รูปปรมัตถ์ ๒๘ ประการ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ

๑) มหาภูตรูป ๔
๒. อุปาทายรูป ๒๔

มหาภูตรูป (รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน) 4 ได้แก่

  • ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) เป็นรูปที่อ่อนหรือแข็ง 1 รูป
  • อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เป็นรูปที่เอิบอาบ หรือเกาะกุม 1 รูป
  • เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) เป็นรูปที่ร้อน หรือเย็น 1 รูป
  • วาโยธาตุ (ธาตุลม) เป็นรูปที่ไหวหรือตึง 1 รูป

อุปาทายรูป รูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด มี ๒๔ คือ

ปสาทรูป 5
5. ประสาทตา*(จักขุปสาทรูป) รูปนี้เป็นที่อาศัยของจิตเห็น (จักขุวิญญาณ)
ประสาทตานี้มิได้หมายถึงดวงตาหรือลูกตาทั้งลูก แต่หมายเฉพาะประสาทตาหรือ แก้วตาที่อยู่กลางตาดำ โตประมาณเท่ากับหัวเหา เป็นเยื่อบางดุจปุยนุ่นที่่ ชุ่มด้วยน้ำมัน ซ้อนกันอยู่ 7 ชั้น เป็นรูปที่มีความสามรถรับกระทบคลื่นแสงเพื่อให้เกิด จิตเห็นคลื่นแสง (รูปารมณ์) โดยที่จิตเห็นนี้อาศัยอยู่ในประสาทตานี้
6. ประสาทหู (โสตปสาท) ประสาทหูนี้อยู่ในช่องหู มีสัณฐานเป็นวง ๆ คล้าย วงแหวน และมีขนอันละเอียดอ่อนสีแดงปรากฎอยู่โดยรอบ
เป็นรูปที่สามารถรับกระทบ เสียง (สัททารมณ์) เพื่อให้จิตได้ยินเสียง (โสตวิญญาณ) เกิดขึ้นโดยที่ จิตได้ยินนี้อาศัย อยู่ในประสาทหูนี้
7. ประสาทจมูก (ฆานปสาท) ประสาทจมูกนี้อยู่ในช่องจมูก อันมีสัณฐานเหมือน กีบแพะ เป็นรูปที่สามารถรับกระทบกลิ่น (คันธารมณ์)
เพื่อให้จิตดมกลิ่น (ฆารวิญญาน) เกิดขึ้น โดยจิตดมกลิ่นนี้อาศัยอยู่ที่รูปนี้
8. ประสาทลิ้น (ชิวหาปสาท) ประสาทนี้ มีที่ีตั้งอยู่ท่ามกลางลิ้น อันมีสัณฐาน เหมือนปลายกลีบดอกบัวเรียงรายซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
เป็นรูปที่สามารถรับกระทบรสได้ (รสารมณ์) เพื่อให้จิตลิ้มรส (วิวหาวิญญาณ) เกิดขึ้น โดยจิตลิ้มรสนี้อาศัยอยู่ที่ประสาท ลิ้นนี้
9. ประสาทกาย (กายปสาท) ประสาทนี้ ตั้งอยู่ทั่วร่างกายเว้นที่ปลายผม ปลายขน ที่เล็บ ที่ฟัน ที่กระดูก ที่หนังหนาด้านมีสัณฐานคล้ายสำลี
ที่แผ่บาง ๆ ชุบน้ำมัน จนชุ่ม ซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น รูปนี้มีความสามารถรับกระทบความเย็นร้อน อ่อนแข็ง หย่อนตึง (โผฏฐัพพารมณ์) เพื่อให้จิตรับสัมผัสที่กายเกิดขึ้น (กายวิญญาณ) โดยที่จิตนี้ อาศัยอยู่ที่รูปนี้

วิสยรูป
10. รูปารมณ์ คือ รูปธรรมที่เป็นคลื่นแสงที่สามารถไปกระทบกับประสาทตา เพื่อให้เกิดการเห็น
11. สัทธารมณ์ คือ รูปธรรมที่เป็นเสียงที่สามารถไปกระทบกับประสาทหู เพื่อให้เกิดการได้ยิน
12. คันธารมณ์ คือ รูปธรรมที่เป็นกลิ่นที่สามารถไปกระทบกับประาสทจมูก เพื่อให้เกิดการดมกลิ่น
13. รสารมณ์ คือ รูปธรรมที่เป็นรสที่สามารถไปกระทบกับประสาทลิ้น เพื่อให้เกิดการลิ้มรส

