ขยายความคำว่า “อัตลักษณ์”

อัตลักษณ์ หมายความว่าอย่างไร ?
อัตลักษณ์ มาจาก วิถีการดำรงชีวิต ของชาติพันธุ์ และ ชนเผ่า ไม่ว่าจะเป็นปกติสุข หรือจะอัตคัด ขัดสน การต่อสู้เพื่อความอยู่รอดภายใต้สิ่งแวดล้อมต่างๆกัน เป็นพื้นฐาน ของการสร้างนิสัย และพฤติกรรมให้มีความแตกต่างกัน
ไม่ว่า เป็นการแบ่งปันเอื้อเฟื้อต่อกัน อาจจะมีกฎเกณฑ์ไว้ว่าให้เอื้อเฟื้อเฉพาะพวกเดียวกัน หรือ ให้แก่ทุกๆคนไม่เลือกว่าเป็นพวกเดียวกันหรือไม่
หรือ เป็นการหลอกล่อ แย่งชิง ฆ่า ทำลาย เพื่อให้ได้มาสิ่งที่ตนขาดแคลน หรือ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการเพื่อยังชีพ หรือ เพื่ออำนาจเข้ายึดครองเป็นของตนแต่ผู้เดียว
อัตลักษณ์ มาจาก “วิธีคิด” ที่แตกต่างกันไป เช่นธุรกิจการเงิน การกู้เงินก็คือการเช่าเงิน ซึ่งผู้เช่าจะต้องจ่ายค่าเช่าเงินตามที่ตกลงกันเป็นค่าธรรมเนียมการเช่า ธนาคาร ทั่วไปเรียกว่า ดอกเบี้ย แต่ธนาคารอิสลามบอกว่าไม่ได้คิดตอกเบี้ย แต่ส่วนต่างที่ต้องจ่ายคืนนั้นได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว อาจจะเรียกว่าค่าบริการ หรือ กำไรก็แล้วแต่ “วิธีคิด” ตามที่ได้รับการถ่ายทอดกันมาปฏิบัติตามกันมา หรือ ตามที่ระบุไว้ในคำสอนทางศาสนา
อัตลักษณ์ มาจาก “นิสัย” ที่ได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ได้กลายมาเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี
อัตลักษณ์ มาจาก “ขนบธรรมเนียมประเพณี” ได้กลายเป็นตัวตนของชนเผ่า และ ชาติพันธุ์ แต่อาจจะเปลี่ยนแปลง ละลาย หรือสลายได้ตามกาลเวลา หรือ วัฒนธรรมใหม่เข้ามาแทรก
อัตลักษณ์ มาจาก “ขนบธรรมเนียมประเพณีจากคำสอนทางศาสนา” เป็น อัตลักษณ์ที่ แกร่ง จะไม่ยอมอ่อนตัว ไม่ยอมผสม ประสานกันผู้ใด
ข้อสังเกตุ อัตลักษณ์ทางศาสนา แม้จะเป็นศาสนาเดียวกันอาจจะ เป็นศัตรูกันได้เช่นกัน

จากข่าวที่เห็นกันในสื่อฯ จะเห็นว่า

๑.) ข่าว พ่อฆ่าลูกสาวเพราะว่าลูกสาวทำผิดประเพณี หรือข้อห้ามทางศาสนา ไม่ว่าจะท้องก่อนแต่งงาน หรือ ไปมีสัมพันธ์กับคนต่างศาสนา …………การฆ่านี้ถือว่าเป็นการกู้เกียรติให้กับครอบครัว
๒.) ถ้าเคยไปฮ่องกงจะได้เห็น ชาวจีนฮ่องกงที่มีการแข่งขันกันในการประกอบอาชีพสูงมาก แตกต่างกับ ชาวจีนในประเทศไทยที่อยู่อย่างสบายๆ ไม่เร่งร้อน ไม่แข่งขัน แย่งชิงกันอย่างเช่น พฤติกรรมของชาวจีนในฮ่องกง เรารับรู้ได้จากการบริการตั้งแต่สนามบินจนถึงที่พัก จากร้านอาหารก็จะรับรู้ได้ถึงคำว่างานที่ทำตามหน้าที่และงานที่ทำด้วย วิญญาณของนักบริการ ซึ่งเรื่องนี้เป็น อัตลักษณ์ อันโดดเด่นของไทยเป็นที่ยอมรับไปทั่ว
๓.) การแก้ไขปัญหา ด้วยระเบียบการปกครองที่เราเรียกว่า กฎหมายนั้น ประเทศอิสลามแก้ไขปัญหาด้วยความเด็ดขาด เช่น โทษขโมย จะถูกลงโทษด้วยการตัดมือ โทษของข้อกล่าวหาว่ามีชู้จะถูกพิพากษาลงโทษด้วยการขว้างก้อนหินจนตาย
น่าสังเกตว่า … ความเฉียบขาดนี้ดูว่าจะดีต่อความสงบในสังคม แต่ นั่นเป็นการบ่มให้ประชาชนนิยมความรุนแรงเป็นนิสัย ผลที่ได้เห็นคือ สถิติการฉุดคร่า ข่มขืน จะมีในโลกอิสลามมากที่สุด สรุปก็คือ “อัตลักษณ์ของสังคมนั้น” เป็นเช่นนั้นเอง
       สรุป ทุกๆข่าว ทุกๆประเด็น ล้วนแล้วแต่ “ตัวกู ของกู” หรือ ที่ประดิษฐ์คำเสียใหม่ว่า “อัตลักษณ์” ทั้งสิ้น

