้โลกทั้ง 2  บุคคลนั้นเรียกว่าเป็นมุนี  โดยหตุนั้น.

      บุคคลใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษและธรรมของสัตบุรุษในโลกทั้งปวง  ทั้งภายในภายนอก  ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังว่าข่ายดำรงอยู่  เป็นผู้อันเทวดา  และมนุษย์บูชา  บุคคลผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี.

(80.46/91-92 หรือ 45.29/69  คุหัฎฐกสุตตนิเทส)

      (26)  ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องให้เนิ่นช้าและความตั้งอยู่ (ในสงสาร) ก้าวล่วงซึ่งที่ต่อคือ ตัณหา ทิฏฐิและลิ่มคืออวิชชาได้  แม้สัตว์ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก  ย่อมไม่ดูหมิ่นผู้นั้น  รู้ไม่มีตัณหา  เป็นมุนี เที่ยวไปอยู่.

(80.38/254-255 หรือ 45.25/170  ปปัญจชยสูตร)

      (27)  ผู้ฉลาดในโลกนี้  ไม่กล่าวบุคคลว่าเป็นมุนี  ด้วยความเห็น ด้วยความสดับ  หรือด้วยความรู้ (ด้วยศิลและวัตร) ชนเหล่าใด กำจัดเสนามารให้พินาศแล้ว  ไม่มีความทุกข์  ไม่มีความหวัง  เที่ยวไปอยู่  เรากล่าวชนเหล่านั้นว่าเป็นมุนี.

(80.30/730 หรือ 45.25/484  นันทาปัญหา)

      (28)  สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยกามโยคะ  ภวะโยคะ  ทิฏฐิโยคะ  และอวิชชาโยคะ  ย่อมไม่เป็นผู้มีปรกติถึงชาติและมรณะ  ไปสู่สงสาร.

      ส่วนสัตว์เหล่าใด  กำหนดรู้กามทั้งหลายและโยคะโดยประการทั้งปวง  ถอนขึ้นซึ่งทิฏฐิโยคะและสำรอกอวิชชาเสียได้  สัตว์เหล่านั้นแล  เป็นผู้พรากจากโยคะทั้งปวง  เป็นมุนีผู้ล่วงพ้นโยคะเสียได้.

(80.32/18 หรือ 45.21/13  โยคสูตร) 

      (29)  มุนีมีบาตรในมือเที่ยวไปอยู่  ไม่เป็นใบ้  ก็สมมติว่าเป็นใบ้  ไม่พึงหมิ่นทานว่าน้อย  ไม่พึงดูแคลนบุคคลผู้ให้.

(80.39/630 หรือ 45.25/419  นาลกสูตร)

      (30)  มุนี พึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีมายา ละการส่อเสียดเสีย เป็นผู้ไม่โกรธ  พึงข้ามความโลภอันลามกและความตระหนี่เสีย.

(80.39/696 หรือ 45.25/462-463  อัตตทัณสูตร)

      (31)  มุนีในโลกนี้  สละกิเลสเครื่องร้อยรัดเสียแล้ว  เมื่อผู้อื่นเกิดวิวาทกันก็ไม่แล่นไปหาพวกเขา  มุนีนั้นเป็นผู้สงบ  เมื่อผู้อื่นไม่สงบ  ก็เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่  ท่านไม่มีการยึดถือ  ชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ.

      มุนีนั้น  เป็นผู้ไม่มีมารและเสนามารในธรรมทั้งปวง  คือ อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง  ที่ได้เห็นแล้ว  ได้ฟังแล้ว  หรือได้ทราบแล้ว  ปลงภาระลงแล้ว  หลุดพ้นแล้ว  เป็นผู้ไม่มีเครื่องกำหนด (ด้วยตัณหาและ-ทิฏฐิ) ไม่เข้าไปยินดี  ไม่มีความปรารถนา  ฉะนี้แล.

(80.39/690-691 หรือ 45.25/485-459  มหาวิยูหสูตร)

      (32)  มุนีละที่อยู่แล้ว  ไม่มีที่พักเที่ยวไป  ไม่ทำความสนิทสนมในบ้าน  เป็นผู้ว่างจากกามทั้งหลาย  ไม่มุ่งถึงกาลข้างหน้า  ไม่ทำถ้อยคำแก่งแย่งกับชนอื่น  ดังนี้.

(80.26/13 หรือ 45.17/10  หลิททิกานิสูตร)

      (33)  ผู้ที่เป็นมุนีทางกาย  เป็นมุนีทางวาจา  เป็นมุนีทางใจ  ไม่มีอาสวะเป็นมุนีสมบูรณ์ด้วยความเป็นมุนี  บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็นผู้ละเสียได้ทุกอย่าง.

