สัญญานอันตรายจาก “อัตลักษณ์” ในรธน.ปี๕๗ ม.๘๓(๕)

ทำไมจึงนำ “อัตลักษณ์” บรรจุในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๗ ?
เป็นกลยุทธเชิงรุกที่ว่า

  • พฤติกรรมใดที่ขัดแย้งกับจารีตประเพณี หรือ วัฒนธรรมของชนในพื้นที่ดั้งเดิมจะยกอัตลักษณ์มาอ้าง
  • ถ้าพฤติกรรมใดที่ขัดแย้งกับกฎหมายถิ่น จะยกหลักศาสนาหรือ ศาสนบัญญัติในคัมภีร์โกหร่านมาอ้าง

สัญลักษณ์เพื่อการรุกทางอัตลักษณ์

สร้างสัญลักษณ์ สร้างความเคยชิน ก่อนรุกเข้าแทรกแซงควบคุมสังคมไทย
๑. การใช้เครื่องขยายเสียงในการอาซาน (สวดชักชวนให้มาสุเหร่าเพื่อละหมาด) จากมัสยิด เป็นการสร้างความเคยชินให้คนในสังคมไทยทั้งๆที่เป็นการรบกวนสิทธิ ความเป็นส่วนตัวของเพื่อนร่วมสังคมในหลายประเทศได้อนุมัติให้ใช้การตีระฆังเท่านั้น
๒. กรณีฮิญาบ และ หมวกกะปิเยาะ
* การแต่งกายตามวิถีมุสลิมเข้าอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นเรื่องที่อยู่ร่วมกันมาได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาก็ยอมกันได้ อยู่ร่วมกันต่อไป
** แต่ถ้าหากเจ้าของสังคมเดิมที่อยู่กันมาโดยปรกติสุข ถูกผู้มาใหม่เข้าไปอยู่ร่วมสังคมแล้วทำลายกฎที่สังคมเดิมที่ได้ตั้งไว้ ถือว่าเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง เช่น กรณี ร.ร.วัดหนองจอก
– มีการรณรงค์ให้โรงเรียนทุกๆโรงเรียน รวมทั้งโรงเรียนวัดหนองจอก อนุมัติให้นักเรียนมุสลิมทุกคนต้องคลุมฮิญาบ ดังเช่น การชุมนุมกดดันโรงเรียนวัดหนองจอก คลุมฮิญาบ
ซึ่งสังคมเดิมในโรงเรียนวัดแห่งนี้ พ่อ แม่ของเด็กนักเรียนทุกวันนี้ก็ไม่เคยคลุมฮิญาบ แต่มาวันหนึ่งได้มีการยุยงให้นักเรียนคลุมฮิญาบให้ผิดระเบียบของโรงเรียนเพื่อสร้างเงื่อนไข เป็นการต่อต้านระบบบริหารของโรงเรียนวัดแห่งนี้
ทั้งๆที่ทางโรงเรียนมีเป้าหมายที่จะให้นักเรียนทุกๆคนทุกๆศาสนาเป็นเพื่อนกัน เป็นคนไทยเหมือนกัน เป็นพสกนิกรของพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกันจึงมิได้ยินยอมให้ใช้สัญลักษณ์ ทางศาสนาแบ่งแยก
– แต่ กรณีโรงเรียนวัดหนองจอก กลุ่มมุสลิมเพื่อสันติได้นำมวลชนกดดันเพื่อให้ยอมรับกฎของตนเอง บีบบังคับให้ทำลายกฎของสังคมที่เคยอยู่ปรกติสุข โดยการนำมวลชนใช้เครื่องขยายเสียงปลุกระดมก่อกวนการร้องเพลงชาติของนักเรียน เป็นความผิดทางอาญาแต่ทางฝ่ายกฎหมายมิได้ทำอะไรต่อ
– สัญลักษณ์ต่างๆที่มุสลิมได้กำหนดขึ้นเป็นการแยกหมู่ แยกเหล่า พวกเขา พวกเรา
จำนวนของประชากรมุสลิมมีเท่าเดิม แต่เมื่อสวมฮิญาบและหมวกกะปิเยาะทำให้เห็นภาพมีจำนวนมากขึ้นเป็นยกระดับเป็นกลุ่มชนที่มีสัดส่วนใหญ่ขึ้นเพื่อสร้างความสำคัญ มุ่งแทรกแซง แสดงตนเป็นเจ้าของสังคม ลดความสำคัญของสังคมเดิมลง
การแยกหมู่แยกเหล่าในเป้าหมาย คือ …อนาคตประชากรที่คลุมฮิญาบ และ สวมหมวกกะปิเยาะ คือ คนของอิสลาม หรือ คนของโลกอิสลามมิใช่ประชากรภายใต้การบังคับของไทย !