อัตลักษณ์ของชาว ๓ จ.ช.ต.

อัตลักษณ์ช่วงที่ ๑
ชาวปัตตานีระดับรากหญ้าในอดีต เป็นชนที่รักสงบ หัวอ่อน อดทนต่อการถูกกดขี่ ไม่สนใจในเรื่องราว และ สถานการณ์รอบตัว ยกเว้นด้านศาสนาที่ถือได้ว่าเป็นวิถีของการดำรงชีวิต ดังนั้น ชาวปัตตานีรากหญ้ามักจะกลายเป็นเหยื่อของผู้มีสถานะที่เหนือกว่า
เป็นวงจรชีวิตที่ไปไหนไม่ไกลไปกว่าการศาสนา เพราะว่าผู้มีโอกาสจะปลูกฝังให้ชาวมุสลิมรากหญ้าสนใจแต่ด้านศาสนา มีลูกก็ให้เรียนศาสนา ส่วนผู้มีฐานะมีโอกาสจะส่งลูกไปเรียนแพทย์ วิศวกรรม กฎหมาย การบริหารธุรกิจยังต่างประเทศเพื่อกลับมาเป็นเจ้านายของรากหญ้า
ทางด้านศาสนาขณะที่รากหญ้าได้เป็นอิหม่าม ผู้มีโอกาสจะได้เป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปกครองอิหม่าม และ ก้าวขึ้นไปสู่นักการเมืองระดับประเทศต่อไป
อำนาจมาพร้อมกับผลประโยชน์ใครจะไม่เอา การเซ็นอนุมัติอาหารฮาราล มีผลประโยชน์มหาศาลจะไม่มีทางหลุดไปจากมือของผู้มีโอกาสเหล่านี้ อย่างแน่นอน
เสียงบ่นของนักการศาสนามุสลิมที่เคยได้ยิน “มุสลิมไม่เอาจริงกับศาสนา ไม่ไหวแล้วปลุกให้ตื่นยากเหลือเกิน” ขณะที่มีเสียงบ่น อิหม่ามก็ยังคงไปดื่มน้ำชากับเจ้าอาวาสอยู่เป็น ปรกติ
รากหญ้ามุสลิมยังคง เสวนา คบหาเป็นเพื่อนกับชาวพุทธ การศึกษาก็ยังคงเรียนร่วมชั้น ระหว่างไทยพุทธ มุสลิมเป็นปรกติ พุทธช่วยงานมัสยิด มุสลิมช่วยงานวัดกันเป็นเรื่องปรกติ เป็นเพราะอัตลักษณ์ทางศาสนามีลักษณะประนีประนอมด้วยความสัมพันธ์ที่มีมานาน ไม่มีมือที่ ๓ มาแทรก และยุยง อ้างหลักศาสนา อย่างมากก็มีแต่เสียงบ่น

สรุป อัตลักษณ์ ช่วงที่ ๑

เป็นอัตลักษณ์ที่มีลักษณะประนีประนอม สูง ถ้ามีปัญหาก็จะเป็นในบางช่วง และเป็นปัญหาระหว่าง ไทยพุทธกับองค์กรจัดตั้ง เช่น พูโล บีอาร์เอ็น ที่มีเปาะสู และ เปาะเยะเป็นแกนของขบวนการฯ แต่ประชาชนรากหญ้าก็ยังยืนข้างประชาชนไทยพุทธ ช่วยเจ้าหน้าที่ทำการปราบปรามจนราบคาบได้ ขบวนการฯก็มิได้มีการให้ความสำคัญกับ “อัตลักษณ์” หรือ นำอัตลักษณ์มากล่าวอ้างหรือร้องหาแต่อย่างใด

