แก่นพุทธศาสนา

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่
เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ถากเอาแก่นถือไป รู้จักว่าแก่น บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ รู้จักแก่น รู้จักกระพี้ รู้จักเปลือก รู้จักสะเก็ด รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ถากเอาแก่นถือไป รู้จักว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักสำเร็จประโยชน์แก่เขา ฉันใด, กุลบุตรบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ.

เขาบวชอย่างนี้แล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ.

เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังความถึงพร้อมแห่งสมาธิให้สำเร็จ.

เขามีความยินดีด้วยความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธิอันนั้น เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาทเพราะความถึงพร้อมแห่งสมาธินั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังญาณทัสสนะให้สำเร็จ.

เขามีความยินดีด้วยญาณทัสสนะนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะญาณทัสสนะนั้น เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะญาณทัสสะนะนั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังสมะยะวิโมกข์(หลุดพ้นโดยสมัย)ให้สำเร็จ. ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อที่ภิกษุนั้นจะพึงเสื่อมจากสมะยะวิมุตินั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้.

ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์(พุทธศาสนา)นี้ มิใช่ความถึงพร้อมด้วยลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเป็นอานิสงส์ มิใช่ความถึงพร้อมด้วยศีลเป็นอานิสงส์ มิใช่ความถึงพร้อมด้วยสมาธิเป็นอานิสงส์ มิใช่ความถึงพร้อมด้วยญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ก็จิตหลุดพ้นที่ไม่กลับกำเริบอันใด, พุทธศาสนานี้ มีความหลุดพ้นแห่งจิตนั่นแหละเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีความหลุดพ้นแห่งจิตนั่นแหละเป็นแก่นสาร มีความหลุดพ้นแห่งจิตนั่นแหละเป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์.

อ้างอิง ไตร. บาลี มูล. ม. ๑๒ / ๒๕๖- / ๓๕๒. อริย. ๔๘๙.