“อัตลักษณ์” เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กับ การฆ่าเพื่อกู้เกียรติ

พุทธศาสนิกชน กำหนดแนวทางของสังคมด้วย “พรหมวิหารสี่” และ “หิริโอตตัปปะ” การติฉินนินทาในสังคมก็ยังมีอยู่เป็นเรื่องธรรมดาแต่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้พิจารณาและแก้ไขที่ตนเองและแก้ไขด้วยตนเอง ไม่เคยมีคำสอนให้วอนขอพระพุทธเจ้าโปรดดลบันดาลขจัดปัดเป่าให้

เมื่อการวิจารณ์ตนเองเริ่มขึ้น “หิริโอตตัปปะก็เริ่มทำงาน” การนินทาวิจารณ์เรื่องเพื่อนบ้านก็ต้องหยุด เท่ากับหยุดความร้าวฉานในสังคมไว้แค่นั้น
แต่! ในบางศาสนาที่เชื่อฟังคำสอน และฝากวิถีชีวิต โชค วาสนาไว้กับพระเจ้า จะมีความกังวล และคอยเฝ้าระวังมิให้มีใครมาทำให้พระเจ้าไม่พอใจ นี่คือเหตุผลที่ทำให้พ่อในฐานะผู้นำครอบครัว ผู้นำชุมชน ผู้บริหารการปกครองในพื้นที่ ต่างจะคอยเฝ้าระวังมิให้ใครทำผิดต่อพระเจ้า หรือดูหมิ่นพระเจ้าได้
ผู้คนในชุมชนก็คอยแสดงออกว่าฉันคือ “บ่าวผู้ศรัทธา” “ผู้จงรักภักดี” โดยการ คอยเฝ้าระวังติดตามพฤติกรรมเพื่อนบ้านที่อาจจะหมิ่นพระเจ้าหรือคำสอนของพระเจ้าได้ แต่ไม่เคยดูตัวเองเลย
นี่เป็นที่มาของความกังวลต่อปากเสียง คำนินทาของชาวบ้านสังคมรอบตัวถึงกับ ฆ่า คนในครอบครัวของตนเองได้ ที่เรียกว่า “ฆ่าเพื่อกู้เกียรติ์” หรือ Honour Killing
ดังเช่นที่เป็นข่าวต่อไปนี้

“พ่อลิเบียฆ่าลูกสาว 3 คนเพื่อปกป้องเกียรติ หลังถูกรุมข่มขืน”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
31 สิงหาคม 2554 04:11 น.

เนื้อข่าว
…กลุ่มสิทธิมนุษยชนตีแผ่รายงานอันน่าสลด พบคุณพ่อชาวลิเบียรายหนึ่งลงมือสังหารลูกสาว 3 คนของตนเอง (อายุ 15,17 และ 18 ปี) ที่ถูกเหล่าทหารของกัดดาฟีรุมโทรม เพื่อ
รักษาเกียรติยศของครอบครัว(honour killing หรือ ยโศโฆษาฆาต )

สลดใจ! พ่อเยเมนฆ่าลูกสาว เผาทั้งเป็นเพื่อรักษาเกียรติ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ต.ค. 2556 03:20

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 ต.ค. ว่า จากการเปิดเผยของกระทรวงมหาดไทยแห่งประเทศเยเมน ชายวัย 35 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเมื่อวันอังคาร (22 ต.ค.)
ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัด ตาอิซ หลังชายคนนี้ก่อเหตุ เผาลูกสาวแท้ๆอายุเพียง 15 ปีจนเสียชีวิต อ้างว่าเป็นการฆ่าเพื่อปกป้องเกียรติของตระกูล เนื่องจากลูกสาวของเขาแอบติดต่อสื่อสารกับคู่หมั้น
ขณะเดียวกัน อาลี อัล-บาห์รี นักเคลื่อนไหวของกลุ่มสิทธิมนุษยชน เรียกร้องให้รัฐบาลเยเมนหาทางรับมือกับคดี ฆ่าเพื่อเกียรติ อย่างจริงจัง เนื่องจากคดีลักษณ์นี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครแจ้งความ และผู้กระทำผิดไม่เคยต้องรับโทษ

