#มุ่งหน้าสู่สังกัสสะนคร

#ธุดงค์เดินธรรมยาตราพุทธภูมิอินเดียเนปาลมา 76 วัน (ตั้งแต่ 28 ธค 61)

#พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า
“สิ่งทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง”

#คณะพระธุดงค์จำนวน 120 รูป ในโครงการเดินธุดงค์ตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล เป็นรุ่นที่ 6/2561-2562 เป็นปีที่ 6

# 76 วันแห่งการเดินธุดงค์ธรรมยาตราตามรอยบาทพระพุทธบรมศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล
คณะเดินออกจากข้าถนน ไฮย์เวย์ เส้น ลัคเนาว์ – อัครา ระยะทาง 300 กิโลเมตร เดินนับกิโล เป็นวันที่ 2 บนถนนเส้นนี้ ตั้งแต่ป้ายขึ้นที่กิโลเมตรที่ 300 ลดลงมาจน ถึงกิโลเมตรที่ 222 เป็นการทดสอบภาวะจิตใจอย่างแรง
คณะเลียวขวาลงที่ กิโลเมตร ที่ 222 ข้ามแม่น้ำคงคา แม่น้ำสายหลัก เพื่อเดินไปยังสังกัสสะนคร เป็นถนนเส้นเล็กๆๆ
แดดแรงกล้า สายลมพัดให้คลายร้อนลงมาบ้าง การเดินบนถนน ถ้าก้มหน้าเดินรถอาจเอาไปทานได้ รถวิ่งสวนไปมา แดดแรงแบบนี้ พระจะต้องถูกบังคับให้ฉันเกลือแร่ กรอกใส่น้ำ จิ๊บไปเรื่อยๆๆ ขวด 1 ลิตร ก็ทยอยดื่มให้หมด เมื่อถึงที่พักก็ให้ดื่มน้ำเยอะๆๆ เป็นการทดแทนการเสียเหงื่อ
เมื่อเดินไปก็ระลึงนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระภิกษุทั้งหลายผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ท่านเดินไปนี้ อากาศจะร้อนเหมือนสมัยนี้ไหม ได้แต่จินตนาการนึกในใจ ว่า พระพุทธองค์พร้อมด้วยอสีติมหาสาวก เหล่าพระอรหันต์เดินนำหน้าเราอยู่ เราอยู่เส้นทางนี้ แม้ร้อน ก็ให้มีวิริยะ ความเพียรเผากิเลสในใจ ให้ชนะใจตนไปทุกวัน
คณะเดินมาถึงที่นอน เป็น โรงเรียนเล็กๆๆ มีต้นไม้ขึ้นพอให้บังลมแดดได้ ทางเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแล ก็เข้ามาสอบถาม เป็นความเอื้อเฟื้อเมตตากันและกัน

#คณะพระธุดงค์พักค้างข้างถนน ไฮย์เวย์ ลัคเนาว์ – อัครา

#มุ่งหน้าสู่สังกัสสะนคร

#เกร็ดเล็กๆๆ ก่อนถึงสังกัสสะนคร
(ในพระไตรปิฏก) 
๒. เรื่องยมกปาฏิหาริย์ [๑๔๙] (ต่อเดิม)

