#มุ่งหน้าสู่สังกัสสะนคร

#ธุดงค์เดินธรรมยาตราพุทธภูมิอินเดียเนปาลมา 75 วัน (ตั้งแต่ 28 ธค 61)

#พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า
“สิ่งทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง”

#คณะพระธุดงค์จำนวน 120 รูป ในโครงการเดินธุดงค์ตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล เป็นรุ่นที่ 6/2561-2562 เป็นปีที่ 6

#วันที่ 75 แห่งการเดินธุดงค์ธรรมยาตราตามรอยบาทพระพุทธบรมศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล 
คณะเดินออกจากโค่นต้นมะม่วง เดินขึ้นถนน ไฮย์เวย์ เส้น ลัคเนาว์ – อัครา ระยะทาง 300 กิโลเมตร เดินนับกิโล ตั้งแต่ป้ายขึ้นที่กิโลเมตรที่ 300 ลดลงมาจน ถึงกิโลเมตรที่ 253 เป็นการทดสอบภาวะจิตใจอย่าแรง เพราะการเดินบนถนนแบบนี้ ต้องควบคุมอารมย์ตัวเองอย่างมาก เพราะว่า มองไปในเส้นทาง ถนนตรงอย่างเดียว ทำได้เพียง มองดู เฝ้ามอง ความร้อนที่ถนน พยับแดดมองเห็นชัดๆๆๆ ถนนร้อนระอุ ขนาดใส่รองเท้า ความหนามาก ความรู้สึกว่า เท้าร้อนยังมาถึงฝาเท้าได้ การเดินบนถนนที่แสงแดด ส่องทางสว่างจ้า ท่านสุริยเทพนั้น ท่านทำหน้าที่ได้แจ่มชัดมาก พระเองก็ ทำหน้าที่คือ เดิน เดิน เดิน
คณะเดินมาถึงที่นอน ต้องนอน นอกเขตถนนที่มีรั่วกั้นเขตแดนชัดเจน ทางเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแล เส้นทางนี้ ก็เข้ามาสอบถาม เป็นความเอื้อเฟื้อเมตตากันและกัน

#คณะพระธุดงค์พักค้างข้างถนน ไฮย์เวย์ ลัคเนาว์ – อัครา

#มุ่งหน้าสู่สังกัสสะนคร

#เกร็ดเล็กๆๆ ก่อนถึงสังกัสสะนคร
(ในพระไตรปิฏก) 
๒. เรื่องยมกปาฏิหาริย์ [๑๔๙] (ต่อเดิม)

พระมหาโมคคัลลานะแสดงธรรมแล้ว วิสัชนาปัญหาที่เหล่าชนผู้มาแล้วๆ เพื่อดูปาฏิหาริย์ถามแล้ว
พระสัมพุทธเจ้าไพโรจน์ล่วงเหล่าเทวดา

เทวดาในหมื่นจักรวาลแวดล้อมแม้พระศาสดาผู้ทรงจำพรรษาที่บัณฑุกัมพลสิลา เพื่อทรงแสดงอภิธรรมแก่พระมารดา
เหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงกล่าวว่า :-

ในกาลใด พระพุทธเจ้า ผู้เป็นยอดบุรุษประทับ อยู่เหนือบัณฑุกัมพลสิลา ณ ควงไม้ปาริฉัตตกะ ในภพ ดาวดึงส์, ในกาลนั้น เทพดาทั้งหลายในหมื่นโลกธาตุ ประชุมพร้อมกันแล้วเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ ประทับอยู่บนยอดเขา, เทพดาองค์ไหนๆ ก็หาไพโรจน์ กว่าพระสัมพุทธเจ้าโดยวรรณะไม่, พระสัมพุทธเจ้า เท่านั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงปวงเทพดาทั้งหมด.

ก็เมื่อพระศาสดานั้นประทับนั่งครอบงำเทพดาทุกหมู่เหล่า ด้วยรัศมีพระสรีระของพระองค์อย่างนี้ พระพุทธมารดาเสด็จมาจากวิมานชั้นดุสิต ประทับนั่ง ณ พระปรัศว์เบื้องขวา.

แม้อินทกเทพบุตรก็มานั่ง ณ พระปรัศว์เบื้องขวาเหมือนกัน. อังกุรเทพบุตรมานั่ง ณ พระปรัศว์เบื้องซ้าย. อังกุรเทพบุตรนั้น เมื่อเทพดาทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่ประชุมกัน ร่นออกไปแล้ว ได้โอกาสในที่มีประมาณ ๑๒ โยชน์. อินทกเทพบุตรนั่งในที่นั่นเอง.
พระศาสดาทอดพระเนตรดูเทพบุตรทั้งสองนั้นแล้ว มีพระประสงค์จะยังบริษัทให้ทราบ ความที่ทานอันบุคคลถวายแล้วแก่ทักขิไณยบุคคล ในศาสนาของพระองค์ เป็นกุศลมีผลมาก จึงตรัสอย่างนี้ว่า “อังกุระเธอทำแถวเตาไฟยาว ๑๒ โยชน์ให้ทานเป็นอันมาก ในกาลประมาณหมื่นปี ซึ่งเป็นระยะกาลนาน. บัดนี้ เธอมาสู่สมาคมของเรา ได้โอกาสในที่ไกลตั้ง ๑๒ โยชน์ ซึ่งไกลกว่าเทพบุตรทั้งหมด อะไรหนอแล เป็นเหตุในข้อนี้?”