<>

      ในกรณีนี้อาจจะเป็นบางคำสอนที่ได้สอนให้รักษาพรหมจรรย์ไว้จนกว่าจะถึงวันแต่งงาน….ซึ่งถือว่าเป็นคำสอนที่ดี
แต่…ความกลัวคำติฉินนินทาอย่างเสียหายของบ่าวผู้ศรัทธาในพระเจ้า ที่มีอยู่รอบบ้านตนเอง กลับมีผลต่อชีวิตผู้เคราะห์ร้ายผู้เป็นลูกมากกว่าความรักของพ่อ แม่
การฆ่าเพื่อกู้เกียรติ์นี้อาจจะมิได้อยู่ในคำสอนของศาสนอิสลามให้ฆ่า แต่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในสังคมมุสลิม และได้ปฏิบัติตามกันมา จนเป็น “อัตลักษณ์” และได้ใช้คำว่าอัตลักษณ์ เป็นข้ออ้างในการแก้ตัวเมื่อผิดกฎหมาย และผิดจารีตของชาวถิ่นที่ตนเองเข้าไปอาศัยอยู่ทั่วโลก จนกลายเป็นพฤติกรรมแปลกแยกไปปรากฎชัดในสังคม และแย้งกับวัฒนธรรมอันดีงามของชาวถิ่น
ในอเมริกาและยุโรปคงไม่มีกฎหมายที่มีเนื้อหาเหมือนกับมาตรา มาตรา ๘๓ (๕) รองรับอัตลักษณ์เหมือนไทยก็ยังมีปัญหาการฆ่าเพื่อกู้เกียรติไม่หยุด ยิ่งไทยมีระดับรัฐ ธรรมนูญรับรองเสียด้วยจะรอดไปได้อย่างไร?
ถ้าคิดว่าคงไม่เกิดในเมืองไทยก็พอคิดได้ แต่ถ้าคิดถึงเมื่อไทยเข้า AEC.ในปี พ.ศ.๒๕๕๙ ซึ่งจะมีคนต่างชาติหลากศาสนาหลั่งไหลเข้าไทยแล้วทำให้คิดถึงเหตุการณ์ที่อเมริกา และยุโรป กำลังปวดหัวอยู่ดี
ดังนั้นยอมเหนื่อยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดีกว่าจะต้องเหน็ดเหนื่อยและเสียเลือดเนื้อ เสียงบประมาณเยียวยาในวันข้างหน้า

<><><>

อัตลักษณ์กับกฎของสังคมโลก

ประเด็นนี้ขอยกนำเสนอแค่หัวข้อเพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว เช่น

  • การบังคับการแต่งงานตั้งแต่อายุน้อย เด็กหญิงถูกบังคับแต่งงานในขณะที่มีอายุเพียง 8 – 12 ปี แต่งกับเจ้าบ่าวมีอายุถึง 50 – 70 ปี
  •  มิได้ผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่ผิดบทบัญญัติในคัมภีร์ของอิสลามถือว่าผิด เช่น เป็นเกย์ต้องถูกแขวนคอ

ทำลายกฎขององค์กรรัฐฯ และ กองทัพฯ

เมื่อได้รับอำนาจสูงสุดจากรัฐธรรมนูญ ถือได้ว่าเป็นอาญาสิทธิ์สูงสุด เหนือกว่ากฎหมายทั้งปวง และเนื่องจากในกองทัพมีทหารที่เป็นมุสลิมอยู่มากมาย ก็จะต้องเข้ามาจัดทหาร มุสลิมให้มีความเป็นระเบียบสวยงาม ถูกต้องตามอัตลักษณ์ของอิสลาม ดังนี้

  • ทหารสตรีมุสลิมะห์ทุกๆคนต้องคลุมฮิญาบ …เริ่มด้วยให้ยอมรับว่าฮิญาบคืออัตลักษณ์ของอิสลาม ฮิญาบจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบทหาร และจะต้องแก้ไข กฎกระทรวงกลาโหมให้สอดคล้องต้องกันด้วย
  • ทหารผู้ชายมุสลิมทุกๆคนต้องสวมหมวกกะปิเยาะ…ให้กระทรวงกลาโหมยอมรับว่าหมวกกะปิเยาะ คือ อัตลักษณ์ของอิสลาม หมวกกะปิเยาะจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบทหารและจะต้องแก้ไขกฎกระทรวงกลาโหมให้สอดคล้องต้องกันด้วย หมายเหตุ.. สามารถกำหนดสีของฮิญาบและหมวกกะปิเยาะให้กลมกลืนดูสวยงาม ตามที่เห็นสมควร
  • ทหารชายมุสลิมมีสิทธิ์ไว้เคราได้ อย่างน้อยก็คางแพะ เพราะเป็นอัตลักษณ์ของมุสลิมทุกๆคน
  • เมื่อภาพของทหารมุสลิมมีในกองทัพชัดเจน และเพื่อความถูกต้องของการปฏิบัติตามหลักศาสนา จะต้องจัดให้มีอนุศาสนาจารย์อิสลามระดับอิหม่ามบรรจุไว้ในกองทัพเพื่อเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนของทหารมุสลิมในกองทัพ

สรุป การสร้างสัญญลักษณ์ถ้าจะเปรียบได้ก็คือ การหย่อนเมล็ดพันธุ์ หรือการปักต้นกล้าวัฒนธรรมอิสลาม หรืออัตลักษณ์อิสลาม เข้าสู่สังคมไทย
จากนั้นจะใช้เวลา…รุกคืบ ไปจนถึงขั้นเข้ายึดครองโดยผู้ถูกยึดครองยังไม่รัสึกตัว หรือ รู้แล้วแต่จำใจรับการเปลี่ยนแปลงด้วย “จำยอม” โดยมีการขัดขืนน้อยที่สุดก่อนพัฒนาเข้าสู่การ… “ยอมรับ” ก่อนที่จะเสนอกฎหมายชารีอะห์ เพื่อก้าวสู่ระบบ “คนของเขา – คนของเรา” หรือ “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” โดยไม่รู้ตัว!
ตราบใดมนุษย์ไม่เข้าไปยุ่งกับความเป็นไปของสังคมที่ได้ปรับตัวเข้าหากันและกันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว สังคมนั้นย่อมไม่มีปัญหา
“อัตลักษณ์” ที่เป็นไปโดยธรรมชาติ ทำให้ทุกชนเผ่าปรับตัวเอง และปรับกฎของสังคมที่เป็นอยู่ด้วยตนเองจะให้เกิดความสงบโดยอัตโนมัติ

r_039

เช่น

r_040

วันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2557 เวลา 10.00 น. ที่วัดประชุมชลธารา อ.เมืองสุไหงปาดี จ.นราธิวาส นายนัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช
ผบช.ศชต.และตัวแทนชาวมุสลิม และไทยพุทธที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 13 อำเภอของ จ.นราธิวาส รวมถึงมุสลิมชาวจากประเทศมาเลเซีย จำนวนกว่า 1,000 คน ได้เดินทางมาร่วมงานฉลองอายุวัฒนมงคล ครบ 76 ปี ของพระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะ จ.นราธิวาส และเจ้าอาวาสวัดประชุมชลธารา ที่ชาวบ้านไทยพุทธ และมุสลิมได้ร่วมใจกันจัดงานขึ้นเป็นเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา
พระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะ จ.นราธิวาส ที่เป็นผู้ริเริ่ม และจัดตั้งหมู่บ้านเฉลิมพระเกียรติฯ หรือบ้านตาเซะเหนือ หมู่.5 ต.สุไหงปาดี อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ที่พระเทพศีลวิสุทธิ์ ได้รับทราบความเดือดร้อนของประชาชนทั้งไทยพุทธ และมุสลิม จำนวน 62 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามของกลุ่มผู้ไม่หวังดี จึงมีแนวคิดให้คนไทย และมุสลิมที่อยู่กันกระจัดกระจายมาอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อน จึงได้ประสานกับ พล.อ.ณพล บุญทับ รองสมุหราชองครักษ์ ในสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ให้เข้ามาดูแล จากนั้นได้จัดงานทอดผ้าป่า สมทบทุนจัดซื้อที่ดิน จำนวน 60 ไร่ ในพื้นที่บ้านตาเซะ หมู่ 5

r_041

r_042

ภายในงานที่จัดขึ้นมีทั้งชาวไทยพุทธ และมุสลิมร่วมกันออกร้านนำอาหารพื้นบ้านของแต่ละถิ่นมาให้คลื่นมหาชนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับประทานกันโดยไม่คิดมูลค่า แถมยังได้มีการส่งตัวแทนนำกระเช้าของขวัญมอบให้ พระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าคณะ จ.นราธิวาส และเจ้าคณะ จ.นราธิวาส นายแวอาแซ แวมามะ โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิด อ.สุไหงปาดี กล่าวว่า ท่านเจ้าคุณได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่พวกเรา เช่น การช่วยอบรมเยาวชนให้เข้าใจเรื่องศาสนาที่ถูกต้อง แทนพ่อแม่ แถมยังช่วยเหลือเด็กกำพร้าให้สามารถเรียนหนังสือ และอยู่ในสังคมได้โดยที่ไม่เป็นภาระของสังคม