แม้พระศาสดาก็ทรงแสดงอภิธรรมโดยทำนองนั้นแล ตลอด ๓ เดือนนั้น.
ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดา ๘ หมื่นโกฏิ.
แม้พระมหามายาก็ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล.
พระโมคคัลลานเถระขึ้นไปทูลถามข่าวเสด็จลง
บริษัทมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์แม้นั้นแล คิดว่า “แต่บัดนี้ไปในวันที่ ๗ จักเป็นวันมหาปวารณา” แล้วเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ กล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ควรจะทราบวันเสด็จลงของพระศาสดา เพราะข้าพเจ้าทั้งหลายไม่เห็นพระศาสดาแล้ว จักไม่ไป.” ท่านพระมหาโมคคัลลานะฟังถ้อยคำนั้นแล้วรับว่า “ดีละ” แล้วดำลงในแผ่นดินตรงนั้นเอง อธิษฐานว่า “บริษัทจงเห็นเรา ผู้ไปถึงเชิงเขาสิเนรุแล้วขึ้นไปอยู่” มีรูปปรากฏดุจด้ายกัมพลเหลืองที่ร้อยไว้ในแก้วมณีเทียว ขึ้นไปแล้วโดยท่ามกลางเขาสิเนรุ. แม้พวกมนุษย์ก็แลเห็นท่านว่า “ขึ้นไปแล้ว ๑ โยชน์ ขึ้นไปแล้ว ๒ โยชน์” เป็นต้น แม้พระเถระขึ้นไปถวายบังคมพระบาทยุคลของพระศาสดา ดุจเทินไว้ด้วยเศียรเกล้า กราบทูลอย่างนี้ว่า “พระเจ้าข้า บริษัทประสงค์จะเฝ้าพระองค์ก่อนแล้วไป พระองค์จักเสด็จลงเมื่อไร?”
พระศาสดา. โมคคัลลานะ ก็สารีบุตร พี่ของเธอ อยู่ที่ไหน.
โมคคัลลานะ พระเจ้าข้า ท่านจำพรรษาอยู่ในสังกัสสนคร.
พระศาสดา. โมคคัลลานะ ในวันที่ ๗ แต่วันนี้ (ไป) เราจักลงที่ประตูเมืองสังกัสสะ ในวันมหาปวารณา ผู้ใคร่จะพบเรา ก็จงไปที่นั้นเถิด ก็แลสังกัสสนครจากกรุงสาวัตถี มีประมาณ ๓๐ โยชน์ ในทางเท่านั้น กิจที่จะต้องเตรียมเสบียง ย่อมไม่มีแก่ใครๆ เธอพึงบอกแก่คนเหล่านั้นว่า ‘ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้รักษาอุโบสถไป ดุจไปสู่วิหารใกล้เพื่อฟังธรรมเถิด.’
พระพุทธองค์ทรงเปิดโลก
พระเถระทูลว่า “ดีละ พระเจ้าข้า” แล้วได้บอกตามรับสั่ง. พระศาสดาเสด็จจำพรรษาปวารณาแล้ว ตรัสบอกแก่ท้าวสักกะว่า “มหาบพิตร อาตมภาพจักไปสู่ถิ่นของมนุษย์.”
ท้าวสักกะทรงนิรมิตบันได ๓ ชนิด คือบันไดทองคำ บันไดแก้วมณี บันไดเงิน. เชิงบันไดเหล่านั้นตั้งอยู่แล้วที่ประตูสังกัสสนคร หัวบันไดเหล่านั้นตั้งอยู่แล้วที่ยอดเขาสิเนรุ. ในบันไดเหล่านั้น บันไดทองได้มีในข้างเบื้องขวา เพื่อพวกเทวดา บันไดเงินได้มีในข้างเบื้องซ้าย เพื่อมหาพรหมทั้งหลาย บันไดแก้วมณีได้มีในท่ามกลาง เพื่อพระตถาคต.
พระศาสดาประทับยืนอยู่บนยอดเขาสิเนรุ ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลก ทรงแลดูข้างบนแล้ว สถานที่อันพระองค์ทรงแลดูแล้วทั้งหลาย ได้มีเนินเป็นอันเดียวกันจนถึงพรหมโลก ทรงแลดูข้างล่าง. สถานที่อันพระองค์ทรงแลดูแล้ว ได้มีเนินเป็นอันเดียวกันจนถึงอเวจี ทรงแลดูทิศใหญ่และทิศเฉียงทั้งหลาย จักรวาลหลายแสนได้มีเนินเป็นอันเดียวกัน เทวดาเห็นพวกมนุษย์, แม้พวกมนุษย์ก็เห็นพวกเทวดา. พวกเทวดาและมนุษย์ทั้งหมด ต่างเห็นกันแล้วเฉพาะหน้าทีเดียว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีไปแล้ว. มนุษย์ในบริษัทซึ่งมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์แม้คนหนึ่ง เมื่อแลดูสิริของพระพุทธเจ้าในวันนั้นแล้ว ชื่อว่าไม่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า มิได้มีเลย.
พวกเทวดาลงทางบันไดทอง พวกมหาพรหมลงทางบันไดเงิน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงทางบันไดแก้วมณี. เทพบุตรนักฟ้อนชื่อปัญจสิขะ ถือพิณสีเหลืองดุจผลมะตูมยืนอยู่ ณ ข้างเบื้องขวา ทำบูชาด้วยการฟ้อนแด่พระศาสดาลงมา มาตลิสังคาหกเทพบุตรยืน ณ ข้างเบื้องซ้าย ถือของหอมระเบียบและดอกไม้อันเป็นทิพย์ นมัสการอยู่ ทำบูชาแล้วลงมา. ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร, ท้าวสุยามถือพัดวาลวิชนี. พระศาสดาเสด็จลงพร้อมด้วยบริวารนี้ หยุดประทับอยู่ที่ประตูสังกัสสนคร.
แม้พระสารีบุตรเถระมาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว เพราะพระศาสดาเสด็จลงด้วยพุทธสิริเห็นปานนั้น อันท่านไม่เคยเห็นแล้ว ในกาลก่อนแต่นี้ เพราะฉะนั้น จึงประกาศความยินดีของตน ด้วยคาถาทั้งหลายเป็นต้นว่า :-
พระศาสดา ผู้มีถ้อยคำอันไพเราะ ทรงเป็น อาจารย์แห่งคณะ
๑- เสด็จมาจากดุสิตอย่างนี้ เรายัง ไม่เห็น หรือไม่ได้ยินต่อใคร ในกาลก่อนแต่นี้
แล้วทูลว่า “พระเจ้าข้า วันนี้เทวดาและมนุษย์แม้ทั้งหมดย่อมกระหยิ่ม ปรารถนาต่อพระองค์.”
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะท่านว่า “สารีบุตร ชื่อว่าพระพุทธเจ้าผู้ประกอบพร้อมด้วยคุณเห็นปานนี้ ย่อมเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยแท้.”
เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
เย ฌานปฺปสุตา ธีรา เนกฺขมฺมูปสเม รตา เทวาปิ เตสํ ปิหยนฺติ สมฺพุทฺธานํ สตีมตํ.
พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใด เป็นปราชญ์ ขวนขวายในฌาน ยินดีแล้วในธรรมที่เข้าไปสงบด้วย สามารถแห่งการออก, แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ก็ย่อมกระหยิ่มต่อพระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้มีสติ
____________________________
๑- คณิมาคโต ตัดบทเป็น คณี อาคโต. อรรถกถาว่า…คณาจริยตฺตา คณี…
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า เย ฌานปฺปสุตา ความว่า ประกอบแล้ว ขวนขวายแล้วในฌาน ๒ อย่างเหล่านี้ คือ ลักขณูปนิชฌาน อารัมมณูปนิชฌาน ด้วยการนึกการเข้าการอธิษฐานการออกและการพิจารณา.
บรรพชา อันผู้ศึกษาไม่พึงถือว่า “เนกขัมมะ” ในคำว่า เนขมฺมูปสเม รตา นี้, ก็คำ “เนกขัมมะ” นั่น พระองค์ตรัส หมายเอาความยินดีในนิพพาน อันเป็นที่เข้าไปสงบกิเลส.
บทว่า เทวาปิ ความว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมกระหยิ่ม คือปรารถนาต่อพระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น.
บทว่า สตีมตํ ความว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าว่า “น่าชมจริงหนอ แม้เราพึงเป็นพระพุทธเจ้า” ดังนี้ ชื่อว่าย่อมกระหยิ่มต่อพระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้มีพระคุณเห็นปานนี้ ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยสติ.
ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ประมาณ ๓๐ โกฏิ.
ภิกษุ ๕๐๐ สัทธิวิหาริกของพระเถระ ตั้งอยู่แล้วในพระอรหัต.