อัตลักษณ์ช่วงที่ ๒

หลังจากการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2522 (ค.ศ. 1979) อญาโตลลอฮ์ รุโฮลาห์ โคไมนี (Ayatollah Ruhollah Khomeini) ผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศอิหร่านเป็นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran) โดยใช้หลักการทางศาสนาอิสลามเป็นแนวทางในการ ปกครองประเทศ
การปฏิวัติครั้งนั้น ได้มีการส่งออกวัฒนธรรมอิสลามไปทั่วโลก ประเทศที่เป็นอิสลามอยู่แล้ว ก็ได้ทำการปฏิวัติการปฏิบัติตนในสังคม รวมถึงการแต่งกาย ตามหลักศาสนาอิสลามด้วย
มีหลายประเทศที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั่นหมายถึงการปฏิบัติการด้วยกำลัง ฮิศบอลเลาะห์ [Hesballah] คือเครื่องมือของ โคไมนี นอกจากนี้ยังมี อัล เคดาห์ [Al Qaeda]
ขบวนการก่อการร้ายทรงอิทธิพล ของ โอซามา บิน ลาเดน [Osama Bin Laden] พร้อมที่จะออกปฏิบัติการทั่วโลก มีผลให้องค์กรอิสลาม และชาวมุสลิมในไทยและประเทศใกล้เคียงต้องปรับตนเองกันขนานใหญ่ นักธุรกิจ และผู้บริหารองค์กรที่เคยใช้ชีวิตกับธุรกิจ ต้องดื่มไวน์เพื่อต้อนรับลูกค้า อยู่ในโลกธุรกิจ ได้หันมาสนใจกับศาสนาเข้ามาร่วมกิจกรรมกับศาสนจักรกันมากมาย

ประจวบเหมาะกับทางฝ่ายรัฐบาลไทย
ได้ทำการ

  • ลดวิชาประวัติศาสตร์เหลือเพียงส่วนหนึ่งในหมวดสังคม
    – ผลลัพธ์ คือ…เยาวชนไทยเริ่มหาตัวตน เผ่าพันธุ์ไม่เจอ ความรักความสามัคคีเริ่มหาย ความแตกแยกในหมู่คณะเริ่มปรากฏ
  • ยกเลิกวิชา หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม
    – ผลลัพธ์ คือ…เยาวชนไทยไม่มีวินัย ไม่รู้จักเอาใจเขาใส่ใจเรา และหาความถูก – ผิดในความคิดของตนเองไม่เจอ ขาดหิริโอตตัปปะ
    – ปัญหาสังคมเริ่มมีมากขึ้น

ทางด้านอิสลาม

  •  ได้เริ่มแยกตัวนักเรียนมุสลิมออกไปเรียนเฉพาะโรงเรียนมุสลิม มุ่งสร้างจิตวิญญาณ ที่ศรัทธาทางศาสนา
  •  ด้วยวิธีคิด…ปัญหาทางสังคมไทยเกิดจากความบกพร่องเพราะ…ศาสนาพุทธมีศาสดาเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา เมื่อเทียบกับอิสลามมีพระเจ้าเป็นผู้ชี้ทางนำ มุสลิมควร ภูมิใจ
  •  ปีพ.ศ.๒๕๓๑ นักศึกษาวิทยาลัยครูจังหวัดยะลา ได้เรียกร้องการคลุมฮิญาบในสถาบันการศึกษา
  •  จากนั้น ศาสนจักรอิสลามเริ่มแผ่ขยายเข้าไปแทรกในทุกๆองค์กรการศึกษา และ ที่ทำงานราชการ ที่มุสลิมเข้าไปร่วมศึกษาและร่วมงานด้วย

จากนี้เอง คำอ้างเพื่อเรียกร้องหา “ความเป็นธรรม” “ความถูกต้องตามหลักศาสนา” “อัตลักษณ์ของอิสลาม” จะอยู่ในกระแสเป็นการขอพ่วงไปด้วย เพื่อสร้างสัญลักษณ์อิสลาม

นักธุรกิจ และผู้บริหารองค์กรธุรกิจได้ปรับตนเองเข้าร่วมศรัทธาในศาสนาแล้ว ยังมีธุรกิจค้ายาเสพติดก็ขอร่วมขบวนไปด้วย เป็นธรรมชาติของทุกๆยุทธภูมิก่อการร้าย

