**** ตอนที่ ๓๑. ความรักของ จุตรงคพลและวิมลมาน****

“ข้าแต่ท่านบำเพ็ญตบะ! ข้าพเจ้าเกิดแล้วภายใต้เศวตฉัตรแห่งหัสตินาปุรนคร แคว้นปัญจาละนี้ วันเดียวกับที่ข้าพเจ้าลืมตาขึ้นดูโลกนั่นเอง มีการชุมนุมพลทั้ง ๔ เหล่าทัพ คือ ทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ และทัพพลเดินเท้า เป็นการซ้อมใหญ่ประจำปี เป็นความภาคภูมิอย่างยิ่งของนายทหารที่ได้แสดงตน เฉพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์ในวันเช่นนี้ ด้วยการถือเอาเรื่องนี้เป็นนิมิต พระราชบิดาและพระประยูรญาติชั้นผู้ใหญ่ของข้าพเจ้า จึงขนานนามข้าพเจ้าว่า “จตุรงคพล”

ท่านคงเคยศึกษาวิชาทหารมาแล้ว ในวิชาทหารได้บอกไว้ว่า ‘การเตรียมกำลังรบให้พร้อมเป็นการป้องกันสงคราม’ ฟังดูไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นความจริง ทั้งนี้เพราะฝ่ายรุกรานจะคอยจ้องดูกำลังของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอ เมื่อใดฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอ ฝ่ายรุกรานจะเริ่มรุกรานทันที เหมือนเชื้อโรคคอยโอกาสเบียดเบียนทำลายผู้มีร่างกายอ่อนแอ ในทำนองเดียวกัน กล่าวในทางธรรม ข้าพเจ้าพอจะทราบอยู่บ้างว่า ผู้ที่มีกำลังใจอ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของกิเลสได้ง่าย แพทย์ผู้ฉลาดจะพยายามกระตุ้นเตือนให้มวลชนสร้างกำลังต้านทานในตัวให้สูงอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการรุกรานของโรค ศาสดาผู้ฉลาดก็พยายามกระตุ้นเร้าศาสนิกชนให้ฝึกพลังจิตให้สูงไว้ เพื่อเป็นทำนบกั้นกระแสกิเลสมิให้รั่วไหลเข้าสู่จิตโดยง่าย หลักสุขลักษณะหรืออนามัยก็เป็นเรื่องเดียวกันนี่เอง เมื่อเหลือกำลังป้องกันจึงถึงขั้นเยียวยาแก้ไข

“สงครามเป็นของคู่กับโลก ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความอยากได้ ทะเยอทะยานในเกียรติที่จอมปลอม อยากเป็นใหญ่ในกองกระดูก และเลือดเนื้อ แสวงหาความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น แก้ปัญหาโดยทางใช้กำลัง สงครามก็คงมีอยู่ร่ำไป แปลกจริงๆ นะท่าน คนที่เป็นโจรลักเล็กขโมยน้อยปล้นสะดมส่วนบุคคล เขาถือกันว่าเป็นคนเลวคนร้าย ทั้งๆ ที่บางทีเขาต้องลักต้องขโมยเพราะไม่มีอะไรจะกินแท้ๆ แต่ผู้ที่ปล้นคนทั้งเมืองกลับได้รับเกียรติยศอันสูงส่งเป็นวีรบุรุษ ผู้ที่โกงคนอื่นเพียงคนสองคน จะถูกพิพากษาตัดสินจำคุกหรือลงโทษให้สมควรแก่ความผิด แต่ผู้ที่โกงคนทั้งเมืองได้ กลับไม่มีใครกล้าทำอะไร

“ข้าแต่ท่านผู้บำเพ็ญตบะ! ในเรื่องนี้ท่านมีความเห็นอย่างไร หรือศาสดาของท่านได้เคยกล่าวไว้อย่างไรบ้าง?”