สังกัสสนครเป็นที่เสด็จลงจากดาวดึงส์ 
ได้ยินว่า การทำยมกปาฏิหาริย์แล้วจำพรรษาในเทวโลก แล้วเสด็จลงที่ประตูสังกัสสนคร อันพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ไม่ทรงละแล้วแล, ก็สถานที่พระบาทเบื้องขวาประดิษฐาน ณ ที่เสด็จลงนั้น มีนามว่าอจลเจติยสถาน. พระศาสดาประทับยืน ณ ที่นั้น ตรัสถามปัญหาในวิสัยของปุถุชนเป็นต้น, พวกปุถุชนแก้ปัญหาได้ในวิสัยของตนเท่านั้น ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระโสดาบันได้. พระอริยบุคคลทั้งหลายมีพระโสดาบันเป็นต้นก็เหมือนกัน ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระอริยบุคคลทั้งหลาย มีพระสกทาคามีเป็นต้น. พระมหาสาวกที่เหลือไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระมหาโมคคัลลานะ. พระมหาโมคคัลลานะไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระสารีบุตรเถระได้. แม้พระสารีบุตรเถระก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระพุทธเจ้าได้เหมือนกัน.
พระศาสดาทรงแลดูทิศทั้งปวงตั้งต้นแต่ปาจีนทิศ. สถานที่ทั้งปวงได้มีเนินเป็นอันเดียวกันทีเดียว เทวดาและมนุษย์ใน ๘ ทิศ และเทวดาเบื้องบนจดพรหมโลก และยักษ์นาคและสุบรรณผู้อยู่ ณ ภาคพื้นเบื้องต่ำ ประคองอัญชลีกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ชื่อว่าผู้วิสัชนาปัญหานี้มิได้มีในสมาคมนี้ ขอพระองค์โปรดใคร่ครวญในสมาคมนี้ทีเดียว.”