สรุป อัตลักษณ์ ช่วงที่ ๒

จะเห็นได้ว่าอัตลักษณ์ทางศาสนา มีความแข็งแกร่งมาก รุกคืบได้ตามเป้าประสงค์ที่วางไว้ คลอบคลุมด้วยคำอ้าง “ความเป็นธรรม” “ความถูกต้องตามหลักศาสนา” “อัตลักษณ์ ของอิสลาม”
ส่วน…การปรองดอง – สมานฉันท์ เป็นไปเพียงฝ่าย รัฐบาลและไทยพุทธเพียงฝ่ายเดียว แต่มุสลิมไม่มีการอ่อนตัวตามเลย
อัตลักษณ์ทางศาสนา เป็นจุดแข็ง เป็นจุดที่โจรกบฏ แบ่งแยกดินแดนนำมาใช้ปลุกระดม สร้างความเกลียดชังให้ชาวไทยมุสลิม หรือ มุสลิมมาลายู เกลียดชังรัฐบาลไทยและพี่น้องไทย พร้อมที่จะฆ่ากันได้ทุกเมื่อ
เห็นได้ว่า อัตลักษณ์ทางศาสนา เป็นอัตลักษณ์ที่แข็งกร้าว ไม่ยอมอ่อนตัวเอง ไม่ยอมประนีประนอม ผสม ประสานกับผู้ใด แม้กระทั่งเป็นศาสนาอิสลามด้วยกัน เพียงต่างนิกายก็ไม่ยอมลดราวาศอกให้กันก็มีให้เห็น ถ้าจะเรียกได้ก็คือ “ตัวกู ของกู” อย่างรุนแรง ดังเช่น
o การแย่งชิงความเชื่อ เช่น มุสลิมนิกายสุนหนี่ กับ มุสลิมนิกายชีอะห์ ในประเทศไทย ที่กำลังกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายใช้เล่ห์เหลี่ยมแย่งมวลชนไปจากอีกฝ่าย (โน้มน้าวให้ มุสลิมสุนหนี่ เปลี่ยนเป็น มุสลิมชีอะห์)
o ทั้งมุสลิมนิกายสุนหนี่ กับ มุสลิมนิกายชีอะห์ เป็นศาสนาอิสลามเหมือนกัน แต่มีอัตลักษณ์ไม่เหมือนกัน ต่างไม่ยอมเข้าร่วมปฏิบัติศาสนากิจในมัสยิดเดียวกัน ด้วยความแค้นทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานับพันปี มุสลิมนิกายสุนหนี่ต่างไม่ยอมรับว่า ชีอะห็เป็นอิสลาม
o เรื่องนี้แหละที่จะเป็นปัญหาใหญ่ที่ก่อเกิดความขัดแย้ง เป็นปัญหาของสังคมที่ขยายตัวไปสู่สงครามฆ่าฟันกันต่อหน้าชาวพุทธซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่…แต่ยึดพรหมวิหารสี่ตามวิถีของชาวพุทธ
o อัตลักษณ์ทางศาสนาที่เคร่งคัมภีร์ จะแข็ง กร้าว ไม่ยอมอ่อนตัว ผสม ประสานกับผู้ใด

  • ต้นปี พ.ศ.๒๕๕๔ [15 March11] เหตุการณ์การจลาจลในประเทศบาห์เรน เป็นปัญหาระหว่างอิสลามด้วยกันเองระหว่างสองนิกาย คือ ฝ่ายรัฐบาลที่เป็นมุสลิมนิกายสุนหนี่ กับฝ่ายค้านที่เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ เมื่อมุสลิมชีอะห์ยึดโรงพยาบาล Salmaniyaได้ ก็ได้ทำสิ่งที่ผิดหลักมนุษย์ธรรมอย่างยิ่ง คือ ไล่คนป่วยที่เป็นสุนหนี่ออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยที่กำลังต่อสายยาง ต่อท่อเครื่องช่วยชีวิตอยู่ก็ต้องถอดออก คนป่วยที่เป็นมุสลิมนิกายสุนหนี่ต่างก็ไม่รู้อนาคตของชีวิตตนเอง
    หมายเหตุ ขอให้สังเกตว่า ปัญหาความต่างทางนิกายความเชื่อนี้ทางศาสนาพุทธไม่เคยมีปัญหาแต่อย่างใด เพราะได้ตัด “ตัวกู ของกู” ออกหมดสิ้น อีกทั้ง…. ศาสนาพุทธสอนให้ “ธรรม” เพื่อส่วนรวม มิได้สอนให้ “ทำ…เพื่อพระพุทธองค์” มิได้สอนให้ทำทุกอย่างเพื่อ “พระพุทธองค์ทรงพึงพอใจ” และมิได้ยึดติดอารมณ์โกรธเพื่อการ “ทำลาย” กันดังเช่นบางศาสนา

“อัตลักษณ์” เป็นปัญหาหรือไม่? อย่างไร? 

