ศาสนาประจำชาติ
ทำไม ? เพื่อใคร?
โดย ดร.บรรจบ บรรณรุจิ ป.ธ.
อดีตเณรนาคหลวง ป.ธ.9 พ.ศ.2516

เมื่อก่อนผมไม่สนใจนักเรื่องการพูดว่า
“พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”
เพราะเห็นว่าไม่จำเป็น
เพราะพระพุทธศาสนาอยู่ในใจคนไทยอยู่แล้ว
แต่บัดนี้ชัดเจนแล้วว่า ผมคิดผิด
เพราะลืมไปว่าคนไทยไม่ได้เป็นชาวพุทธทั้งหมด
ยังมีคนต่างศาสนาอยู่ร่วมด้วย

ผมคิดผิดว่า
คนต่างศาสนาเขาจะอยู่ร่วมกับเราอย่างสันติ
แต่ไม่ใช่ เขา(คนบางศาสนาบางกลุ่ม)
อยู่อย่างพร้อมจะทำให้เราเจ็บปวด
ซึ่งก็ไม่โทษเขา แต่เราต้องรู้และปรับตัว
: ความอ่อนโยนและเอื้ออารีของเราที่เคยมีมานาน
บัดนี้อาจเป็นอันตรายที่มาทำร้ายเรา
หากเราใช้ไม่ถูกกาละเทศะ
จะกลายเป็นม้าอารีที่ถูกเบียด
จนต้องไปยืนข้างคอกหรือออกนอกคอกไป

อาการที่ชาวพุทธไทยถูกปฏิบัติอย่างม้าอารี
เกิดขึ้นแล้ว เมื่อก่อนยังคลุมเครือ
แต่จากนี้ไปค่อยๆชัดขึ้นๆ...
ทุกอย่างเป็นไปอย่างแนบเนีย
จนชาวพุทธไทย ราชการไทยสังเกตไม่ทัน
รู้ไม่ทัน หรืออาจจะรู้ แต่คิดว่าไม่เป็นไร
ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของชาวพุทธไทย
ที่มักปลงหรือปล่อยวางอย่างประมาท
แต่นี่คือ ความตายของชาวพุทธไทย
นี่คือ ความล่มสลายของพระพุทธศาสนาในเมืองไทย

พระพุทธศาสนาล่มสลายไม่ได้? ทำไม?
ในทัศนะส่วนตัว ผมขอตอบอย่างกำปั้นทุบดิน
ไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา
พระพุทธศาสนาคือศาสนาของผม
ศาสนาที่ผมและบรรพบุรุษไทยเคารพกราบไหว้มาแต่เกิด
ศาสนาที่ให้ชีวิตให้โอกาสคนอย่างผม
พระพุทธเจ้าคือพระศาสดาของผ
ผมกราบไหว้เหนือเกล้าจนไม่มีที่ว่างให้ศาสดาใด
ของศาสนาไหนมายิ่งใหญ่กว่าพระองค์ได้

นี่แหละคือเหตุผลแรก

ส่วนเหตุผลต่อมา ก็คือ
ผมสามารถอยู่ร่วมกับใครต่อใคร
ในสังคมได้อย่างมีความสุข
แม้จะต่างเชื้อชาติศาสนา
ก็เพราะคำสอนของพระศาสดาที่ว่า
ทุกชีวิตคือเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย
แล้วให้มีเมตตาต่อกันแบ่งปันกัน
แต่ในต่างศาสนาบางศาสนา
สอนให้แยกอยู่เฉพาะพวกตัวเอ
โดยแสดงลักษณะเฉพาะตนที่เรียกว่า
“อัตลักษณ์” ออกมา มองผิวเผินอาจดูดี
แต่นี่คือจงใจให้เกิดการแตกแยกว่า “พวกเรา-พวกเขา”
แล้วก็หวังผลอะไรต่อมิอะไรต่อไป
สุดท้ายก็คือ ผลักดันให้ศาสนาของพวกเขา
ก้าวขึ้นเป็นศาสนาประจำชาติ

ที่เขียนมานี้ก็เพื่อให้สติชาวพุทธไทย
ที่หลงคิดว่าตัวใจกว้าง
มองโลกสวยจากภาพลวงตาในนามว่า
“สมานฉันท์” แต่นั่นแท้จริงแล้ว คือ
“ความด้อยปัญญา”
เพราะสมานฉันท์ไม่สามารถเกิดได้จาก
“ไมตรีที่เห็นแก่ตัว”

ผมอยู่ในโลกสวยด้วยฝันและจินตนาการมานาน
แต่บัดนี้ผมออกจากโลกนั้นแล้ว
มาอยู่ในโลกที่ผมต้องรู้..
และต้องสู้เพื่อให้พระพุทธศาสนาอยู่ได้
แม้จะสายไปบ้างแล้วแต่ก็ยังดี
ดีกว่ายอมจำนนแบบหมดทางแก้ไ

หลายคนพยายามยับยั้งโดยอ้างว่า
“พระสงฆ์ทำตัวไม่เหมาะสม
สู้ไปก็เพื่อให้พระสงฆ์เสวยสุขเป็นอภิสิทธิ์ชน”
ผมยอมรับว่า มีบ้างพระสงฆ์ที่ทำตัวอย่างนั้น
แต่ผมไม่อาจมองข้ามพระสงฆ์ที่ดีไปได้
พระสงฆ์ที่อุทิศตัวให้พระศาสนา ทำงานให้สังคม
และปรารถนาให้ประเทศชาติสงบสุข ยังมีอีกมาก
เราต้องคิดถึงพระสงฆ์กลุ่มนี้ซึ่งมีมากทั่วแผ่นดิน
พระสงฆ์กลุ่มนี้แหละที่ไม่ทิ้งพวกผมเช่นกัน

ผมกับผองเพื่อนจะสู้กับสถานการณ์
การสู้ของพวกเราจะไม่มีความรุนแรง
จะไม่มีใครเลือดตกยางออก
แต่จุดหมายปลายทาง คือ
ทุกฝ่ายไม่ว่าคนศาสนาไหน
จะได้รับช่อดอกไม้ด้วยกัน
เพราะเราสู้เพื่อพระพุทธศาสนา
ศาสนาของพระพุทธเจ้า

พวกเราตกผลึกกันแล้วว่า
“พระพุทธศาสนาอยู่ได้ ทุกสถาบันอยู่รอด”
แต่ถ้าพระพุทธศาสนาอยู่ไม่ได้
ไม่มีสถาบันไหนรอด.

Cr: Banjob Bannaruji
Cr: ชุลีพร ช่วงรังษี

การรุกเงียบของมุสลิม
https://m.youtube.com/watch?feature=share&v=S5B3xmG4Wp4


เรื่องในหมวดเดียวกัน