(80.31/439 หรือ 45.20/308  โมเนยยสูตร)

      (34)  มุนีได้ปลงเครื่องปรุงแต่งภพอันเป็นเหตุสมภพ  ทั้งที่ชั่งได้และชั่งไม่ได้  ยินดีแล้วในภายใน  มีจิตตั้งมั่น  ได้ทำลายกิเลสที่เกิดในตนเหมือนทหารทำลายเกราะ  ฉะนั้น.

(80.38/222 หรือ 45.25/148-149  อายุสมโอสัชชนนสูตร)

      (35)  พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น  ได้กล่าวบุคคลผู้รู้ทางกาย  ผู้รู้ทางวาจา  ผู้รู้ทางใจ  ผู้หาอาสวะไม่ไดว่าเป็นมุนี  ผู้ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี  มีบาปอันล้างแล้ว.

(80.38/372 หรือ 45.24/251  มุนีสูตร)

      (36)  ภิกษุใดได้เห็นสุขโดยความเป็นทุกข์  ได้เห็นทุกข์โดยความเป็นลูกศร  ได้เห็นทุกข์สุขอันละเอียด  โดยความเป็นของไม่เที่ยงภิกษุนั้นแลเป็นผู้เห็นโดยชอบ  ย่อมหลุดพ้นเวทนานั้น  ภิกษุนั้นแลอยู่จบอภิญญาระงับแล้ว  ก้าวล่วงโยคะได้แล้ว  ชื่อว่าเป็นมุนี.

(80.38/357 หรือ 45.25/240  เวทนาสูตร)

      (37)  มุนี  ไม่อาศัยแล้วในอายตนะทั้งปวง  ย่อมไม่กระทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รัก  ทั้งไม่กระทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่เกลียดชัง  ย่อมไม่ติดความร่ำไรและความตระหนี่  ในสัตว์หรือสังขารอันเป้นที่รักและเป็นที่เกลียดชังนั้น  เปรียบเหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบไม้  ฉะนั้น.

      หยาดน้ำย่อมไม่ติดบนใบบัว  น้ำย่อมไม่ติดอยู่ที่ใบปทุม  ฉันใด  มุนีย่อมไม่ติดอยู่ในรูปที่ได้เห็น  เสียงที่ได้ฟัง  หรืออารมณ์ที่ได้ทราบ ฉันนั้น.

      ผู้มีปัญญาย่อมไม่สำคัญด้วยรูปที่ได้เห็น  เสียงที่ได้ฟัง  หรืออารมณ์ที่ได้ทราบ  ย่อมไม่ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วย (มรรคอย่างอื่น) ผู้มีปัญญานั้น  ย่อมไม่ยินดี  ย่อมไม่ยินร้าย  ฉะนี้แล.

(80.36/658-660 หรือ 45.25/439  ชราสูตร)

      (38)  ผู้ใดตัดกิเลสที่เกิดแล้ว  ไม่พึงปลูกให้เกิดขึ้นอีก  เมื่อกิเลสนั้นเกิดอยู่  ก็ไม่พึงให้หลั่งไหลเข้าไป  บัณฑิตกล่าวผู้นั้นว่า  เป็นมุนีเอก.

      ผู้ใดเป็นผู้ไม่ประมาท  เที่ยวไปผู้เดียว  ไม่หวั่นไหวเพราะนินทา และสรรเสริญ  ไม่สะดุ้งหวาดเพราะโลกธรรม  เหมือนราชสีห์  ไม่สะดุ้งหวาดเพราะเสียง  ไม่ข้องอยู่ในตัณหาและทิฏฐิ  เหมือนลมไม่ข้องอยู่ในข่าย  ไม่ติดอยู่กับโลก  เหมือนดอกบัวไม่ติดอยู่กับน้ำ  เป็นผู้นำไม่ใช่ผู้ที่ใครๆ อื่นจะนำไปได้  ไม่ถึงความยินดีหรือยินร้าย  ในเรื่องที่ผู้อื่นกล่าววาจาด้วย  อำนาจการชมหรือการติ  เหมือนเสามีอยู่ที่ท่าเป็นที่ลงอาบน้ำ  ผู้นั้นปราศจากราคะ  มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว  ดำรงตนไว้  ซื่อตรงดุจกระสวย  เกลียดชังแต่กรรมที่เป็นบาป  พิจารณาเห็นกรรมที่ไม่เสมอและที่เสมอ (ทั้งผิดทั้งชอบ) เป็นผู้สำรวจตนไม่ทำบาป เป็นมุนี มีจิตห่างจากบาป  ไม่โกรธง่ายไม่ว่าร้ายใคร ฯ  ผู้นั้น  นักปราชญ์ย่อมประกาศว่าเป็นมุนี.

(80.39/496-498 หรือ 45.25/333-334  มุนีสูตร)