มีแน่นอนถ้าหากอัตลักษณ์ของชนเผ่าที่มีอยู่หลายๆชนเผ่าในประเทศไทย ไม่หลอมละลายสมานเป็นจุดร่วมกันบ้างเลย ปัญหาย่อมเกิดแน่นอน
ซึ่งขณะนี้ได้มีกลุ่มบุคคลได้เดินสายไปปลุกระดมแต่ละจังหวัด ในแต่ละภาคให้มองอัตลักษณ์ของตนเอง ว่าอัตลักษณ์ของแต่ละชนเผ่านั้นๆบัดนี้ได้ถูกรัฐบาลไทยทำลายหมดสิ้น
ดังนั้นให้แยกออกมาปกครองตนเองเสีย

อัตลักษณ์นี่เอง ที่ฝ่ายมุ่งทำลายใช้หลอกให้รัฐบาลสนับสนุนสร้างความแข็งแกร่ง จะไม่สามารถจะผสม ประสาน กับชาวไทยกลุ่มอื่นๆได้ เป็นการสร้างความแตกแยกให้กับชนในชาติ ให้มีความหวาดระแวง ก่อนที่จะเข้าสู่การทำลาย ขยายอิสลาม เปลี่ยนไทยเป็นรัฐอิสลาม

ข้อคิด ควรคำนึง

  • สงครามระหว่างสองชนเผ่า – สองพื้นที่ ไอร์แลนด์เหนือกับอังกฤษ กับ อาเจะห์กับอินโดนีเซีย ต่างก็เป็นสงครามการก่อการร้ายเหมือนกันกับภาคใต้ของไทย
  • การปฏิบัติการทั้งสองพื้นที่ฯ ต่างก็มีความเชื่อ หรือ มีความศรัทธาในศาสนาเดียวกัน
    – IRA.เป็นสงครามระหว่าง ไอริช คาทอลิค กับ สหราชอาณาจักร ที่เป็น โปรเตสแตนท์
    – อาเจะห์ กับ อินโดนีเซีย เป็นสงครามระหว่าง อิสลามิกชนด้วยกัน
  • การปฏิบัติการทั้งสองพื้นที่ ต่างใช้เวลาในการปฏิบัติการที่ใกล้เคียงกัน คือ
    – อาเจะห์ 29 ปี ไอร์แลนด์เหนือ 30 ปี
    ……แต่
  • ทำไม_ยอดของการสูญเสียชีวิตต่างกันมาก ?
    – IRA.สูญเสียชีวิต ๓,๖๓๖ คน
    – อาเจะห์สูญเสียชีวิต ๓๓,๐๐๐ คน

คำตอบ ทำไมยอดของการสูญเสียชีวิตต่างกันมาก ?

๑) “อัตลักษณ์” คือคำตอบ … คำตอบที่หาได้ในพระคัมภีร์
๒) การแก้ไขปัญหาและการดำเนินวิถีชีวิต สภาพสังคมล้วนมีอิทธิพลมาจากคำสอนในคัมภีร์ทั้งสิ้น
๓) เนื่องจาก…คัมภีร์อัล กุรอาน ได้ระบุวิธีการฆ่าไว้ในคัมภีร์ ทำลาย ด้วยเหตุผลที่ต้องฟันฝ่า ปกป้องและเอาตัวรอดในสงครามของคนในศรัทธา
๔) ส่วน…ของศาสนาคริสต์มิได้มีการสอนวิธีการฆ่าเอาไว้ในพระคัมภีร์ใบเบิล เหมือนคัมภีร์ อัล กุรอาน

