รูปพรหม  ๑๖  ชั้น

  1. พฺรหฺมปริสชฺชา พรหมผู้เป็นบริษัทบำรุงบำเรอมหาพรหม  พรหมชั้นนี้มีอายุยืน  เศษหนึ่งส่วนสามแห่งอสงไขยกัป
  2. พฺรหฺมปุโรหิตา พรหมผู้เป็นปุโรหิตของมหาพรหม  พรหมชั้นนี้มีอายุยืนครึ่งหนึ่งแห่งอสงไขยกัป
  3. มหาพฺรหฺมา พรหมผู้ยิ่งใหญ่  มีพรหมชั้นนี้อายุยืนอสงไขยกัปหนึ่ง
  4. ปริตฺตาภาพฺรหฺม พรหมผู้มีรัศมีน้อย  พรหมชั้นนี้มีอายุยืนสองอสงไขยกัป
  5. อปฺปมาณาภาพรหฺม พรหมผู้มีรัศมีรุ่งเรืองหาประมาณมิได้  พรหมชั้นนี้มีอายุยืนสี่อสงไขยกัป
  6. อาภสฺสราพฺรหฺม พรหมผู้มีรัศมีแผ่ซ่านออกจากตัวดุจแสงประทีป  พรหมชั้นนี้มีอายุยืนแปดอสงไขยกัป
  7. ปริตฺตสุภาพฺรหฺม พรหมผู้มีรัศมีความงามเป็นส่วนน้อย  พรหมชั้นนี้มีอายุยืนสิบหกอสงไขยกัป
  8. อปฺปมาณสุภาพฺรหฺม พรหมผู้มีความสง่างามแห่งรัศมีมากมายไม่มีประมาณ  พรหมชั้นนี้มีอายุยืนสามสิบสองอสงไขยกัป
  9. สุภกิณฺหกาพฺรหฺม พรหมผู้มีความสง่าสวยงามแห่งรัศมีตลอดไปทั้งสรีรกาย  พรหมชั้นนี้มีอายุยืนหกสิบสี่อสงไขยกัป
  10. เวหปฺผลาพฺรหฺม พรหมผู้เสวยผลอย่างไพบูลย์  พรหมชั้นนี้มีอายุยืนห้าร้อยอสงไขยกัป
  11. อสญฺญีพฺรหฺม พรหมผู้ไม่มีสัญญา  พรหมชั้นนี้มีอายุยืนห้าร้อยอสงไขยกัปเหมือนกับเวหัปผลาพรหม
  12. อวิหาพฺรหฺม พรหมผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตน  พรหมชั้นนี้มีอายุยืนพันอสงไขยกัป
  13. อตปฺปาพฺรหฺม พรหมผู้ไม่มีความเดือดร้อนใจ  พรหมชั้นนี้มีอายุยืนสองพันอสงไขยกัป
  14. สุทสฺสาพฺรหฺม พรหมผู้ทรงไว้ซึ่งความเห็นอันแจ่มใส   พรหมชั้นนี้มีอายุยืนสี่พันอสงไขยกัป
  15. สุทสฺสีพฺรหฺม พรหมผู้ทรงไว้ซึ่งความเห็นอันชัดเจนแจ่มใสมากกว่า   พรหมชั้นนี้มีอายุยืนแปดพันอสงไขยกัป
  16. อกนิฏฺฐพฺรหฺม พรหมผู้ทรงไว้ซึ่งพรหมสมบัติและความสุขอันวิเศษ  โดยไม่เป็นรองใคร    พรหมชั้นนี้มีอายุยืนหนึ่งหมื่นหกพันอสงไขยกัป

        อีกอย่างหนึ่ง  รูปพรหม ๑๖ ชั้นนี้  เรียกว่ารูปาพจรภูมิ ๑๖ บ้าง 

        รูปาพจรภูมินั้น  มีประเภท ๑๖ คือ  ปฐมฌานภูมิ ๓  ทุติยฌานภูมิ ๓  ตติยฌานภูมิ ๓  จตุตถฌานภูมิ ๗  จึงเป็นรูปาพจรภูมิ ๑๖

