สรุป “อัตลักษณ์ อันตราย!”

“อัตลักษณ์” มีนัยะแฝงในการรุกของมุสลิมอยู่ว่า

  • พฤติกรรมใด วัฒนธรรมของอิสลามใดที่ขัดแย้งกับจารีตประเพณี หรือ วัฒนธรรมดั้งเดิมของชนในพื้นที่จะยกอัตลักษณ์มาอ้าง เพื่อสร้างวัฒนธรรมของตนเองให้เหนือกว่าและมากดทับวัฒนธรรมถิ่น
  • ถ้าพฤติกรรมใด วัฒนธรรมของอิสลามใดที่ขัดแย้งกับกฎหมายถิ่นจะยกหลักศาสนาหรือ ศาสนบัญญัติในคัมภีร์ฯมาอ้าง
  • คำว่า “อัตลักษณ์” ได้เคยเสนอมาแล้วในนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนายดนัย มู่สา ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้และชนต่างวัฒนธรรมเป็นผู้ร่วมร่างนโยบายนี้ ในจำนวน ๒๐ หน้าของนโยบายฯได้เน้นคำว่า อัตลักษณ์ถึง ๑๐ ตำแหน่ง และใช้คำว่าเพื่อศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับใน (๕) ของมาตรา ๘๓ ชี้ให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องของในนโยบายฯของสมช.ที่มุ่งสู่รัฐธรรมนูญฉบับนี้…น.41-60   หรือดาวน์โหลด  pdf ไฟล์

 

ข้อสังเกตุ

๑. “อัตลักษณ์” ไม่ได้บันทึก และกำหนดความหมายไว้ในพจนานุกรมของไทย
๒. “อัตลักษณ์” ไม่มีความหมายตายตัว สามารถอ้างว่าอัตลักษณ์นี้เป็นของตนเองหรือไม่ใช่ในทุกๆเป้าหมายที่ต้องการ เพราะไม่ได้กำหนดรูปพรรณสัณฐานลงทะเบียนไว้เป็นที่แน่นอน
๓. ฝ่ายรุก…ต้องการให้ยอมรับอัตลักษณ์ ! ด้วยหวังผลในการรุกและสร้างความเคยชินในวัฒนธรรมที่แตกต่างกับวัฒนธรรมถิ่นเดิม เพื่อการก้าวสู่ “กฎหมายชารีอะห์”
๔. ไม่มีกลุ่มชนความเชื่อใดๆ หรือศาสนาอื่นใดจะมุ่งมั่นจะเอาให้ได้ แม้แต่ชาวจีน ญวน ลาวล้วนแต่คุยกัน ชี้แจงกับพี่น้องเพื่อนบ้านที่มีผลกระทบเท่านั้นก็จบแล้ว

เมื่อมี “อัตลักษณ์” อยู่ในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด

  • การอยู่ร่วมกันในสังคมจะขาดการประนีประนอมซึ่งกันและกัน
  • ฝ่ายที่มีเป้าประสงค์จะใช้เพื่อการรุก จะยกอัตลักษณ์ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญมาอ้างสิทธิและสร้างวัฒนธรรมที่เหนือกว่ามากดทับอีกฝ่าย ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมอย่างรุนแรง

รู้เขา รู้เรา

เขาทั้งหลายพยายามที่จะเข้าควบคุมทุกๆนิกายโดยเข้ามาอยู่ใต้ร่มเดียวกัน ซึ่งไม่มีทางทำได้โดยเฉพาะ ชีอะห์ กับ สุหนี่ ไม่มีทางเข้ากันเลยนับพันปีจนบัดนี้
ดังนั้น…การที่ขอกฎหมายต่างๆ เช่น กฎหมายอิสลามว่าด้วยทรัพย์สินและครอบครัวมีเป้าหมายที่จะขยายการบังคับใช้ทั่วประเทศ ถ้าหากพรบ.นี้ผ่านสภาฯ นั่นคือ เราได้ยื่นแซ่ให้เขาต้อนมุสลิมทุกๆนิกายเข้าอยู่ภายใต้ร่มธงเดียวกัน …น.ฉ

