พุทธแท้ มีอยู่ แต่การถึงพุทธแท้นั้น ไม่ใช่ด้วยการศึกษาประวัติศาสตร์ แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาสิ่งที่บุคคลต้องการจะรู้

“พุทธแท้” นั้น ต้องเข้าถึงด้วยการปฏิบัติ ตามศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้มรรคมีองค์ ๘ ประชุมพร้อมบริบูรณ์

ถ้าเรารู้ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมันเป็นของปลอม ของเก๊ ของไม่แท้” นั่นก็หมายความว่า “เราได้รู้จักของจริงมาแล้ว ได้เรียนรู้มาแล้วว่าของจริงมันเป็นอย่างไร ต่างจากของปลอม อย่างไร”

ถ้าเรายังไม่ได้เรียนรู้ ว่าของจริงมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะไปรู้ว่าสิ่งนั้น ๆ มันเป็นของปลอม ของเทียม ของเก๊ ได้อย่างไร ? เมื่อไม่รู้อย่างแท้จริง บุคคลก็อาจตัดสินความ เป็นของแท้ หรือของเทียมผิดพลาด ตัดสินแบบเดาสุ่ม ตัดสินตามความเห็นของตนเอง คือตนเองชอบ หรือเห็นด้วยกับสิ่งใด ก็จะตัดสินว่าสิ่งนั้นเป็นของแท้ ถ้าไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งใด ก็จะตัดสินว่าสิ่งนั้นเป็นของเทียม ของปลอม… เป็นต้น

“ของแท้” ยังไงมันก็เป็นของแท้อยู่วันยังค่ำ ไม่อาจจะกลายเป็นของปลอม ไปได้…ฯ เหมือน “ทองแท้” มันก็คงความเป็นทองอยู่ร่ำไป ไม่อาจจะกลายเป็นตะกั่วไปได้… พุทธแท้ ก็เช่นเดียวกัน …ฯ

การจะเข้าถึง หรือจะค้นหาว่า อะไรเป็น “พุทธแท้” หรือเป็น “พุทธเทียม” มี ๒ วิธี คือ

๑. มีความศรัทธาในพระพุทธเจ้าก่อน (ตถาคตโพธิสัทธา) ถ้าปัญญาของบุคคลยังไม่เทียบเท่าพระสารีบุตร ยังไงก็ต้องตั้งศรัทธาไว้ก่อน เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไว้ก่อน เพราะการเชื่อ จะนำบุคคลไปสู่การรับฟังธรรม ไปศึกษาธรรม ไปปฏิบัติซึ่งธรรม,,,,นั่นแหละจะเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้เข้าถึงความเป็นพุทธแท้…เหมือนพระปัญจวัคคีย์ ซึ่งตอนแรกไม่เชื่อในการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า…พระพุทธเจ้าต้องตรัสสำทับไปหลายครั้งว่า คำพูดเช่นนี้ ว่า “เราได้ตรัสรู้ ได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว” เคยตรัสกับพวกท่านบ้างไหม…จนในที่สุดพระปัญจวัคคีย์ ยอมรับการตรัสรู้ของพระองค์และนั่งลงฟังพระธรรม

๒. มีการประพฤติปฏิบัติ จนได้บรรลุอริยมรรค อริยผล เมื่อได้บรรลุแล้ว ก็จัดว่าเป็นผู้ได้เข้าถึงความเป็นพุทธแท้ อย่างแท้จริง เหมือนกับท่านปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เมื่อได้ฟังธรรม ได้ปฏิบัติในธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสสอนแล้ว ก็ได้บรรลุอริยมรรค อริยผลตามลำดับ….

