อรุณธรรมยามเช้า
วันศุกร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
วันแรม ๒ ค่ำเดือน ๓

ธรรมสวัสดี จักขอนำเสนอเรื่อง ” นายนันทิยะ สร้างศาสนวัตถุในพระศาสนา มีวิมานผุดรอในสวรรค์ ตั้งแต่ยังไม่ตายจากโลกมนุษย์ ”
อันมีเนื้อความดังนี้…

เมื่อครั้งที่พระศาสดา ทรงประทับอยู่ในป่าอิสิปตนะ ทรงปรารภนายนันทิยะ ตรัสพระธรรมเทศนาที่ขึ้นต้นด้วยบทว่า จิรปฺปวาสึ เป็นต้น
เรื่องในอรรถกถาพระธรรมบท เล่าว่า นายนันทิยะ เป็นบุตรเศรษฐี อยู่ที่กรุงพารณสี หลังจากที่เขาได้ฟังธรรมของพระศาสดา ว่าด้วยอานิสงส์ของการสร้างวัดวาอารามถวายภิกษุสงฆ์แล้ว นายนันทิยะก็ได้ก่อสร้างวัดใหญ่แห่งหนึ่งที่ป่าอิสิปตนะ และได้สร้างสิ่งก่อสร้างในวัด เป็นศาลาจัตุรมุขหลังหนึ่ง ประกอบด้วยห้องสี่ห้อง และอุปกรณ์ใช้สอยของพระสงฆ์มีเตียงและตั้งเป็นต้น
ก่อนจะมอบถวายวัดใหญ่แห่งนี้ เขาก็ได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วหลั่งน้ำทักขิโณทกถวายแด่พระศาสดา ทันทีที่ได้ถวายอาวาสแห่งนี้แด่พระศาสดา พระคัมภีร์บอกว่า “ก็มีปราสาททิพย์ สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ พรั่งพร้อมด้วยนางอัปสร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๒ โยชน์ สูง ๑๐๐ โยชน์ ผุดขึ้นในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ พร้อมกับที่ได้หลั่งน้ำทักขิโณทกถวายแด่พระศาสดา:”

วันหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะ ได้ขึ้นไปที่เทวโลกชั้นดาวดึงส์ และได้เห็นปราสาททิพย์หลังนี้ เต็มไปด้วยหมู่นางเทพอัปสร ก็ได้เข้าไปสอบถามเทพบุตรทั้งหลายว่า เป็นปราสาททิพย์ของผู้ใด ก็ได้รับคำตอบจากเทพบุตรเหล่านั้นว่า “ท่านผู้เจริญ วิมานนั่น เกิดรอรับบุตรคฤหบดี ชื่อนันทิยะ ผู้ให้สร้างวิหารถวายพระศาสดา ในป่าอิสิปตนะ”

ฝ่ายหมู่นางอัปสร เห็นพระเถระนั้นแล้ว ก็ลงจากปราสาทมากล่าวว่า พวกนางเกิดในปราสาทนี้เพื่อเป็นนางบำเรอของนายนันทิยะ แต่ไม่เห็นนายนันทิยะมาเสียที ได้แต่รอแล้วรอเล่า ขอฝากบอกพระคุณเจ้าไปถึงนายนันทิยะด้วยว่า มนุษยสมบัติเปรียบเหมือนถาดดิน ส่วนทิพยสมบัตินั้นเปรียบเหมือนถาดทองคำ

เมื่อพระมหาโมคคัลลานะ ลงจากเทวโลกแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามว่า “พระเจ้าข้า ทิพยสมบัติเกิดรอบุคคลผู้ทำความดีที่ยังอยู่ในโลกมนุษย์มีหรือไม่” พระศาสดาตรัสว่า “เธอไปเห็นปราสาททิพย์ที่ผุดรอนายนันทิยะที่ยังอยู่ในโลกมนุษย์มาแล้วมิใช่หรือ จะมาถามทำไม?” เมื่อพระเถระทูลว่า “พระเจ้าข้า”

พระศาสดาตรัสว่า สภาพก็เหมือนกับคนเราในโลกมนุษย์ ยืนอยู่ที่ประตูบ้านเรือน เห็นบุตรหรือพีน้อง ที่เดินทางไปอยู่ต่างถิ่นมานาน แล้วกลับมาถึงบ้านเรือนของตน ก็มีความยินดีปรีดา ร้องทักทาย ต้อนรับบุคคลผู้นั้น ข้อนี้ก็เหมือนกับเหล่าเทวดา ต่างถือเครื่องบรรณการอันเป็นทิพย์ ๑๐อย่าง แย่งกันออกมาต้อนรับ แสดงความยินดีกับสตรีหรือบุรุษ ผู้ทำความดีไว้ในโลกมนุษย์ แล้วตายไปเกิดในปรโลก ฉันใดก็ฉันนั้น

เอวังก็มี ด้วยประการ ฉะนี้…