        ปฐมฌานภูมิสามนั้นอยู่พื้นเดียวกัน  แต่แยกกันอยู่เป็น ๓ เหล่า  คือ  พรหมปริสัชชา  เหล่าหนึ่ง  พรหมปุโรหิตา  เหล่าหนึ่ง  มหาพรหมเหล่าหนึ่ง

        ทุติยฌานภูมิสาม  ก็อยู่พื้นเดียวกัน  แยกกันอยู่เป็น ๓ เหล่า  คือ  ปริตรตาภาพรหม  เหล่าหนึ่ง  อัปปมาณสุภาพรหม  เหล่าหนึ่ง  สุภกิณหกาพรหมเหล่าหนึ่ง

        จตุตถฌานภูมิเจ็ด  คือเวหัปผลาพรหมหนึ่ง  อสัญญีพรหมหนึ่ง  สุทธาวาสห้า  คือ  อวิหา  อตัปปา  สุทัสสา  สุทัสสี  อกนิฎฐ รวมเป็นเจ็ด  อยู่พื้นเดียวกันแต่เวหัปผลาพรหมและอสัญญีพรหม

        ปุถุชฺชนา  น  ลภนฺติ             สุทฺธาวาเสสุ  สพฺพถา

        โสตาปนฺนา  จ  สกทา-         คามิโน  จาปิ  ปุคฺคลา

        ในสุทธาวาสห้าชั้นนั้น  เฉพาะบังเกิดได้แต่พระอนาคามี  จะหาปุถุชนและพระโสดาบัน  พระสกทาคามีในชั้นสุทธาวาสนั้นมิได้เลยเป็นอันขาด

        อริยา  โนปลภนฺติ                อสญฺญาปายภูมีสุ

        เสสฐาเนสุ  ลภนฺติ              อริยานริยาปิจ

     ประการหนึ่ง  ในอสัญญีพรหมและอบายภูมินั้น  พระโสดาบัน  พระสกทาคามี  พระอนาคามี  ไม่บังเกิดเลยเป็นอันขาด  อันจะหาพระโสดาบันนั้น  พระสกทาคามี  พระอนาคามี  ที่บังเกิดในอสัญญีพรหมและอบายภูมินั้นหาบ่มิได้  แต่ในภูมิอันนอกออกไปจากภูมิสี่  อสัญญีภพหนึ่ง  สุทธาวาสห้านั้น  จะได้มีที่ห้ามที่ขัดหามิได้  อธิบายว่า  พระโสดาบัน  พระสกทาคามี  พระอนาคามี  ปุถุชน  บังเกิดได้สิ้นด้วยกัน

     ข้อความตามที่กล่าวมานี้  ข้าพเจ้าลอกคัดตามต้นฉบับของท่าน  มิได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขเลย  เพราะโวหารพอเข้าใจความได้  แต่ในคาถาที่ ๒ ค่อนข้างจะถือเอาเนื้อความยาก  จึงขอแปลโดยไม่เอื้อประโยชน์ประธาน  และออกความเห็นไว้ดังต่อไปนี้

     พระอริยเจ้าทั้งหลาย  ย่อมไม่ไปเกิดในอสัญญีพรหมและอบายภูมิ  แต่ว่าในภูมิที่เหลือนอกจากนั้น  ทั้งพระอริยเจ้าและทั้งผู้ไม่เป็นพระอริยเจ้า  ย่อมมีสิทธิไปเกิดด้วยกันทั้งนั้น