เท่าที่ผ่านมา

  • “อัตลักษณ์” เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมสร้างความแตกแยก ขณะนี้มีมุสลิมภาคใต้ได้เดินสายไปปลุกระดมคนในภาคเหนือ ไปยุแหย่ประชาชนในภาคเหนือว่าภาษาและอัตลักษณ์ของล้านนาถูกทำลายโดยองค์มหาราชพระปิยะฯไปเรียบร้อยแล้ว
  • ตั้งแต่สร้างชาติไทยมา มีชนต่างชาติ ต่างภาษาเข้ามาอาศัยพระบรมโพธิสมภารอยู่กันอย่างเป็นสุข เช่นชาวจีน ญวน เขมร ลาว ก็ไม่เคยต้องร้องขออัตลักษณ์ในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
  • “อัตลักษณ์” เดิม ของภาคใต้ประชาชนในพื้นที่ระหว่างไทยพุทธกับมุสลิมมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมานาน แม้กระทั่งปัจจุบันงานวันคล้ายวันเกิดของเจ้าคณะจังหวัดนราธิวาสยังมีประชาชนมุสลิมมาอวยพรอย่างมากมาย พี่น้องมุสลิมที่มีศรัทธาได้มาร่วมออกร้านอาหารให้ผู้ที่มาร่วมงานรับประทานโดยไม่คิดเงิน นั่นแสดงว่า อัตลักษณ์ที่มิได้มีการกำหนดเป็นกฎการปฏิบัติได้ปรับตัวเองระหว่างพี่น้องสองศาสนา และได้พัฒนากันมาแล้วนับร้อยปี… น.18-25
    ดังนั้นไม่จำเป็นต้องบรรจุในรัฐธรรมนูญให้มีปัญหาแต่อย่างใด

อัตลักษณ์กับกฎของสังคมโลก

  • การฆ่าเพื่อการกู้เกียรติ (HONOR KILLING)”
  • หรือการฆ่าคนในครอบครัวตนเองเมื่อกระทำผิดจารีตของชนเผ่า ถึงแม้มิได้บัญญัติอยู่ในคัมภีร์ใดๆ แต่เป็นความเคยชินและปฏิบัติจนเป็น “อัตลักษณ์” …น14-15
    สามีทำร้าย ฆ่า ลูกและภรรยาได้โดยที่ไม่มีความผิดทางความเชื่อเพราะเป็น “อัตลักษณ”
  • การบังคับการแต่งงานตั้งแต่อายุน้อย เด็กหญิงถูกบังคับแต่งงานในขณะที่มีอายุเพียง 8 – 12 ปี แต่งกับเจ้าบ่าวมีอายุถึง 50 – 70 ปี
  • บางกรณีมิได้ผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่ผิดบทบัญญัติในคัมภีร์ของอิสลามถือว่าผิด เช่น เป็นเกย์ต้องถูกแขวนคอ

หมายเหตุ มุสลิมพื้นบ้านในประเทศไทยมีลักษณ์ประนีประนอม แต่ความรุนแรงจะหลั่งไหลเข้ามาด้วยกระแส AEC.ในปี ๒๕๕๙
ทำลายกฎองค์กรของรัฐฯ และ กองทัพฯ (ไม่ใช่วันนี้ แต่รอจนกว่าสถานการณ์แวดล้อมจะพร้อม)
เมื่อ “อัตลักษณ์” ได้อาญาสิทธิสูงสุดจากรัฐธรรมนูญ และในกองทัพไทยมีมุสลิมอยู่มากมาย จำต้องเข้ามาจัดทหารมุสลิมให้มีความเป็นระเบียบสวยงามและถูกต้องตามหลักศาสนา ดังนี้