แท้จริง พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย ก็ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า :-

พระสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรอังกุรเทพบุตรและ อินทกเทพบุตรแล้ว เมื่อจะทรงยกย่องทักขิไณยบุคคล ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า
‘อังกุระ เธอให้ ทานเป็นอันมากในระหว่างกาลนาน เธอเมื่อมา สู่สำนักของเรา นั่งเสียไกลลิบ.

พระศาสดาตรัสได้ยินถึงมนุษยโลก

พระสุรเสียงนั้น (ดัง) ถึงพื้นปฐพี. บริษัททั้งหมดนั้นได้ยินพระสุรเสียงนั้น.
เมื่อพระศาสดาตรัสอย่างนั้นแล้ว อังกุรเทพบุตร อันพระศาสดาผู้มีพระองค์อันอบรมแล้ว ตรัสเตือนแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ว่า :-
ข้าพระองค์จะต้องการอะไร ด้วยทานอันว่างเปล่า จากทักขิไณยบุคคล ยักษ์๑- ชื่ออินทกะนี้นั้นถวายทานแล้วนิดหน่อย ยังรุ่งเรืองยิ่งกว่าข้าพระองค์ ดุจพระจันทร์ในหมู่ดาว.
____________________________
๑- เทพบุตรผู้อันบุคคลพึงบูชา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทชฺชา แก้เป็น ทตฺวา ( แปลว่า ให้แล้ว).
เมื่ออังกุรเทพบุตรกราบทูลอย่างนั้นแล้ว พระศาสดาตรัสกะอินทกเทพบุตรว่า “อินทกะ เธอนั่งข้างขวาของเรา ไฉนจึงไม่ต้องร่นออกไปนั่งเล่า?”
อินทกเทพบุตรกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ทักขิไณยสมบัติแล้ว ดุจชาวนาหว่านพืชนิดหน่อยในนาดี” ดังนี้แล้ว
เมื่อจะประกาศทักขิไณยบุคคล จึงกราบทูลว่า :-
พืชแม้มาก อันบุคคลหว่านแล้วในนาดอน ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ยังชาวนาให้ยินดี ฉันใด, ทานมากมาย อันบุคคลตั้งไว้ในหมู่ชนผู้ทุศีล ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ยังทายกให้ยินดี
ฉันนั้นเหมือนกัน; พืชแม้เล็กน้อย อันบุคคลหว่านแล้วในนาดี เมื่อฝนหลั่งสายน้ำถูกต้อง (ตามกาล) ผลก็ย่อมยังชาวนา ให้ยินดีได้ ฉันใด, เมื่อสักการะแม้เล็กน้อยอันทายกทำแล้ว ในเหล่าท่านผู้มีศีล ผู้มีคุณคงที่ผลก็ย่อมยังทายกให้ยินดีได้
ฉันนั้นเหมือนกัน.
ทานที่ให้ในทักขิไณยบุคคลมีผลมาก
ถามว่า “ก็บุรพกรรมของอินทกเทพบุตรนั้น เป็นอย่างไร?”
แก้ว่า “ได้ยินว่า อินทกเทพบุตรนั้นได้ให้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่งที่เขานำมาแล้วเพื่อตน แก่พระอนุรุทธเถระผู้เข้าไปบิณฑบาตภายในบ้าน. บุญของเธอนั้น มีผลมากกว่าทานที่อังกุรเทพบุตร ทำแถวเตาไฟยาวตั้ง ๑๒ โยชน์ ให้แล้วตั้งหมื่นปี เพราะเหตุนั้น อินทกเทพบุตรจึงกราบทูลอย่างนั้น.”
เมื่ออินทกเทพบุตรกราบทูลอย่างนั้นแล้ว พระศาสดาตรัสว่า “อังกุระ การเลือกเสียก่อนแล้วให้ทานจึงควร ทานนั้นย่อมมีผลมากด้วยอาการอย่างนี้ ดุจพืชที่เขาหว่านดีในนาดีฉะนั้น แต่เธอหาได้ทำอย่างนั้นไม่ เหตุนั้น ทานของเธอจึงไม่มีผลมาก”
เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสว่า :-
ทานอันบุคคลให้แล้วในเขตใด มีผลมาก, บุคคลพึงเลือกให้ทานในเขตนั้น; การเลือกให้อัน พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว, ทานที่บุคคลให้แล้ว ในทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลก คือหมู่ สัตว์ที่ยังเป็นอยู่นี้ มีผลมาก เหมือนพืชที่บุคคล หว่านแล้วในนาดีฉะนั้น.
เมื่อจะทรงแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้นไป ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นเครื่องประทุษร้าย หมู่สัตว์นี้มีราคะเป็นเครื่องประทุษร้าย, เพราะ เหตุนั้นแล ทานที่บุคคลให้แล้ว ในท่านที่มีราคะ ไปปราศแล้วทั้งหลาย จึงมีผลมาก
นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นเครื่องประทุษร้าย หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นเครื่องประทุษร้าย, เพราะ เหตุนั้นแล ทานที่บุคคลให้แล้วในท่านผู้มีโทสะ ไปปราศแล้วทั้งหลาย จึงมีผลมาก.
นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นเครื่องประทุษร้าย หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นเครื่องประทุษร้าย, เพราะ เหตุนั้นแล ทานที่บุคคลให้แล้วในท่านผู้มีโมหะ ไปปราศแล้วทั้งหลาย จึงมีผลมาก.
นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นเครื่องประทุษร้าย หมู่สัตว์นี้มีความอยากเป็นเครื่องประทุษร้าย เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลให้แล้ว ในท่านผู้ มีความอยากไปปราศแล้วทั้งหลาย จึงมีผลมาก.
ในกาลจบเทศนา อังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตรดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. (ธรรมเทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่มหาชนแล้ว).