สรุป

ในเมื่อได้สอนให้มนุษย์แก้ไขปัญหาด้วยการฆ่า ทำลายกัน ถึงจะมีเหตุผลที่อนุโลมเพื่อเป็นการเอาตัวรอดก็ใช่ แต่
๑) การบัญญัติวิธีการฆ่า
๒) การทำโทษด้วยการให้ประชาชนที่บอกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ทำการลงมือเป็นเพชฌฆาตฆ่าผู้บริสุทธิ์เสียเองด้วยการขว้างก้อนหินใส่จนกว่าจะตาย ซึ่งแต่ละครั้งมีประชาชนจำนวนไม่น้อยเลยที่เข้ามารับการฝึกจิตเป็นเพชฌฆาต
๓) การทำโทษด้วยการตัดมือ
๔) การที่สามีทำโทษ โดยการทุบ ตี หรือ ฆ่า ภรรยาและลูกตนเองโดยอ้างว่าเป็นการกู้เกียรติยศโดยไม่ผิดหลักศาสนา จนกลายเป็นอัตลักษณ์
และมีอีกมากมาย ล้วนเป็นการสร้างจิตของ ศาสนิกชนให้มีความกระด้าง ใช้การฆ่า ทำลายจนกระทั่งเคยชินกลายเป็นเป็นอัตลักษณ์ไปแล้วทั้งสิ้น
ในโลกที่เจริญแล้ว จะไม่สอนให้ประชาชนของตนเข้าไปยุ่งเกี่ยวการลงทัณฑ์เสียเองแม้แต่ “การุณยฆาต” ซึ่งเป็นการยินยอมสละสังขาร (ตาย) เพื่อให้พ้นจากการเจ็บป่วย ทุกข์ ทรมาน ก็ยังต้องพิจารณากันอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลายแง่หลายมุม
เมื่อมีสาเหตุก็ต้องมีผลลัพธ์ ในที่สุดโลกอิสลามทั่วโลก ก็ฆ่ากันเองได้อย่างที่เห็นกันทั่วโลก ตะวันออกกลางเช่นที่ซีเรีย ได้พิสูจน์ให้เห็นกันแล้ว ที่ฆ่ากันนั้นก็ล้วนแต่เป็นบ่าวของ อัลเลาะห์ทั้งสิ้น มิใช่ว่าอัลเลาะห์ผิด แต่ด้วยชนรุ่นหลังอยากได้อำนาจจึงได้เอาคำสอนของอัลเลาะห์มาบิดเบือนเสียจนกลายเป็นการทำลายศาสนาตนเองไปเสียแล้ว
ที่กล่าวมานี้ ได้ทราบว่าทางฝ่ายอิสลามสายกลางก็ได้มีการพยายามแก้ไขกันอย่างที่สุด แต่ในเมื่ออำนาจอยู่ในมือฝ่ายศาสนจักรคลั่งคัมภีร์ ก็เป็นการยากที่แก้ไข
นั่นคือ…สาเหตุการสูญเสียของสงครามระหว่างมุสลิมกับมุสลิม จึงได้มีสถิติการสูญเสียมากกว่าชาวคริสต์ กับ ชาวคริสต์ เป็นสิบเท่า ประเทศไทยน่าเป็นห่วง
…..ถ้าหาก
– IRA. กับ อังกฤษ สู้รบกัน ๓๐ ปีตาย ๓,๖๓๖ คน
– อาเจะห์ กับ อินโดนีเซีย สู้รบกัน ๒๙ ปีตาย ๓๓,๐๐๐ คน

…..สถิติการสูญเสียใน ๓ จชต.ประเทศไทย

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ – ถึงบัดนี้ ๒๕๑๓ เป็นเวลา ๖ ปี สูญเสียชีวิตไปแล้ว ประมาณห้าพันคน บาดเจ็บ พิการอีกหมื่นกว่าคน นี่เป็นการสู้รบระหว่าง อิสลาม กับ พุทธ
…..และถ้า
ตั้งสมมุติฐานว่าเหตุการณ์ในภาคใต้ใช้เวลาในการรบเท่ากันคือ ๓๐ ปีจึงสงบ ยอดการสูญเสียจะเป็นจำนวนเท่าใด? ………….มีใครคิดกันบ้าง ?
ตามที่ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ได้กล่าวไว้ว่า “แก้ปัญหาด้วยการใช้การทหารอย่างเดียวไม่มีทางสำเร็จ!” ถ้างั้นใช้วิธีที่ ๒ ควบคู่ คือใช้สันติวิธีใช่หรือไม่?
ถ้าจะต้องใช้เวลาถึง ๓๐ ปี ควรที่จะรู้ไว้ด้วยว่า ฝ่าย ผกร.ก็ต้องการเวลา ๓๐ ปีเช่นกัน !
ถ้า…นับตั้งแต่ ไทยเข้าสู่ AEC.ประชากรมุสลิมที่หลั่งไหลเข้าไทยจะขยายผลผลิต สร้างเผ่าพันธุ์ขยายประชากรจำนวนมากมาย พร้อมๆกับชุมชนมุสลิมใหม่ที่ย้ายไปอยู่ทั่วไทยก็เข้มแข็งแล้วเหมือนกัน
๓๐ ปี ชาวไทยพุทธคงตายและย้ายออกจากพื้นที่ไม่มีเหลือใน ๓ จชต.แล้ว ความสงบย่อมเกิดได้แน่นอน ขอถามว่ามีอยู่แค่นี้หรือไม่มีวิธีที่ ๓ , ๔ อีกแล้วหรือ?
ถ้าถอนทหารออกจากพื้นที่ให้เขาแก้ไขปัญหากันเอง ขอถามว่า มีมุสลิมอีกมากที่ไม่เอาด้วยกับ BRN. หรือ RKK.เขาทั้งหลายเคยเป็นสายให้กับทางรัฐบาลจะอยู่ได้อย่างไร? …ถูกฆ่าตายหมดแน่นอน