“ราชกุมาร!” พระอานนท์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบปกติ “เรื่องสงครามเป็นเรื่องคู่กับโลกตามที่ท่านกล่าวมานั้นข้าพเจ้าไม่คัดค้าน แต่มันก็เป็นเวลาหลายปีจึงจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง แต่สงครามที่เกิดขึ้นประจำและยืดเยื้อที่สุด คือสงครามชีวิต ทุกคนเดินไปบนถนนแห่งสงครามนี้อยู่ตลอดเวลา ดวงจิตนี้เป็นสมรภูมิให้ธัมมะและอธรรมเข้าทำการชิงกันอยู่มิได้ว่างเว้น เมื่อใดกองทัพอธรรมมีกำลังมาก กองทัพธรรมก็ล่าถอย อธรรมก็เข้ายึดครองจิตใจ เมื่อใดกองทัพธรรมมีกำลังรุกรานให้อธรรมล่าถอยไป ธรรมก็เข้ายึดครอง สมัยใดอธรรมเข้ายึดครองสมัยนั้นย่อมมีแต่ความมืดมัวและวุ่นวาย สมัยใดธัมมะเข้ายึดครอง สมัยนั้นย่อมมีแต่ความสงบและแจ่มใส

“ราชกุมาร! สำหรับเรื่องแพ้และชนะในสงครามนั้น พระศาสดาของข้าพเจ้าตรัสไว้ว่า

ผู้ชนะย่อมก่อเวรให้ยืดเยื้อ

ผู้แพ้ย่อมอยู่เป็นทุกข์

ผู้ละการแพ้และการชนะได้แล้ว

ย่อมอยู่อย่างสงบสุข

“ราชกุมาร! ไม่มีผู้ชนะในสงครามใดๆ เลยที่จะประเสริฐไปกว่าผู้ชนะตนเอง พระศาสดาของข้าพเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ชนะตนเองได้ ชื่อว่าเป็นยอดขุนพลในสงคราม เมื่อชนะตนได้แล้ว สงครามที่ยืดเยื้อก็สิ้นสุดลง”

“ชีวิตในปฐมวัยของข้าพเจ้า” เจ้าชายจตุรงคพลทรงเล่าต่อไป… “เป็นชีวิตที่เหมือนเดินอยู่สวนดอกไม้ ได้รับการทะนุถนอม ประคับประคองอย่างดียิ่ง ข้าพเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในวงล้อมแห่งความสุข ความสะดวกสบายอย่างที่ราชกุมารผู้ถือกำเนิดภายใต้เศวตฉัตรจะพึงได้รับ ข้าพเจ้ามีเครื่องแต่งกายซึ่งล้วนแล้วแต่สวยงาม มีผ้าโพกซึ่งทำจากแคว้นกาสี สิ่งหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าชอบมาก คือปิ่นปักเกศา เป็นเครื่องประดับที่ใครๆ มองดูด้วยความนิยมชมชื่น ข้าพเจ้ามีปิ่นปักผมหลายแบบหลายชนิด และทำด้วยทองคำทั้งนั้น และก็เป็นปิ่นปักผมนี่เองเป็นสาเหตุอันหนึ่งให้ข้าพเจ้าพอใจพำนักอยู่ ณ ที่นี้

