#พูดไทยเข้าใจบาลี (5) 
——————

“วิเสสนะ”

คำนี้ลึกหน่อย แต่พอดีนึกขึ้นได้ก่อน ก็เลยเอามาพูดเสียเลย

“วิเสสนะ” อ่านว่า วิ-เส-สะ-นะ หมายถึงคำที่ทำหน้าที่แสดงลักษณะของคำนาม

ยกตัวอย่างจะเข้าใจได้ทันที เช่น –

อุจฺโจ รุกฺโข (อุด-โจ รุก-โข)

“อุจฺโจ” แปลว่า “สูง”
“รุกโข” แปลว่า “ต้นไม้”

“อุจฺโจ รุกฺโข” แปลว่า “ต้นไม้สูง”

“อุจฺโจ” นี่แหละคือ “วิเสสนะ” แสดงลักษณะของ “รุกฺโข” (ต้นไม้) ให้รู้ว่า ต้นไม้ “สูง”

เวลานักเรียนบาลีพูดกัน ก็จะพูดว่า “อุจฺโจ” เป็น “วิเสสนะ” ของ “รุกฺโข” หรือพูดลัดๆ ว่า “อุจฺโจ วิเสสนะ ของ รุกฺโข”

หลักสำคัญของ “วิเสสนะ” ก็คือ ต้องประกอบลิงค์ วจนะ วิภัตติ ให้เหมือนกับคำนามที่มันขยาย

“คำนามที่มันขยาย” นักเรียนบาลีเรียกกันว่า “นามที่เป็นเจ้าของ”

อย่างในตัวอย่าง – “อุจฺโจ รุกฺโข”
“อุจฺโจ” เป็น “วิเสสนะ” ของ “รุกฺโข”
“รุกฺโข” คือ “นามที่เป็นเจ้าของ” ของ “อุจฺโจ”

“รุกฺโข” รูปคำเดิมเป็น “รุกฺข” (รุก-ขะ) เป็นปุงลิงค์ (อย่าลืม-นึกถึงคำว่า “ลิงค์”) เป็นประธานในประโยค จึงต้องแจกด้วยปฐมาวิภัตติ

“ต้นไม้” ต้นเดียว จึงเป็นเอกวจนะ (เอกพจน์)

“รุกฺข” ปุงลิงค์ เอกวจนะ ปฐมาวิภัตติ จึงเปลี่ยนรูปเป็น “รุกฺโข” (นึกถึง “แบบแจก”)

“อุจฺโจ” รูปคำเดิมเป็น “อุจฺจ” (อุด-จะ) ประกอบลิงค์ วจนะ วิภัตติ ให้เหมือนกับคำนามที่มันขยาย ตามกฎของ “วิเสสนะ” จึงเปลี่ยนรูปเป็น “อุจฺโจ”

ง่ายๆ แค่นี้

จบ

………………..

แต่พอดีผมนึกถึง “บทแผ่เมตตาให้ตัวเอง” ที่มีอยู่ในหนังสือสวดมนต์ที่พิมพ์เผยแพร่กันทั่วไป ก็เลยจะขออนุญาตขยายความต่ออีกเล็กน้อย

โปรดดูภาพประกอบ

“บทแผ่เมตตาให้ตัวเอง” เฉพาะคำบาลี เขียนแบบบาลีเป็นดังนี้ –

อหํ สุขิโต โหมิ,
นิทฺทุกฺโข โหมิ,
อเวโร โหมิ,
อพฺยาปชฺโฌ โหมิ,
อนีโฆ โหมิ,
สุขี อตฺตานํ ปริหรามิ.

เขียนแบบคำอ่านเป็นดังนี้ –

อะหัง สุขิโต โหมิ,
นิททุกโข โหมิ,
อะเวโร โหมิ,
อัพ๎ยาปัชโฌ โหมิ,
อะนีโฆ โหมิ,
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ.