r_043
ตัวเขาได้กลับมาสู่วิถีที่เคยเป็น เคยอยู่ร่วมกันเมื่อสิบปีก่อน… นี่แหละคือความสุขของมนุษย์

       r_044

ได้มีการมอบหมวกกะปีเยาะให้แก่ชาวไทยมุสลิมทุกคนที่เดินทางมาร่วมงาน พร้อมทั้งได้เดินพูดคุยเพื่อสอบถามความเป็นอยู่ ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น ที่ไม่ค่อยพบเห็นมาก่อนโดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ครบ 10 ปี

r_045

ซึ่งในขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่รู้สึกปลอดภัย ลดความคิดที่จะย้ายหนีถิ่นฐาน ชุมชนที่เคยอ่อนแอ และถูกแทรกซึมจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีเริ่มมีความเหนียวแน่น และชาวบ้านช่วยกันดูแลซึ่งกันและกันได้ จนพระเทพศีลวิสุทธิ์ เป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านทั้ง 2 ศาสนา จนตั้งสมญานามว่า เป็นพระผู้หลอมรวมไม่ให้เกิดความแตกแยก

r_046

เรื่องอัตลักษณ์ของใคร? เป็นอย่างไร? ทำไมต้องไปจุ้นกับเขานัก?
มุสลิมที่บ้านนี้ไม่เหมือนมุสลิมที่ไหน ! เดือดร้อนใคร?
พุทธที่นี่ไม่เหมือนพุทธที่ไหน ! ใครเดือดร้อน?
ทุกข์นักหรือ ? ถ้าเขาอยู่ดี มีความสุข???

r_047
เห็นภาพนี้แล้ว สงสารชาวพุทธจับใจ

r_048
! ! ! ! ! ! !

r_049
ชื่นใจหนอ !
ขอชื่นชม ภาพสองเกลอ ต่างความเชื่อ
ความกล้าหาญ ความเข้าใจกันและกัน
ความรู้ท่าทันและมีปัญญา…เท่านั้นที่ทำได้

r_050

“เราพบกันทุกเช้านะ”

านเข้าสุหนัดหมู่ (มาโซะยาวี) ของลูกหลานชาวมุสลิม จ.นราธิวาส

r_051r_052 r_053 r_054
อยู่กับความทุกข์มานานวันนี้มีความสุข ขอรำหน้าขบวนด้วยยินดี ลูกหลานได้เข้าพิธีมาโซะยาวี

สรุป!
เพราะเจ้าพวกคลั่งคัมภีร์ เข้ามากำหนดการอยู่ร่วมกันในสังคมสองศาสนาจึงเกิดปัญหา เกิดความแตกแยกดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

<>

เนื่องจาก
๑. มาตราที่ ๘๓ (๕) ถือได้ว่าเป็นส่วนที่เกินความจำเป็น
๒. มีไว้ก็มีแต่สร้างปัญหา
๓. อีกทั้ง ความสำคัญยังไม่เพียงพอที่จะจัดชั้นให้อยู่ในรัฐธรรมนูญ หรือพ.ร.บ.ใดๆ
ที่จะต้องรบกวนเบื้องพระยุคลบาททูนเกล้าถวายฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยรับรอง

ดังนั้น

ขอเสนอให้ลบ (๕) ในมาตราที่ ๘๓ ของ(ร่าง)รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.๒๕๕๗ ออกไปเพื่อความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันของประชาชนชาวไทยทุกๆศาสนา ไม่เพียงแต่ ๓ จชต.
แต่ทั่วทั้งแผ่นดินใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้อง ขจัดความแตกแยกของคนในชาติถวายพระองค์ท่านบ้างละ
“อัตลักษณ์” ในรัฐธรรมนูญนี่แหละ คือ ตัวปัญหา

<><>

อดีตสมาชิกห้องเบอร์ ๗ แห่งรัฐสภาฯ
ขอบพระคุณภาพจากสำนักพิมพ์ต่างๆเช่น คม ชัด ลึก –
ข่าวสด – ผู้จัดการ (ASTV)
17Jun15


เรื่องในหมวดเดียวกัน