ในหัสตินาปุรนครของข้าพเจ้า มีช่างทองอยู่ตระกูลหนึ่งได้ทำทองมาหลายชั่วอายุคน เขาชำนาญมาก พระประยูรญาติของข้าพเจ้าเมื่อต้องการทำทองเป็นเครื่องประดับก็ทำที่นี่ แม้ข้าพเจ้าเองก็เหมือนกัน มหาดเล็กคนสนิทของข้าพเจ้าไปร้านช่างทองกลับมา เขาจะนำเอาความงามแห่งธิดาช่างทองติดปากมาด้วยเสมอ จนบางครั้งข้าพเจ้าเบื่อหู ไม่อยากฟัง แต่เขาเป็นคนรับใช้ดีทำกิจทุกอย่างเพื่อข้าพเจ้า คุณสมบัติของผู้รับใช้ที่ดี ๔ ประการมีอยู่พร้อมในบุคคลผู้นี้ คือตื่นก่อน นอนทีหลัง คอยฟังว่าจะหาให้ทำอะไร พอใจประพฤติสิ่งที่ดีงาม คนรับใช้ที่ประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างนี้ แม้นายก็ต้องเกรงใจ ข้าพเจ้ามิได้ปลงใจเชื่อว่า ธิดาช่างทองจะงามอย่างที่มหาดเล็กกล่าวถึง ข้าพเจ้าดูหมิ่นแววตาของมหาดเล็ก สตรีซึ่งนับเนื่องในพระราชวงศ์ก็มีมากหลาย ธิดาแห่งเสนาบดีอำมาตย์ราชบริพารก็มีไม่น้อย ล้วนแต่สวยงามอยู่ในวัยที่พึงชม แต่ข้าพเจ้าก็มิได้สนใจกับสตรีคนใดเลย ข้าพเจ้าแม้จะเป็นราชกุมาร ก็เหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไป คืออยากพบเห็นสิ่งที่เล่าลือกันว่าสวยงามดังนั้น วันหนึ่งข้าพเจ้าจึงปลอมตัวออกไปกับมหาดเล็กไปที่บ้างช่างทอง นอกจากอยากดูธิดาช่างทองให้เห็นกับตาตนเอง เพื่อมหาดเล็กจะได้ไม่พูดใส่หูต่อไปอีกแล้ว สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากดูมากกว่า คือปิ่นปักผมอันใหม่ซึ่งสั่งทำพิเศษว่าเขาทำกันไปถึงไหนแล้ว

บ้านช่างทอง มีรั้วรอบขอบชิดเป็นบ้านไม้สองชั้นบริเวณบ้านสะอาดเรียบร้อย มีเครื่องประดับตกแต่งพองามตา ทุกครั้งที่มหาดเล็กของข้าพเจ้าไป เขาจะต้อนรับที่ห้องรับแขกและนำน้ำมาให้ดื่ม วันนั้นก็คงเป็นเช่นเดียวกัน และเป็นเรื่องบังเอิญโดยแท้ หญิงรับใช้ไปตลอดยังไม่กลับ ธิดาช่างทองจึงนำน้ำมาเอง พอนางเดินเข้ามาเท่านั้น ท่านเอย! ข้าพเจ้าถึงกับตะลึงพรึงเพริด มหาดเล็กทำสัญญาณตามที่นัดหมายกันไว้เป็นเชิงบอกให้รู้ว่านี่คือธิดาช่างทองคนสวยละ นางเป็นคนสวยจริงๆ สวยอย่างที่สตรีในวังของข้าพเจ้าเทียบมิได้เลย เสมือนนางได้เก็บเอาความงามของสตรีมากหลายมารวมอยู่ที่เธอเพียงคนเดียว

