#พูดไทยเข้าใจบาลี (10) 
——————

“เผด็จ”

เคยถามนักเรียนบาลีรุ่นใหม่ว่า เวลาแปลธรรมบทได้ใช้ “เผด็จ” บ้างหรือเปล่า

นักเรียนบาลีรุ่นใหม่งง

“เผด็จ” คืออะไร?

“เผด็จ” คือหนังสือ “ธัมมปทัฏฐกถา” แปลเป็นภาษาไทย

“ธัมมปทัฏฐกถา” คือคัมภีร์ชั้นอรรถกถา ต้นฉบับเป็นภาษาบาลี

นักเรียนบาลีเมื่อเรียนไวยากรณ์จนมีความรู้พื้นฐานพอสมควรแล้วก็จะต้องเรียนคัมภีร์ “ธัมมปทัฏฐกถา” เป็นลำดับต่อไป ที่เรียกกันว่า “แปลธรรมบท”

ในชั้นเรียน เน้นการแปลแบบ “ยกศัพท์” (ดูที่คำว่า “ยกศัพท์”)

หนังสือ “ธัมมปทัฏฐกถา” แปลเป็นภาษาไทยเป็นการแปลโดยอรรถ (ดูที่คำว่า “แปลโดยอรรถ”) คือแปลเอาความ อ่านแล้วรู้เรื่องทันทีว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร

เฉพาะวิชาแปลธรรมบท การแปลเอาความแบบนี้ในชั้นเรียนแทบจะไม่ได้สอนกัน ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ แปลธรรมบทในชั้นเรียนเป็นการแปลแบบยกศัพท์ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ อีก ๑ เปอร์เซ็นต์เป็นการแปลโดยอรรถ

อันนี้เป็นสภาพการเรียนสมัยผม แต่สมัยนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ หนังสือ “ธัมมปทัฏฐกถา” แปลเป็นภาษาไทยจึงไม่สู้จะอำนวยประโยชน์ให้นักเรียนมากนัก (ตามความเข้าใจเอาเองของนักเรียนส่วนมาก) เพราะไม่ได้บอกว่าบาลีคำไหนแปลเป็นไทยว่ากระไร พูดง่ายๆ ว่าจำเอาไปใช้แปลในชั้นเรียนไม่ได้ เพราะในชั้นเรียนแปลแบบ “ยกศัพท์” คือยกคำบาลีขึ้นมาคำหนึ่ง แปลเป็นไทยทีหนึ่ง แต่หนังสือ “ธัมมปทัฏฐกถา” แปลเป็นภาษาไทยมีแต่ภาษาไทยล้วนๆ เหมาะสำหรับอ่านเอาเรื่อง

สมัยผมเรียน นักเรียนส่วนมากใช้หนังสือ “ธัมมปทัฏฐกถา” แปลเป็นไทยในฐานะเป็น “คู่มือ” ไม่ใช่ “เครื่องมือ” อันจำเป็น คือจะเปิดอ่านก็ต่อเมื่อไม่เข้าใจข้อความบางตอนในต้นฉบับบาลีเท่านั้น แต่กระนั้นนักเรียนบาลีก็รู้จัก “ธัมมปทัฏฐกถา” แปลเป็นไทยกันทั้งนั้น

“ธัมมปทัฏฐกถา” แปลเป็นไทยที่นักเรียนบาลีรู้จักกันดีก็คือฉบับแปลของสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย (ที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า (“มหามกุฏ”)

“ธัมมปทัฏฐกถา” ฉบับแปลเป็นภาษาไทยนี่แหละที่เรานิยมเรียกรู้กันด้วยคำสั้นๆ ว่า “เผด็จ”

ถ้าพูดว่า “เผด็จ” ก็รู้กันทันทีว่าหมายถึงหนังสือ “ธัมมปทัฏฐกถา” แปลเป็นไทย

ทำไม “ธัมมปทัฏฐกถา” ฉบับแปลเป็นภาษาไทยจึงเรียกกันว่า “เผด็จ” ผมก็ยังไม่เคยได้ยินคำอธิบาย รู้แต่ว่าเรียกกันอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร จากรุ่นสู่รุ่น

“เผด็จ” อ่านว่า ผะ-เด็ด แปลว่า ตัด, ขจัด, ขาด

คำว่า “เผด็จการ” ก็มาจาก “เผด็จ” คำเดียวกันนี้

ผมสันนิษฐานเอาเองว่า การแปลธรรมบทในชั้นเรียนเป็นการแปลแบบยกศัพท์ และแปลโดยพยัญชนะ (ดูที่คำว่า “แปลโดยพยัญชนะ”) ซึ่งตามแบบแผนแล้วมีคำประกอบที่เรียกว่า “อายตนิบาต” รุงรังมาก เช่น “อันว่า” “ซึ่ง” สู่” “ทั้งหลาย” เป็นต้น แต่ “ธัมมปทัฏฐกถา” ฉบับแปลเป็นภาษาไทยตัดคำประกอบที่ว่านี้ออกหมด เก็บเอาแต่ใจความล้วนๆ

การแปลแบบ “ตัดคำประกอบออก” นี่แหละกระมังเป็นเหตุให้นักเรียนบาลีพากันเรียกด้วยคำไทยสั้นๆ ว่า “เผด็จ”

เพราะ “เผด็จ” แปลว่า “ตัด”

นี่สันนิษฐานเล่นๆ นะครับ ท่านผู้ใดรู้เหตุผลที่แท้จริงกรุณาบอกกล่าวสู่กันฟังก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

ถ้านักเรียนบาลีสมัยนี้ไม่รู้จักว่า “เผด็จ” คืออะไร ก็เป็นเรื่องน่าคิด

คือน่าคิดว่า ในเมื่อการเรียนบาลีในบ้านเมืองเราได้กระทำสืบต่อกันมาไม่ขาดสาย ก็แล้วทำไมคำว่า “เผด็จ” ที่นักเรียนบาลีรู้จักกันดีแต่มาแต่เก่าก่อนจึงมาขาดตอนสูญหายไปได้?

หรือจะเหมือนกับคำว่า “แกง” ที่คนเก่าเขาหมายถึง “กับข้าวทุกชนิด”

หลักฐานยังมีปรากฏในคำว่า “ข้าวหม้อแกงหม้อ”

เช่นกรณีที่ทางวัดมีงานบุญ วัดไม่ได้ตั้งโรงครัว จึงบอกบุญญาติโยมว่า ขอ “ข้าวหม้อแกงหม้อ” มาเลี้ยงคน

“ข้าวหม้อแกงหม้อ” หมายถึง ข้าวหม้อหนึ่ง และกับข้าวอะไรก็ได้อีกอย่างหนึ่ง แล้วแต่บ้านไหนสะดวกจะทำอะไรมา

แต่คนไทยรุ่นใหม่พากันเข้าใจว่า “แกง” หมายถึง กับข้าวประเภทที่เป็นนํ้า เช่น แกงจืด แกงเผ็ด แกงส้ม-แบบนี้เท่านั้น ไข่เจียว ผัดถั่ว น้ำพริก ปลาทู ต้มยำ ต้มโคลง ไม่ใช่ “แกง”

เกิดอะไรขึ้นในการศึกษา ถ่ายทอด สืบทอดวัฒนธรรมทางภาษา?

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒
๑๗:๔๐