เพราะฉะนั้น ถ้าขาดศรัทธา ขาดการศึกษาและปฏิบัติอย่างถูกต้อง บุคคลย่อมไม่เข้าถึงความเป็นพุทธแท้…

“พุทธแท้” คำว่า “พุทธ” แปลว่า การรู้, ผู้รู้ หรือแปลว่า “รู้แล้ว” ถามว่า “รู้อะไร?” ตอบว่า รู้ในอริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง และได้ทำกิจในอริยสัจจ์ ๔ นั้น อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว คือ…
– รู้ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ตามความเป็นจริง (สัจจญาณ)
– รู้กิจที่จะต้องทำต่อ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคนั้น (กิจจญาณ)
– ได้ทำกิจที่จะต้องทำต่อ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้ว ( กตญาณ)

อย่างไรก็ตามโดยวิสัยแห่งสัตว์โลก บุคคลย่อมไม่เท่าเทียมกัน ย่อมยิ่งหย่อนกว่ากัน หรือแตกต่างกันด้วยอำนาจแห่งอัชฌาศัย ด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ฉะนั้น บุคคลจึงถูกจัดแบ่งออกเป็น ๔ เหล่า เหมือนดอกบัว ๔ ชนิด คือ
๑. อุคฆฏิตัญญู เป็นผู้ที่มีปัญญาแก่กล้า สามารถบรรลุธรรมได้ด้วยเพียงแค่ได้ฟังอุทเทส (หัวข้อ) ประดุจดอกบัวที่พ้นจากน้ำ รอเพียงแสงอาทิตย์ถูกต้องก็จะเบ่งบานได้ทันที
๒. วิปปจิตัญญู เป็นผู้มีปัญญาพอสมควร สามารถบรรลุธรรมได้ด้วยเพียงการยกนิทเทส (ขยายหัวข้อ) ขึ้นแสดง ประดุจดอกบัวที่ปริ่มน้ำ รอวันรุ่งขึ้น ก็จะพ้นน้ำ
๓. เนยยะ เป็นผู้ที่พอจะแนะนำได้ สั่งสอนได้ สามารถบรรลุธรรมได้ ด้วยการขยายนิทเทสให้พิสดารออกไปอีก ประดุจดอกบัวที่อยู่กลาง ๆ น้ำ รอวัดถัดไปอีกไม่กี่วันก็จะโผล่พ้นน้ำ
๔. ปทปรมะ คือผู้ที่มีบทอย่างยิ่ง หมายความว่า จะยกอุทเทส นิทเทส หรือยกบทต่าง ๆ มากมาย มาอธิบายแล้วก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมได้ ประดุจบัวที่ติดอยู่กับโคลนตม ย่อมเป็นภักษาของปลาและเต่า ฉะนั้น ….ฯ

แม้บุคคล ไม่ได้มีปัญญาที่สามารถที่จะบรรลุคุณธรรมวิเสส มี ฌาน อภิญญา มรรค ผล ได้ แต่เมื่อมีศรัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็จัดได้ว่าได้สั่งสมบุญกุศลอันยิ่งใหญ่นักหนา… แม้การปฏิบัติ ยังถูกทางบ้าง ไม่ถูกทางบ้าง ก็ยังถือว่ามีความตั้งใจที่จะเดินให้ถูกทาง… ท่านอุปมาว่า “ปุถุชนย่อมเป็นเหมือนบุคคลผู้ตาบอด บางครั้งอาจจะเดินถูกทางบ้าง บางครั้งอาจจะเดินผิดทางบ้าง แต่ก็ยังดีที่ได้ก้าวเดิน เมื่อได้ศึกษาข้อผิดพลาดนำมาเป็นบทเรียนแล้ว ต่อไปก็อาจจะเป็นผู้เดินได้ถูกทางไปตลอด” เหมือนพระพุทธองค์ก่อนที่จะได้ทรงตรัสรู้ ก็เคยลองผิดลองถูกมาเช่นเดียวกัน…

*** การศึกษาพระไตรปิฎก อรรถกา…ให้ครบถ้วน แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง…จะเป็นเครื่องนำทาง จะเป็นเครื่องตัดสินว่า “อันไหนเป็นพุทธแท้ อันไหนเป็นพุทธเทียม”

“พุทธแท้” มีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับเราเท่านั้นว่า “จะค้นพบพุทธแท้ เมื่อไร”
“โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ, โส มํ ปสฺสติ. โย มํ ปสฺสติ, โส ธมฺมํ ปสฺสติ.”
(ดูก่อนวักกลิ ผู้ใด เห็นธรรม, ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้น ชื่อว่า เห็นธรรม)

VeeZa
23 กุมภาพันธ์ 2560