รูปร่างของเธอไม่สูงเกิน ไม่ต่ำเกิน ไม่ขาวเกิน และไม่ดำเกิน มีผมดำเป็นเงางาม เป็นคลื่นน้อยๆ แวดวงใบหน้าอันผุดผาดเปล่งปลั่ง เหมือนมีรัศมีประดุจดวงจันทร์โผล่จากกลีบเมฆ คิ้วของเธอดกดำและโก่ง ริมฝีปากแดงเรื่อสดใสดูสะอาด ฟันเรียบสนิทแววราวรุ่งเรือง เมื่อเธอเปิดปากพูดทำให้ใจผ่องใสลืมทุกข์ เสียงไพเราะกังวาลหวาน ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินเสียงนกการเวก เคยได้ยินเขาชมกันว่าไพเราะยิ่งนัก ถ้าเสียงของมันไพเราะเพียงครึ่งหนึ่งของเสียงเธอผู้นี้ ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่าไพเราะจริง ลำแขนอ่อนช้อยเหมือนวงช้างเมื่อเยื้องกราย อาการของเธอเหมือนเนื้อสาว เมื่อเธอมองอย่างละอายก็เหมือนเนื้อทรายที่ตื่นไพร เครื่องแต่งกายของเธองามโชติช่วง ปลิวสะบัดดังสายฟ้าแลบในอากาศ เมื่อเธอย่างเข้ามาในห้องกลิ่นหอมอบอวลตามเข้ามา ประดุจเธอนำเอาป่า ซึ่งมีดอกไม้บานในฤดูร้อนตามเข้ามาด้วย มองดูนิ้วของเธอเมื่อวางภาชนะน้ำลง ข้าพเจ้าต้องซาบซ่านใจ เพราะนิ้วของเธอเรียวงามวิจิตรเล็บสีชมพูอ่อน ข้าพเจ้ามิได้สนใจกับภาชนะน้ำเลย ความสนใจทั้งหมดไปรวมกันอยู่ที่ร่างธิดาช่างทองผู้เฉิดฉาย

“ขอโทษด้วยที่ปล่อยให้ท่านนั่งอยู่นานไปหน่อย” คำแรกที่นางพูด ยิ้มละไม หน้าระรื่น มองเห็นลักยิ้มบุ๋มที่พวงแก้มทั้งสอง “พระราชกุมารเจ้าของปิ่นปักพระเกศาทรงพระสำราญดีหรือ พระองค์จะทรงจะต้องการเร็วไหม?” นางพูดกับมหาดเล็กของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั่งตัวแข็งเหมือนรูปศิลา

“ขอบใจแทนพระราชกุมาร” มหาดเล็กกล่าวตอบ “พระองค์ทรงพระสำราญดี ปิ่นปักพระเกศาไม่ทรงรีบร้อนนัก ขอให้ท่านและบิดาของท่านทำตามสบาย ขอแต่ให้ประณีตที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ขอแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนของข้าพเจ้าเสียก่อน” แล้วมหาเล็กก็หันหน้ามาทางข้าพเจ้าพร้อมด้วยพูดว่า “นี่คือ สุรนันทะ เพื่อของข้าพเจ้า บางทีในโอกาสต่อไป ข้าพเจ้าติดธุระมาไม่ได้เพื่อนคนนี้คงจะมาแทน” มหาดเล็กพูดแล้วยิ้มอย่างชอบใจ นางพนมมือไหว้ ข้าพเจ้าเกือบลืมไหว้ตอบ เพราะมัวแต่มองนางอย่างเพลิดเพลิน

ข้าพเจ้าสนทนากับนางไม่สู้จะสนิทนัก เพราะรู้สึกละอายใจตนเองที่มองนางอย่างลืมตัว ถึงกระนั้นก็พอเป็นแนวทางสำหรับในวันหน้าได้ นางลุกไปเอาปิ่นปักผมซึ่งทำไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วมาให้ดู ปิ่นปักผมเป็นที่สนใจของข้าพเจ้าเป็นที่สุดแล้ว ข้าพเจ้าบอกท่านไว้แล้วว่าข้าพเจ้าชอบสั่งให้ทำปิ่นปักผมแบบแปลกๆ แต่ความสนใจในปิ่นปักผมทั้งหมดรวมกัน ก็ยังไม่ได้ครึ่งแห่งความสนใจที่ข้าพเจ้ามีต่อนางงามผู้ทำปิ่นคนนั้น

“ท่านทำปิ่นปักผมได้สวยงาม พระราชกุมารคงพอพระทัย” ข้าพเจ้าพูดเมื่อพลิกปิ่นดูอยู่ครู่หนึ่ง นางยิ้มอย่างเอียงอาย แต่มันมีความหมายบาดลึกลงไปในหัวใจของข้าพเจ้า