     พระอริยเจ้าในคาถานี้  หมายเอาพระอริยเจ้าผู้ที่จะต้องเกิดอีก  ยังไม่นิพพาน  โดยนัยนี้  ก็ได้แก่พระอริยบุคคล ๓ จำพวก  คือพระโสดาบัน  พระสกทาคามี  ส่วนพระอนาคามีนั้น  มีกำหนดแน่นอนว่า  ต้องไปบังเกิดในสุทธาวาสห้าชั้นนั้น  คำว่า  พระอริยในคาถานี้  จึงไม่นับพระอนาคามีรวมด้วย ฯ ภูมิที่เหลือ  ก็ต้องหมายเอารูปาพจรภูมิอีก ๑๑ ซึ่งยกเว้นอสัญญีพรหม  และสุทธาวาสห้าเสีย ฯ ส่วนผู้ไม่เป็นพระอริยะ  ก็คือปุถุชน  ก็มีสิทธิไปเกิดได้ทั้งรูปาพจรภูมิ ๑๑ ที่ว่ามานั้น  ทั้งอสัญญีพรหม  และอบายภูมิด้วย (ข้าพเจ้าต้องขอโทษนักศึกษาที่ได้พบเห็นเรื่องนี้ด้วย คือ ข้าพเจ้าใช้คำว่า  “ภูมิ”  เป็นที่ไปเกิด  เพราะพูดตามแนวเดิมของท่าน  ซึ่งผิดจากความรู้ความเข้าใจของนักศึกษาในบัดนี้ คือ ภูมิหมายเอาพื้นเพของจิตใจที่ละเอียดและประณีต  ภพ  หมายเอาสถานที่เกิดของผู้ที่ยังมีภพมีชาติอยู่  คือต้องเกิดอีก)

     เมื่อสรุปความแล้ว  เป็นอันได้ความว่า  ผู้ที่จะไปบังเกิดในรูปพรหม ๑๖ ชั้นนั้น  ได้แก่พระอริยบุคคลผู้ที่ยังต้องมีการเกิดอีกต่อไป  ยังไม่นิพพาน  ซึ่งได้แก่  พระโสดาบัน  พระสกทาคามี  พระอนาคามี (ส่วนพระอนาคามี  มีกำหนดแน่นอนแล้ว)  และปุถุชน  สำหรับปุถุชนนี้  ต้องเป็นจำพวกที่ได้บรรลุฌาน  ถ้าไม่ได้บรรลุฌาน  หามีสิทธิมีส่วนที่จะไปเกิดได้ไม่จะไปเกิดได้เฉพาะแต่ผู้ที่ได้บรรลุฌาน  การที่จะไปเกิดในชั้นไหนนั้น  ก็สุดแล้วแต่การบรรลุฌานของตน 

     ผู้ได้บรรลุปฐมฌานอย่างต่ำ  ย่อมได้ไปบังเกิดเป็นปริสัชชาพรหม  ผู้ได้บรรลุปฐมฌานอย่างกลาง  ย่อมได้ไปบังเกิดเป็นปุโรหิตาพรหม

     ผู้ได้บรรลุทุติยฌานตติยฌานอย่างต่ำ  ย่อมได้ไปบังเกิดเป็นปริตตาภาพรหม  ผู้ได้บรรลุทุติยฌานตติยฌานอย่างกลาง  ย่อมได้ไปบังเกิดเป็นอัปปมาณาภาพรหม  ผู้ได้บรรลุทุติยฌานตติยฌานอย่างสูง  ย่อมได้ไปบังเกิดเป็นอาภัสสราพรหม 

     ผู้ได้บรรลุจติตถฌานอย่างต่ำ  ย่อมได้ไปบังเกิดเป็นปริตตสุภาพรหม  ผู้ได้บรรลุจติตถฌานอย่างกลาง  ย่อมได้ไปบังเกิดเป็นอัปปมาณสุภาพรหม  ผู้ได้บรรลุจติตถฌานอย่างสูง ย่อมได้ไปบังเกิดเป็นสุภกิณหกาพรหม 

     ผู้ได้บรรลุปัญจมฌาน  ย่อมได้บังเกิดเป็นเวหัปผลพรหม  ถ้าเมื่อเจริญปัญจมฌานนั้น  หน่ายจากจิต  ก็ได้ไปบังเกิดเป็นอสัญญีพรหม

     และสุทธาวาสห้าชั้นนั้น  บังเกิดได้แต่พระอนาคามีบุคคล