อาการดับแห่งตันหาในนามแห่งนันทิ

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อมไม่กำหนัดยินดีในรูป อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความรัก, ย่อมไม่ขัดเคืองในรูปอันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียดชัง, เป็นผู้อยู่ด้วยสติเป็นไปในกาย อันตนเข้าไปตั้งไว้แล้ว มีจิตหาประมาณมิได้ด้วย, ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันเป็นธรรมที่ดับโดยไม่เหลือแห่งธรรม อันเป็นบาปอกุศลทั้งหลายด้วย. ภิกษุนั้นเป็นผู้ละเสียได้แล้วซึ่งความยินดี และความยินร้ายอย่างนี้ แล้วเสวยเวทนาใดๆ อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม ไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นสุขก็ตาม ย่อมไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้นๆ.

เมื่อภิกษุนั้นไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ในเวทนานั้นๆ, นันทิ(ความเพลิน)ในเวทนาทั้งหลายเหล่านั้นย่อมดับไป. เพราะความดับแห่งนันทิของภิกษุนั้น จึงมีความดับแห่งอุปาทาน, เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ, เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ, เพราะมีความดับแห่งชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสทั้งหลายจึงดับสิ้น ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งหมดนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ( ในกรณีแห่งการได้ยินเสียงด้วยหู รู้สึกกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องสัมผัสทางผิวหนังด้วยผิวกาย และรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ ก็ได้ตรัสไว้ทำนองเดียวกัน )

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอจงทรงธรรมะนี้ไว้ ในฐานะที่เป็นธรรม ทำความหลุดพ้นเพราะความสิ้นไปแห่งตันหา ซึ่งเรากล่าวไว้โดยสังเขป.