ถ้าความรักเมื่อแรกพบมีอยู่จริง ข้าพเจ้าก็รักนางแล้วเมื่อแรกเห็น จะเป็นการเร็วเกินไปไหมท่านที่จะกล่าวดังนี้ ถ้าความรักทำให้คนกระวนกระวาย บัดนี้ข้าพเจ้าก็กระวนกระวายแล้ว ถ้าความรักทำให้คนซึมเซา ข้าพเจ้าก็ซึมเซาแล้ว ถ้าความรักทำให้คนลืมอะไรๆ ง่ายๆ นอกจากอย่างเดียวที่เขาไม่ลืม คือดวงหน้าและกิริยาพาทีของคนที่รัก บัดนี้ข้าพเจ้าก็เป็นอย่างนั้นแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้จะปฏิเสธว่าข้าพเจ้ามิได้รักนางได้ไฉน ดวงตาอันแจ่มแววของเธอได้สลักรอยรักไว้ในดวงใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากลับด้วยความอาลัยอาวรณ์เป็นที่ยิ่ง พร้อมด้วยภาพความงามของธิดาช่างทองติดตาไปด้วย

คืนนั้น ข้าพเจ้านอนตื่นตาอยู่ตลอดเวลา กระสับกระส่ายกระวนกระวายด้วยแรงรักเข้ารัดรึง เพียงพบครั้งแรกเท่านั้น ข้าพเจ้าก็ตกเป็นเหยื่อของอนงเทพแล้วอย่างยากที่จะถอน

ท่านคงอยากชื่อของนางบ้างกระมัง? นางชื่อวิมลมาน ผู้มีดวงใจไร้มลทิน นางช่างสมชื่อเสียจริงๆ จะหาสิ่งที่ควรตำหนิมิได้เลย นามนี้ วิมลมาน ในความรู้สึกของข้าพเจ้า ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะอ่อนหวาน เป็นที่ตั้งแห่งความบันเทิงจิตยิ่งกว่าภาษากวี และดนตรีที่ไพเราะทั้งหมดในโลกนี้รวมกัน

ข้าพเจ้าคำนึงถึงคำพูดของนางที่ถามว่า “พระราชกุมารเจ้าของปิ่นปักพระเกศา ทรงพระสำราญดีอยู่หรือ” แล้วให้รู้สึกภูมิใจเสียวซ่าน และระทึกใจเสียนี่กระไร ใครบ้างจะไม่ภาคภูมิเมื่อหญิงงามถึงปานนั้นถามถึงตนและถามต่อหน้าเจ้าของชื่อ โดยที่ผู้ถามมิได้รู้จักตัวข้าพเจ้า นอนคำนึงถึงเธอจนอรุณจวนจะเบิกฟ้า แสงเงินเริ่มฉายฉาบทาบตึกสีขาวอันเป็นที่พำนักของข้าพเจ้า ธรรมชาติยังคงนิทราสนิท แต่ข้าพเจ้าเป็นผู้ตื่น… ตื่นอยู่ตลอดราตรี เปิดหน้าต่างมองออกไปภายนอกเห็นมะลิแลพุดซ้อนยืนต้นสงบนิ่งเรียงรายดอกสีขาวโพลนของมัน ต้องกระแสลมอ่อนเมื่อรุ่งอรุณแล้วอ่อนไหวน้อยๆ เสมือนต้อนรับการจุมพิตจากแสงทอง กลิ่นของมันขจายขจรตามกระแสลมพริ้วเข้ากระทบฆานประสาท หอมยวนใจให้เพ้อฝัน… ฝันถึงดรุณีน้อยผู้มีนามวิมลมาน ความงามแห่งสีพุดซ้อนและกลิ่นอันหอมหวานของมะลิ จะพอเทียบได้กับความงามและความอ่อนหวานแห่งใบหน้านางได้ละหรือ? ทำไมนะท่าน ธรรมชาติจึงสร้างคนบางคนมาให้งามเลิศลอยฟ้า แต่สร้างบางคนมาให้ขี้ริ้วขี้เหร่ จนมองหาความงามในเรือนร่างมิได้เลยแม้สักแห่งเดียว ท่านพอจะทราบข้อลี้ลับเรื่องนี้อยู่บ้างหรือ?”