โปรดใช้ความรู้เรื่องลิงค์ วจนะ วิภัตติ เท่าที่พอมีอยู่-รวมทั้งเรื่อง “วิเสสนะ” ที่เพิ่งอ่านจบ-เป็นเครื่องมือในการพิจารณา

จะเห็นได้ว่า สุขิโต, นิทฺทุกฺโข, อเวโร, อพฺยาปชฺโฌ, อนีโฆ ล้วนเป็นรูปคำปุงลิงค์ (โปรดนึกถึงคำว่า “ปุริโส” ใน “แบบแจก”)

ประธานในประโยค คือ “อหํ” (อะ-หัง) แปลว่า “ข้าพเจ้า”

บ่งบอกให้รู้ว่า “ข้าพเจ้า” ในที่นี้เป็นปุงลิงค์ คือผู้พูดเป็นผู้ชาย

ถ้าผู้แผ่เมตตาให้ตัวเองเป็นผู้ชาย ก็ไม่มีปัญหา ว่าตามนี้ได้เลย

แต่ถ้าผู้แผ่เมตตาให้ตัวเองเป็นผู้หญิง จะว่าอย่างไร?

ตรงนี้แหละ จะเห็นประโยชน์ของการเรียนรู้หลักบาลี

ถ้าผู้แผ่เมตตาให้ตัวเองเป็นผู้หญิง ก็ต้องเปลี่ยนบท “วิเสสนะ” ให้เป็นคำเพศหญิง ตามกฎของ “วิเสสนะ” ที่ว่า “ต้องประกอบลิงค์ วจนะ วิภัตติ ให้เหมือนกับคำนามที่มันขยาย”

“คำนามที่มันขยาย” ในที่นี้คือ “อหํ” ซึ่งในกรณีที่ผู้แผ่เมตตาให้ตัวเองเป็นผู้หญิง “อหํ” ก็เป็นอิตถีลิงค์ หมายถึง “ข้าพเจ้า” ที่เป็นผู้หญิง (โปรดเทียบกับ I ในภาษาอังกฤษ ที่ใช้เหมือนกันทั้งชายและหญิง)

เมื่อประธาน คือ “อหํ” เป็นอิตถีลิงค์ “วิเสสนะ” คือคำขยายประธานก็ต้องเป็นอิตถีลิงค์

“สุขิโต” เปลี่ยนเป็น “สุขิตา”

“นิทฺทุกฺโข” เปลี่ยนเป็น “นิทฺทุกฺขา”

“อเวโร” เปลี่ยนเป็น “อเวรา”

“อพฺยาปชฺโฌ” เปลี่ยนเป็น “อพฺยาปชฺฌา”

“อนีโฆ” เปลี่ยนเป็น “อนีฆา”

แต่หนังสือสวดมนต์ทุกสำนักที่พิมพ์เผยแพร่ ไม่มีสำนักไหนบอกให้เปลี่ยน

ผู้แผ่เมตตาให้ตัวเองเป็นผู้หญิง ก็ยังคงพูดว่า อหํ สุขิโต โหมิ นิทฺทุกฺโข … อเวโร … อพฺยาปชฺโฌ … อนีโฆ โหมิ .. เหมือนกับที่ผู้ชายพูด

พอเทียบได้กับ-ผู้หญิงใช้สรรพนามแทนตัวว่า “ผม” ใช้คำรับว่า “ครับ” – นั่นแหละ

พูดเล่นสนุกๆ ได้

แต่พูดจริง ผิดกาลเทศะ

“บทแผ่เมตตาให้ตัวเอง” เป็นบทที่ต้องพูดจริงครับ ไม่ใช่พูดเล่น

เวลานี้ สตรีที่นิยมสวดมนต์ตามหนังสือก็เลยสวดบทแผ่เมตตาให้ตัวเองของผู้ชายกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง

————-

จากเรื่องนี้ จะเห็นโทษอีกอย่างหนึ่งของการ “กางหนังสืออ่าน” แทนการสวดจากความจำ

เวลานี้มีผู้นิยม “กางหนังสืออ่าน” แต่เข้าใจ-และบอกแก่ใครๆ-ว่า ฉันสวดมนต์

“สวด” กับ “กางหนังสืออ่าน” เป็นการกระทำที่ต่างเจตนากัน

ปกติถ้าเราจะจดจำความรู้อะไรสักอย่าง เราก็จะตรวจสอบความถูกต้องก่อนว่าอย่างไรถูก อย่างไรผิด จนแน่ใจแล้วจึงจดจำไว้เป็นองค์ความรู้

ปฐมเหตุดั้งเดิมของการ “สวดมนต์” ก็คือทบทวนวิชาความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา

“มนต์” แปลตรงตัวว่า “วิชาความรู้”

“สวด” คำบาลีว่า “สชฺฌาย” (สัด-ชา-ยะ) ซึ่งแปลว่า การคิดนึกตรึกตรอง หมายถึงการใช้ความคิดทบทวนองค์ความรู้ต่างๆ วิธีที่นิยมกันมากคือ ทบทวนออกมาเป็นคำพูดดังๆ

การท่องบทอาขยานที่เด็กไทยรุ่นเก่าเคยทำกันมา นั่นคือ “สชฺฌาย” ทบทวนวิชาออกมาดังๆ

“สชฺฌาย” เราใช้อิงรูปคำสันสกฤตเป็น “สาธยาย” นี่แหละที่พูดเป็นคำไทยว่า “สวด”

“สวด” จึงเป็นการทบทวนจากความจำ

“กางหนังสืออ่าน” จึงไม่ใช่ “สวด”

แต่พูดอย่างนี้ก็จะขัดใจกัน เพราะปัจจุบันนี้ความอุตสาหะในการท่องจำของมนุษย์ทั่วไปหดหายไปเกือบหมดแล้ว

มีเหตุผลเป็นกระบุงที่จะยกขึ้นมาสนับสนุนว่า ไม่จำเป็นต้องท่องจำ

ที่นิยมอ้างกันก็คือ จะสวดด้วยวิธีไหนก็ได้บุญเหมือนกัน

และที่นิยมอ้างกันมากก็คือ-กางหนังสือสวดก็ยังดีกว่าไม่สวดอะไรเลย

แต่-ท่องให้จำได้ดีกว่ากางหนังสืออ่าน-ไม่เห็นมีใครอ้างบ้าง

ในเมื่อเรายอมรับกันเสียแล้วว่าทำได้ ใช้ได้เหมือนกัน ก็ต้องทำใจยอมรับความจริงว่า คนทุกวันนี้ฝากบทมนต์ไว้ในหนังสือ ฝากไว้ในเครื่องมือไฮเทค ไม่ได้เก็บไว้ในใจ

…………………

ผมมานึกดูสนุกๆ – เราคิดถึงใครสักคน ก็เพราะคนคนนั้นอยู่ในหัวใจเรา

ถ้ามนุษย์ฝากความทรงจำไว้ในเครื่องมือแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ต่อไป พ่อแม่จะคิดถึงลูก ก็ต้องไปเปิดเครื่องมือก่อนจึงจะคิดถึงได้

ลูกจะคิดถึงพ่อแม่ ก็ต้องไปเปิดเครื่องมือก่อน

สามีภรรยาจะคิดถึงกัน ก็ต้องไปเปิดเครื่องมือก่อน

หนุ่มสาวจะคิดถึงคู่รัก ก็ต้องไปเปิดเครื่องมือก่อน

เพื่อนฝูงจะคิดถึงกัน ก็ต้องไปเปิดเครื่องมือก่อน

ถ้าไม่เปิดเครื่องมือ ก็คิดถึงกันไม่ได้

เพราะในสมองมีแต่ความกลวง บรรจุอะไรลงไปไม่ได้เลย

คราวนี้จบแน่

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒
๑๑:๓๒