พระศาสดาเสด็จไปโปรดพระมารดาชั้นดาวดึงส์

ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางเทวบริษัท ทรงปรารภพระมารดาเริ่มตั้งอภิธรรมปิฎกว่า “กุสลา ธมฺมา, อกุสลา ธมฺมา, อพฺยากตา ธมฺมา” ดังนี้เป็นต้น. ทรงแสดงอภิธรรมปิฎกโดยนัยนี้เรื่อยไปตลอด ๓ เดือน.

ก็แลทรงแสดงธรรมอยู่ ในเวลาภิกษาจาร ทรงนิรมิตพระพุทธนิรมิต ด้วยทรงอธิษฐานว่า “พุทธนิรมิตนี้จงแสดงธรรมชื่อเท่านี้ จนกว่าเราจะมา” แล้วเสด็จไปป่าหิมพานต์ ทรงเคี้ยวไม้สีฟันชื่อนาคลตา บ้วนพระโอษฐ์ที่สระอโนดาต นำบิณฑบาตมาแต่อุตตรกุรุทวีป ได้ประทับนั่งทำภัตกิจในโรงกว้างใหญ่แล้ว.
พระสารีบุตรเถระไปทำวัตรแด่พระศาสดาในที่นั้น.
พระศาสดาทรงทำภัตกิจแล้ว ตรัสแก่พระเถระว่า “สารีบุตร วันนี้ เราภาษิตธรรมชื่อเท่านี้ เธอจงบอกแก่ (ภิกษุ ๕๐๐) นิสิตของตน.” ได้ทราบว่า กุลบุตร ๕๐๐ เลื่อมใสยมกปาฏิหาริย์ บวชแล้วในสำนักของพระเถระ.
พระศาสดาตรัสแล้วอย่างนั้น ทรงหมายเอาภิกษุเหล่านั้น. ก็แลครั้นตรัสแล้ว เสด็จไปสู่เทวโลก ทรงแสดงธรรมเอง ต่อจากที่พระพุทธนิรมิตแสดง. แม้พระเถระก็ไปแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้น เมื่อพระศาสดาเสด็จอยู่ในเทวโลกนั้นแล ได้เป็นผู้ชำนาญในปกรณ์ ๗ แล้ว.
ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป ภิกษุเหล่านั้นเป็นค้างคาวหนู ห้อยอยู่ที่เงื้อมแห่งหนึ่ง เมื่อพระเถระ ๒ รูปจงกรมแล้วท่องอภิธรรมอยู่ ได้ฟังถือเอานิมิตในเสียงแล้ว
ค้างคาวเหล่านั้นไม่รู้ว่า “เหล่านี้ ชื่อว่าขันธ์, เหล่านี้ ชื่อว่าธาตุ” ด้วยเหตุสักว่าถือเอานิมิตในเสียงเท่านั้น จุติจากอัตภาพนั้น แล้วเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติสิ้นพุทธันดรหนึ่ง จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว เกิดในเรือนตระกูลในกรุงสาวัตถี เกิดความเลื่อมใสในยมกปาฏิหาริย์ บวชในสำนักของพระเถระแล้ว ได้เป็นผู้ชำนาญในปกรณ์ ๗ ก่อนกว่าภิกษุทั้งปวง. แม้พระศาสดาก็ทรงแสดงอภิธรรมโดยทำนองนั้นแล ตลอด ๓ เดือนนั้น.
ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดา ๘ หมื่นโกฏิ.
แม้พระมหามายาก็ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล.

 ดูอัลบัมภาพล่าสุด
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๕๓) https://goo.gl/o4XsHH

ดูอัลบัมภาพทั้งหมด

อัลบัมภาพธุดงค์ธรรมยาตราทั้งหมด https://goo.gl/kfb5m7