“ราชกุมาร!” พระอานนท์ตอบ “ถ้าถือพระมติแห่งพระศาสดาของข้าพเจ้า พระองค์ตรัสว่า ความมีผิวพรรณดี ความมีเสียงไพเราะ ความมีสัณฐานรูปร่างสมส่วน ความเป็นคนมีรูปงามมองดูไม่จืดไม่น่าเบื่อหน่าย เหล่านี้ได้มาด้วยบุญทั้งสิ้น”

“ถ้าอย่างนั้น” พระราชกุมารมีแววพระเนตรราวด้วยปีติ “ธิดาช่างทองซึ่งข้าพเจ้าหลงรักคงเป็นผู้เคยสั่งสมบุญมามากมิใช่น้อย”

“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น” พระพุทธอนุชารับ

พระราชกุมารทรงเล่าต่อไป รวมความว่าข้าพเจ้ารักนาง ความรักซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ข้าพเจ้าจะทำประการใดดี เหมือนคนไม่เคยเดินป่าไม่รู้จักทิศทาง ข้าพเจ้าควรจะบอกนางตามเป็นจริงว่า สุรนันทะนั้นที่แท้คือพระราชกุมารเจ้าของปิ่นปักผม หรือควรจะปกปิดไว้ก่อน แสดงตนเป็นสุรนันทะสหายของมหาดเล็กต่อไป ข้าพเจ้าตรองเรื่องนี้อยู่เป็นเวลานานสำหรับคนที่อยู่ในห้วงรัก เรื่องที่เกี่ยวกับคนรักย่อมเป็นปัญหาใหญ่เสมอ แต่ในที่สุดข้าพเจ้าตกลงใจว่าควรจะแสดงตนเป็นสุรนันทะไปก่อนจะดีกว่า และดูเหมือนจะสนุกดีด้วย มหาดเล็กคนนั้นเห็นอาการของข้าพเจ้าแล้วก็ยิ้มอยู่ในหน้า แต่ไม่กล้าพูดอะไรเป็นเชิงเย้าหยอก เพราะเขารู้จักฐานะของเขาดี

หลังจากนั้นแล้ว ข้าพเจ้าไปหาเธออีกเสมอ ไปในนามมหาดเล็กของเจ้าชาย ในระยะนั้นเจ้าชายรับสั่งทำปิ่นปักพระเกศาอันแล้วอันเล่ามิจบสิ้นลงได้ และทุกครั้งที่ข้าพเจ้าไปหานาง ข้าพเจ้ามักจะมีของเล็กๆ น้อยๆ ติดมือไปด้วยเสมอ ทั้งนี้เพราะโบราณย่อมว่า

ไปหาขุนศาล ตุลาการ ๑ ไปหาครู อาจารย์ ๑ ไปหามารดา หรือบิดาของสตรีที่ตนใคร่ ๑ ไม่ควรไปมือเปล่า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีของไปฝากนางบ้าง สำหรับของฝากนั้น เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนที่ฐานะอย่างข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็ระมัดระวังมิให้ของนั้นดีเกินไป เพื่อป้องกันมิให้นางสงสัยในฐานะมหาดเล็กของข้าพเจ้า รู้สึกนางและมารดาของนางรับด้วยความยินดี เมื่อทราบว่าข้าพเจ้าให้ด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง และก็เป็นธรรมดาของผู้มีน้ำใจงาม เมื่อได้รับเสมอๆ ก็ย่อมให้ตอบแทนบ้าง นางเคยให้ผ้าเช็ดหน้าฉลุลายอย่างงดงามประณีตแก่ข้าพเจ้า เมื่อยามหลงอะไรๆ ก็ช่างดีไปหมด ข้าพเจ้าจุมพิตผ้าเช็ดหน้าอย่างถนอม พร้อมด้วยน้อมคะนึงถึงเจ้าของผู้งามเฉิด