  • ทหารสตรีมุสลิมะห์ทุกๆคนต้องคลุมฮิญาบ และจะต้องแก้ไขกฎกระทรวงกลาโหมให้สอดคล้องต้องกันด้วย
  • ทหารผู้ชายมุสลิมทุกๆคนต้องสวมหมวกกะปิเยาะ… ให้กระทรวงกลาโหมยอมรับว่าหมวกกะปิเยาะ คือ อัตลักษณ์ของอิสลาม และจะต้องแก้ไขกฎกระทรวงกลาโหมให้สอดคล้องต้องกันด้วย
  • ทหารชายมุสลิมีนมีสิทธิ์ไว้เคราได้ อย่างน้อยก็เป็นเคราแพะ เพราะ เป็นอัตลักษณ์ของมุสลิมทุกๆคน
  • เมื่อภาพของทหารมุสลิมมีในกองทัพชัดเจน และเพื่อความถูกต้องของการปฏิบัติตามหลักศาสนา จะต้องจัดให้มี “อนุศาสนาจารย์อิสลาม” ระดับอิหม่ามบรรจุไว้ในกองทัพเพื่อเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนของทหารมุสลิมในกองทัพ…น.17

ข้อคิด ปิดท้าย

  • อัตลักษณ์ ดูเหมือนอ่อนโยน แต่ที่แท้จริงแล้วคืออาวุธที่มีพลังมหาศาลสามารถปลุกระดม และ ปั่นมวลชนให้บ้าคลั่งได้ไม่ยาก มีตัวอย่างเรียนรู้ได้จากเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก
  • เรากำลังทำลายตนเอง สร้างกำลังใจซึ่งเป็นยุทธปัจจัยให้กับฝ่ายตรงข้ามที่ “ฆ่าแล้วได้”ด้วยความไร้เดียงสาของเราเอง
  • อัตลักษณ์ คือ เงื่อนไขที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลาย เพื่อการรุกและเข้ายึดครอง
  • อัตลักษณ์ คือ พลังบีบคั้น ให้เปิดประตูยอมรับกฎหมายชารีอะห์
  • อัตลักษณ์” ไม่ได้มีความสำคัญเพียงพอที่จะนำมาบรรจุไว้ใน “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด หรือ แม้แต่กฎหมายฉบับใดๆ
  • อัตลักษณ์” เมื่อเป็นกฎหมาย จะเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายไม่หวังดีต่อประเทศชาตินำมาใช้เพื่อสร้างความเหนือกว่ากับอีกฝ่าย และจะเกิดความขัดแย้งตามมา
  • อัตลักษณ์” เป็นเรื่องของคนในสังคมต้องปรับตัวเข้าหากันโดยไม่มีกฎใดๆเข้ามาชี้นำโดยเด็ดขาด
    ข้อสงสัยที่ต้องถาม เชื่อว่าคณะผู้ร่างรธน.ฉบับนี้ไม่รู้ในเงื่อนปมที่ซ่อนอยู่ในคำว่า “อัตลักษณ์” ขอถามว่า… “เมื่อไม่รู้…ทำไมไม่ถามผู้ที่รู้?”
    ในอดีตเคยมีการอภิปรายเรื่อง “อัตลักษณ์” ในวุฒิสภามาแล้วเป็นกรณีให้การรับรอง “นโยบายบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ปี ๕๓-๕๗ น่าจะถามผู้ที่ทำงานเรื่องนี้มาก่อนก็ได้ เพราะว่านี่คือ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” รัฐธรรมนูญต้องไม่สร้างปัญหาใดๆ

<>

07-Jul-15

r_070

r_071

คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๗ 

ได้ปฏิเสธบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

แต่ได้ยก “อัตลักษณ์” ขึ้นสู่รัฐธรรมนูญ

เท่ากับได้ทอดสะพานให้

“ศาสนาอิสลาม” ก้าวสู่ “ศาสนาประจำชาติ” เรียบร้อยแล้ว 

“รัฐไทย” ก็ใช้กันแล้ว ต่อท้ายด้วยคำว่า “อิสลาม” 

เป็น “รัฐไทย” นั่นคือ … จบ-สิ้นชาติไทย…


เรื่องในหมวดเดียวกัน