* ถามว่า…เราเดินมาถูกทางแล้วยัง?
ข้าพเจ้าขอตอบว่า “ผิด !” ถึงไม่ผิดทั้งหมด แต่ผิดแน่นอน
** ถามว่า…ผิดที่ตรงไหน ?
ต้องมาพิจารณายุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก

  • ฝ่ายหนึ่งหลอกใ้เพื่อตนเองเข้มแข็งมีเป้าหมายเปลี่ยนโลก อีกฝ่ายคิดว่าตนเองสามารถเปลี่ยน “อัตลักษณ์” ของอีกฝ่ายได้
  • ไม่รู้ว่า “อาณาจักร” ของฝ่ายตรงข้ามถูกล้มโดย “ศาสนจักร” มานานแล้ว และไม่รู้ว่า ทุก ๆ รัฐอิสลามบนโลกนี้ อู่ภายใต้อาณัติของ “ศาสนจักรอิสลาม” และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนอิสลามได้ และเราเองนั่นแหละจะถูกเปลี่ยน

ปัญหาความขัดแย้งจาก “อัตลักษณ์” แก้ไขได้หรือไม่ ? – อย่างไร ?

ย้อนอดีต

ก่อนอื่นต้องมองย้อนหลังไปในอดีต ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีไม่เคยมีปัญหาระหว่างชนเผ่า หรือ ชนกลุ่มน้อยถึงกับเป็นสงครามภายในเช่นทุกวันนี้ ด้วยเพราะ “อัตลักษณ์แห่งชนชาติ” ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าอัตลักษณ์ของชนเผ่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม ทุกๆอัตลักษณ์ของชนเผ่าจะมี จุดร่วมของอัตลักษณ์ที่ยอมรับซึ่งกันและกัน เป็น “อัตลักษณ์ที่พิเศษยิ่ง ของชนชาติไทย” ที่ไม่เหมือนใครในโลก
ขอให้เปรียบเทียบ… การเป็นอยู่ของชาวจีนในไทยที่มีอิสระ กับ ชาวจีนในมาเลเซียที่ถูกกดขี่ จะเห็นความต่างชัดเจน
เริ่มตั้งแต่ เรียนหนังสือร่วมกัน มีกิจกรรมร่วมกันในโรงเรียนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กนักเรียน ส่งผลให้รับรู้ในประเพณีของกันและกัน จะสนับสนุนงานประเพณีซึ่งกันและกัน การใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมจะเป็นไปอย่างสมานฉันท์อย่างแท้จริง
ในเมื่ออยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันโดยไม่งัด “ตัวกู ของกู” หรืออัตลักษณ์ออกมาแสดงกัน นั่นคือส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ได้มีการหล่อหลอมเข้าด้วยกันแล้ว ความสัมพันธ์ในฐานะ เพื่อนจะก่อเกิดขึ้นได้อย่างปราศจาก “ความระแวง” และแม้กระทั่งงานบุญ ที่ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกันได้
ดังนั้นภาพ ชายสวมหมวกกะปิเยาะที่นั่งดื่มน้ำชาคุยกับภิกษุสงฆ์ จึงมีให้เห็นในสมัยบ้านดี เมืองดี ไม่เรียกร้อง พร่ำหาอัตลักษณ์อย่างทุกวันนี้

  • ปัญหาทุกวันนี้ได้สะสมกันมานาน จากนักการเมืองผู้อวดรู้แต่ไม่ยอมศึกษาหาความรู้จากความจริงที่ปรากฏอยู่ทั่วโลก
    โดยเฉพาะมิได้คำนึงถึงความมั่นคงหรือปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องสองเผ่าสองความเชื่อ (พุทธ-มุสลิม) ในวันหน้า
  • การให้ของนักการเมืองจึงได้เปรียบเสมือนเป็นการหยิบยื่นค้อนปอนด์ และเลื่อย ที่สามารถใช้ทำลายเสาเรือนได้หมดสิ้นให้กับผู้เรียกร้องหาอัตลักษณ์อยู่ทุกวันนี้