เย็นวันหนึ่งขณะข้าพเจ้าไปหานางอย่างเคย ข้าพเจ้าเปรยขึ้นว่า ข้าพเจ้าได้ทราบถึงความงามความพึงพิศแห่งสวนและสระโบกขรณีหลังเคหาสน์แห่งช่างทอง แต่ไม่เคยทัศนาด้วยตนเองเลย ทำไฉนข้าพเจ้าจะโชคดีได้เห็นสวนและสระนั้น นางผู้ไม่รังเกียจที่จะคบข้าพเจ้าตอบว่า เป็นไรไป เมื่อข้าพเจ้าปรารถนาเช่นนั้น นางรู้จะพาไปชม

เราทั้งสองหมายถึงเธอและข้าพเจ้า เวลานี้ดูเหมือนจะเข้าใจในความลี้ลับในดวงจิตของกันและกันแล้ว เธอได้นำข้าพเจ้าเข้าสู่สวนซึ่งอบอวลด้วยกลิ่นดอกไม้นานาพันธุ์และประดับตกแต่งอย่างสวยงาม มีสระโบกขรณีที่มีน้ำใสบัวบานสะพรั่ง ชูดอกสล้างดูงามตาน่าชม เราหยุดนั่งที่ม้าหินอ่อนตัวหนึ่ง ดูแมลงภู่บินร่อนฉวัดเฉวียนเวียนชมเกสรอุบลด้วยความเพลินใจ สายลมรำเพยแผ่วหอบเอากลิ่นน้ำและกลิ่นมาลี คละเคล้าด้วยกลิ่นสไบนาง หอมหวนยวนจิตให้คะนึงถึงความสุขสราญในยามนั้น ตะวันรอนยอแสงสีเมฆม่วงสลับฟ้า และเป็นรูปต่างๆ น่าทัศนา ประกอบด้วยมีนางงามเฉิดอยู่เคียง ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนฝันไปและไม่คิดว่าใครจะมีความสุขความภาคภูมิยิ่งไปกว่าข้าพเจ้า ความจริงความสุขนั้นอยู่ที่คุณภาพมิใช่ปริมาณ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ มนุษย์ก็มีความสุขได้ทัดเทียมกัน

“สวนและสระนี้ พอจะดูได้ไหม?” วิมลมานถามขึ้น ชายตามองข้าพเจ้าเพียงเล็กน้อย

“สวยมากทีเดียว” ข้าพเจ้าตอบ “แต่ทั้งความงามของสระและพันธุ์ไม้ทุกชนิดรวมกันยังสวยไม่เท่าวิมลมาน ผู้มีดวงใจไร้มลทิน” ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าคำนี้ออกมาได้อย่างไร

ธิดาช่างทองขยับกายเล็กน้อย แต่มีรอยยิ้มที่อ่อนหวานผุดขึ้นที่ริมฝีปาก มันช่วยปลอบให้ข้าพเจ้าหายระทึกใจ

“คนชาววังเขาพูดกันอย่างนี้หรือ?” นางพูดพร้อมด้วยใช้นิ้วอันเรียวงามกรีดผ้าพันคอด้วยความขวนอาย

“ข้าพเจ้าอยู่ในวังมาช้านานไม่เคยพูดคำนี้กับใครเลย ท่านเป็นคนแรกที่ได้ยินคำนี้” ข้าพเจ้าตอบนางด้วยความจริงใจ

