จริงหรือที่่่บรรดาเหล่านักปราชญ์ทั้งหลาย มีพระอรหันต์เป็นต้นต่างเห็นพ้องต้องกันว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้มีพระมหาบริสุทธิคุณที่หาบุคคลใดเปรียบมิได้เลย? ถ้าใช่คุณลักษณะที่ว่านั้นอันมีศีลเป็นต้น จะมีลักษณะเป็นเช่นไรเล่า?

การปิดกั้นความเสียหาย และ ความผิดพลาดได้โดยสิ้นเชิงนั้นเองเป็นเครื่องชี้วัดความบรสุทธิหมดจด ดังเพื่อนสหธรรมิกจะสังเกตุเห็นได้ศีลสิกขาบทประเภทบัญญัติวัชชะ มี ภูตคามสิกขาบทเป็นต้น ซึ่งพระภิกษุต้องประพฤติปฏิบัติก็การก้าวล่วงละเมิดเข้าจักเสียหาย และจักผิดพลาดได้เช่นไรเล่า?

เมื่อวัดรกพระก็ควรจำกัด เพื่อวัดจะได้สะอาดเรียบร้อยมิใช่หรือ?ไม่ทำต่างหากเล่าที่น่าตำหนิเป็นพระขี้เกียจ ยิ่งเมื่อว่าโดยสภาพจิตรใจพระที่ใส่ใจขยันเช่นนี้ก็ทำด้วยกุศลจิตร จักเป็นโทษทางพระบัญญัติ (บัญญัติวัชชะ) ได้กระไรเล่า? ทำด้วยกุศลจิตรมีประโยชน์ (สาตถกสัมปชัญญะ) ก็จริงเมื่อไม่ประกอบด้วยความเหมาะสม (สัปปายสัมปชัญญะ) ก็ย่อมเกิดความเสียหายได้ ย่อมไม่ต่างไปจากการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เช่นแม้จะพูดด้วยความประสงค์ดี แต่ไม่เหมาะกาลเทสะ มีบุคคล เป็นต้น ความผิดพลาด ก็เช่น เมื่อไม่ถูกเรื่อง (โคจรสัมปชัญญะ) และไม่ประกอบด้วยความถูกประเด็นด้วย (อสัมโมหสัมปชัญญะ) ก็ไม่ต่างไปจาก การเกาไม่ถูกที่คัน ย่อมเกิดการผิดพลาดขึ้นได้ ศีลสิกขาบทที่เป็นบัญญัติวัชชะมีอานุภาพป้องกันความเสียหายและความผิดพลาดได้ก็ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวนั้นเอง ความมีสภาวะที่ละเอียดสุขุมลุ่มลึกนี้เอง ที่เกื้อกูลให้เข้าถึงนิพพานได้ สมดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า

” ปุพฺเพว โข ปนสฺส กายกมมํ วจีกมฺมํ อาชีโว สุปริสุทโธ โหติ ” ความว่า ” ก็แล กายกรรม วจีกรรม อาชีวะของเธอ ย่อมเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ดี ในกาลก่อนนั่นเทียว “  ม อุ 14/476

หมายความว่า ศีลสิกขาบทประเภท บัญญัติวัชชะ จัดเป็นพวกตามสภาวลักษณะ ก็คือ พวก อภิสมาจาริกศีล(ศีลที่จะประพฤติได้ดี ต้องเข้าใจสภาวลักษณะและเหตุผล ไม่เช่นนั้นก็จะมองไม่เห็นคุณค่า)จัดเป็นอย่างอุกฤษฎ์ คือเกิดขึ้นได้พร้อมกัน ก็คือศีลในมัคคจิตรและผลจิตรนั่นเอง(โปรดดูรายละเอียดในมหาฏีกาวิสุทธิมรรคและรายละเอียดวิรตีเจตสิกในธัมมสังคณี)ส่วนศีลสิกขาบทบัญญัติประเภทโลกวัชชะ จะรักษาไว้ได้ คือที่เป็นข้อห้าม ก็ไม่ก้าวล่วง ที่เป็นข้อปฏิบัติ ก็ไม่ละเลย โดยอาศัยกุศลจิตร ซี่งจะต่างคนชั่วมีโจรที่ถูกขังคุกเป็นต้น ไม่ก้าวล่วง และไม่ละเลยเพราะถูกคุมขังอยู่ หมายความว่าศีลประเภทโลกวัชชะจัดตามสภาวลักษณ์เป็นพวก อธิพรหมจริยกศีล โดยที่ศีลทั้สองประเภทนี้ต่างก็เป็นปัจจัยเกื้อหนุนซี่งกันและกัน สมดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า

” โส วต ภิกฺขเว ถิกฺขุ อาภิสมาจาริกํ ๆเป ๆ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ. “

ความว่า ” ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ฐานะที่ว่าภิกษุนั้นไม่ทำอภิสมาจาริกศีลให้บริบูรณ์แล้ว จักทำอธิพรหมจริยกศีลให้บริบูรณ์ได้ดังว่านี้ หามีได้ไม่.”  องฺ ปญฺญก 22/16

เพื่อนสหธรรมิกจะเห็นได้ว่า แม้นเป็นสิกขาบทบัญญัติ แต่ก็มีสภาวปรมัตถ์รองรับที่สุขุมลุมลึกสมกับปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นพุทธวิสัยนั่นเอง เมื่อพุทธบริษัทมีโอกาสได้เรียนรู้ และฝึกฝนเป็นอุปนิสัย จึงเป็นลาภอันประเสริฏแน่นอน เท่ากับว่าพวกเราได้ใกล้ชิดพระบรมศาสดาผู้มีพระมหาบริสุทธิคุณอันหาใครเปรียบมิได้ โดยอาศัยคำสอนที่ทรงประทานให้พวกเราด้วยพระมหากรุณาธิคุณ และพระมหาปัญญาธิคุณ พวกเราชาวพุทธบริษัทจะไม่พึงรับ และรักษาไว้กระนั้นหรือ?