ข้อสังเกต 

o เคยมีเสียงมุสลิมโวยวายว่า “รัฐบาลไทยล้มอิสลาม”
– ขณะนั้น ไทยพุทธ – ไทยมุสลิม …รักกัน!
o พอถึงตอนที่มุสลิมพร่ำรำพันว่า “อัตลักษณ์ของตนถูกกดทับจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐฯ”
– ปรากฏว่า ….ราษฎรไทยพุทธ ถูกฆ่าตายรายวัน!
คำตอบ ต่อคำถามที่ว่า แก้ไขได้หรือไม่?
ขอตอบว่า… แก้ไขได้ ถ้าหาก!
๑.) หยุด “อัตลักษณ์ – ที่สร้างความแตกแยก”
๒.) ทุกๆชนเผ่า ทุกชนพื้นเมืองและทุกๆชนชาติพันธุ์ต้องร่วมกันสร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่อยู่ด้วยกัน ร่วมกิจกรรมจนเป็นประเพณี วัฒนธรรมร่วมกัน
๓.) หรือ “ไม่กล่าวถึงอัตลักษณ์” ให้เป็นประเด็นสำคัญ ให้บุคคลในพื้นที่ปรับตัวเข้าหากันเอง “มุสลิมที่ ๓ จชต.อาจไม่เหมือนมุสลิมที่ใด พุทธที่ ๓ จชต.ไม่เหมือนพุทธที่อื่นใด แต่เขาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”
๔.) ปิดล้อม ๓ จ.ช.ต.ไม่ให้ วิธีคิด และ กลุ่มที่สร้างความแตกแยกในพื้นที่ ๓ จ.ช.ต.ระบาดออกมาปลุกระดมนอกพื้นที่ ขณะนี้มีมุสลิมภาคใต้ได้เดินสายไปปลุกระดมคนในภาคเหนือ ไปยุแหย่ประชาชนในภาคเหนือว่า ภาษาและอัตลักษณ์ของล้านนาถูกทำลายโดยรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จะต้องแยกตัวออกปกครองตนเอง
ข้อสำคัญที่พึงระวัง คือ ทุกๆอย่างทำได้ ดำเนินไปในทางบวกได้ ต้องไม่มีมือที่ ๓ คือ อำนาจทางศาสนจักรที่ยึดติดความรุนแรงเข้ามาชี้นำและแทรกแซง
เนื่องจาก อัตลักษณ์ คือ ต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งปวง
ดังนั้น ไม่ควรยก “อัตลักษณ์” มาเป็นประเด็นสร้างความแตกแยก การไม่กล่าวถึง “อัตลักษณ์ในเชิงสิทธิ” ว่าเป็นอัตลักษณ์ของฝ่ายใด จะเป็นการขจัดความแตกแยกได้ดีที่สุด
หมายเหตุ ในเมื่ออัตลักษณ์ คือ ตัวปัญหา ก็ไม่ควรที่จะยกมาให้เป็นปัญหา ถ้าหากมีผู้ที่ใด้อยู่เพียงฝ่ายเดียว ก็ไม่ต้องเอ่ยถึงเสียเลยปล่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติ โดยแต่ละฝ่ายปรับตัวเข้าหากันเองจะดีกว่า

ตัวอย่าง

* “ชาวพุทธในพื้นที่หนึ่ง” อาจจะไม่เหมือนชาวพุทธที่ไหนๆ ในประเทศไทย
** “มุสลิมในพื้นที่เดียวกันนั้น” อาจจะไม่เหมือนกับมุสลิมที่ไหนๆในประเทศไทยเช่นกัน
*** แต่เอกลักษณ์ชุมชนที่ไม่เหมือนใคร คือ อยู่สุข อยู่สงบ
…….นี่แหละคือการใช้อัตลักษณ์ในทางสร้างสรร

สรุป

  • อัตลักษณ์ ดูเหมือนอ่อนโยน แต่ที่แท้แล้วคืออาวุธที่มีพลังมหาศาล สามารถปลุกระดม และ ปั่นมวลชนให้บ้าคลั่งได้ไม่ยาก มีตัวอย่างเรียนรู้ได้จากเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก

  • เรากำลังติดอาวุธให้กับฝ่ายตรงข้ามที่ฆ่า ผู้บริสุทธิ์ไม่เคยหยุด…ด้วยความไร้เดียงสาของเราเอง

  • อัตลักษณ์ คือ เงื่อนไขที่ถูกสร้างขึ้น

  • อัตลักษณ์ คือ พลังบีบคั้น ให้เปิดประตูยอมรับกฎหมายชารีอะห์

 

จบ!… บทวิเคราะห์…เงื่อนไขของการใช้ความรุนแรง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

อดีตสมาชิกห้องเบอร์ 7 แห่งรัฐสภาฯ

 


เรื่องในหมวดเดียวกัน