“ทำไมผู้ชายจึงชอบชมแต่ความงามของผู้หญิงไม่เห็นชมอย่างอื่นเลย ผู้หญิงเกิดมางามอย่างเดียวก็เห็นจะพอแล้วกระมัง?” นางพูดยังก้มหน้าดูพื้นดินที่ปกคลุมด้วยต้นหญ้าสีงาม

“อย่างท่านนี้” ข้าพเจ้าใจกล้าขึ้นมาบ้างแล้ว “มิเพียงแต่รูปงามนามเพราะอย่างเดียวเท่านั้น แต่ใจยังบริสุทธิ์สะอาด และกิริยาน่ารักอีกด้วย”

“ถ้าความสุขของท่านอยู่ที่ได้ชมข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยินดีให้ท่านชมอยู่ตลอดไป ข้าพเจ้าเคยทราบจากบิดาว่าการหยิบยื่นความสุขให้ผู้อื่น ความสุขนั้นย่อมสะท้อนกลับมาหาผู้ให้ การให้ทุกข์แก่ผู้อื่นก็เช่นกัน” ธิดาช่างทองพูดค่อนข้างตะกุกตะกัก แต่ยังมีน้ำเสียงไพเราะ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ ทำให้ดูงามสดใสยิ่งขึ้น

ข้าพเจ้ายังมิทันได้ตอบประการใด เสียงนกชนิดหนึ่งร้องดังขึ้นจากพุ่มไม้หลังม้าหินอ่อนที่เรานั่ง นางตกใจเผลอตัวขยับกายเข้าเบียดชิดข้าพเจ้า พอดีลมกระโชกมาอย่างแรง ชายผ้าพันคอผืนน้อยที่นางใช้ปลิวมาพันคอข้าพเจ้า เกศาของนางฟูกระจายด้วยแรงลมมากระทบใบหน้าและฆานประสาท เมื่อนางได้สติรู้สึกตัวแล้วจึงถอยห่างออกไป แต่ดูยังมีอาการตกใจอยู่เล็กน้อย ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนต้องละอองฝนในคิมหฤดู

“นกตัวนี้คงเป็นตัวผู้” ข้าพเจ้าเปรยขึ้น

“ทำไมท่านรู้ มันช่างโหดร้ายเสียจริง ทำให้ตกใจเล่นได้” นางตอบแล้วยิ้มเหมือนขันตัวเอง

มันคงสงสารข้าพเจ้า ที่จิตใจกระวนกระวายอยากนั่งใกล้ชิดท่านมาเป็นเวลานานแล้ว มันคงรู้ถึงความรู้สึกของข้าพเจ้าจึงช่วยเหลือ แม้จะเพียงเล็กน้อยและชั่วระยะเวลาอันสั้นก็ยังดี เหมือนฟ้าแลบเพียงแวบเดียวก็พอมองเห็นทาง”

นางลุกขึ้นพร้อมด้วยพูดว่า “ข้าพเจ้าไม่อยากจะเชื่อท่านแล้ว พูดหวานเกินไป เดี๋ยวพอกลับไปถึงวังก็ลืมนึกถึงธิดาช่างทอง ผู้ชายชาววังก็มักจะพูดไพเราะแต่ต่อหน้า”.

ติดตามตอนต่อไป ตอนที่ ๓๒ ในคราวหน้า .︷‧:✿ … ข้อคิดมุมมองเพื่อความเข้าใจในชีวิตธรรมะดีๆ ที่หามาให้อ่านจาก…. ชินวํโสภิกขุพระนักศึกษาพระบาฬีมหาบาลีโพธิยาลัยเพื่อพระไตฤรปิฎก วัดจากแดง ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ธรรมะสอนใจ ธรรมคือแสงสว่างนำทางชีวิต จาก… ธรรมจักร :: พระอานนท์พุทธอานุชา (วศิน อินทสระ)


เรื่องในหมวดเดียวกัน