ภาวรูป 2

14. อิตถีภาวรูป คือ รูปธรรมที่ละเอียดเป็นรูปปรมาณูมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ที่แทรกซึมอยู่ทั่วร่างกายของหญิง เพื่อแสดงความเป็นเพศหญิง
15. ปุริสภารูป คือ รูปธรรมที่ละเอียด เป็นรูปปรมาณู มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ที่แทรกซึมอยู่ทั่วร่างกายของชาย เพื่อแสดงความเป็นเพศชาย

หทยวัตถุรูป 1
16. หทยวัตถุรูป คือ รูปธรรมที่ละเอียดอ่อนที่เป็นที่อาศัยของจิต เป็นรูป
ปรมาณูมีจำนวนประมาณซองมือหนึ่ง ขังอยู่ในแอ่งที่โตพอจุเมล็ดบุนนาคอยู่ภายใน เนื้อหัวใจ

ชีวิตรูป 1
17. ชีวิตรูป คือ รูปธรรมที่รักษาร่างกายในส่วนที่เกิดจากอำนาจกรรมในอดีต ไม่ให้เน่าผุพังไปเหมือนกับตะปะ น๊อต หรือสลักไม้ ที่คอยรักษาไม่ให้บ้านพังลงไป

อาหารรูป 1
18. อาหารรูป คือ โอชะที่อยู่ในรูปธรรมทั้งหลาย ที่สามารถยังให้ไปบำรุงเลี้ยง ร่างกายก่อให้เกิดความเจริญเติบโต

ปริเฉทรูป 1
19. ปริเฉทรูป คือ ช่องว่างที่คั่นรูปธรรมทั้งหลายปกติรูปธรรมทั้งหลายไม่ว่า คน สัตว์ สิ่งของมาจากหน่วยเล็ก ๆ
ที่มองเห็นไม่ได้ที่เรียกว่า ปรมาณู และปรมาณูทั้งหลาย เป็นอนิจจัง คือไม่หยุดนิ่ง และมันก็ไม่ได้อยู่อัดแน่น จนไม่มีช่องว่างมันมีช่องว่างคั่นอยู่ เป็นช่องว่างระหว่างปรมาณูละเอียดอ่อนมาก

วิญญัติรูป 2
20. กายวิญยัติรูป คือ รูปธรรมที่แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมทางกายอันยังให้รู้ ความหมาย เช่น กวักมือ หรือโบกมือไล่ เป็นรูปที่เกิดจากจิต
21. วจีวิญญัติรูป คือ รูปธรรมที่แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมทางวาจาอันยังให้รู้ ความหมาย เช่น เสียงพูดคุย เป็นต้น

วิการรูป 3
22. ลหุตารูป คือ รูปธรรมที่เบา คำว่าเบา ไม่ได้มุ่งหมายถึงน้ำหนัก แต่มุ่งถึง
ความไม่อืดอาด มีความคล่องแคล่วว่องไว เหมือนกับคนไม่มีโรคทำอะไรไม่อืดอาด
23. มุทุตารูป คือ รูปธรรมที่อ่อน คำว่า อ่อน หมายถึง ไม่มีความกระด้าง
ไม่ขัด ๆ เขิน ๆ แต่มีความสะดวก เหมือนกับหนังที่ฟอกดีแล้ว คือ มีความอ่อนสลวย ไม่หยาบ ไม่กระด้าง
24. กัมมัญญตารูป คือ รูปธรรมที่ควรแก่การงาน เหมือนกับทองที่หลอมดีแล้ว
มีลักษณะที่คล้อยไปตามรูปพรรณสันฐาน มีข้อน่าสังเกตว่าวิการรูป 3 นี้ เป็นเพื่อนตาย เป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยกันเสมอ เพราะไม่มีวันที่จะพรากจากกันเกิดร่วมกันเสมอ เพียงแต่ บางทีอาจเกิดยิ่งหย่อนกว่ากันบ้าง

ลักขณรูป 4
25. อุปจยรูป คือ รูปธรรมที่แสดงภาวะแห่งการเกิดขึ้นของแก่นแท้ของรูปธรรม เป็นขณะแรกในปฏิสนธิกาล
26. สันตติรูป คือ รูปธรรมที่แสดงภาวะของการเกิดสืบต่อกันของแก่นแท้ของ รูปธรรมอื่น ๆ
27. ชราตารูป คือ รูปธรรมที่แสดงภาวะแห่งการแก่ของแก่นแท้ของรูปธรรมอื่นๆ
28. อนิจจตารูป คือ รูปธรรมที่แสดงภาวะแห่งการกำลังแตกดับของแก่นแท้ของรูปธรรมอื่นๆ