พระสารีบุตรเถระมีปัญญามาก 
พระศาสดาทรงดำริว่า “สารีบุตรย่อมลำบาก ด้วยว่า เธอได้ฟังปัญหาที่เราถามแล้วในพุทธวิสัยนี้ว่า:-
ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ เธอมีปัญญารักษาตน อันเราถามถึงความเป็นไปของท่าน ผู้มีธรรมอัน นับพร้อมแล้วทั้งหลาย และพระเสขะทั้งหลาย ซึ่ง มีอยู่มากในโลกนี้ จงบอกความเป็นไปนั้นแก่เรา
ดังนี้, เป็นผู้หมดความสงสัยในปัญหาว่า ‘พระศาสดาย่อมตรัสถามถึงปฏิปทา เป็นที่มา (มรรคปฏิปทา) ของพระเสขะและอเสขะกะเรา’ ดังนี้ก็จริง, ถึงอย่างนั้นก็ยังหวังอัธยาศัยของเราอยู่ว่า ‘เราเมื่อกล่าวปฏิปทานี้ด้วยมุขไหนๆ ในธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น จึงจักอาจถือเอาอัธยาศัยของพระศาสดาได้’
สารีบุตรนั้น เมื่อเราไม่ให้นัย จักไม่อาจแก้ได้ เราจักให้นัยแก่เธอ” เมื่อจะทรงแสดงนัย ตรัสว่า “สารีบุตร เธอจงพิจารณาเห็นความเป็นจริงนี้.”
ได้ยินว่า พระองค์ได้ทรงดำริอย่างนี้ว่า “สารีบุตรเมื่อถือเอาอัธยาศัยของเราแก้ จักแก้ด้วยสามารถแห่งขันธ์” ปัญหานั้นปรากฏแก่พระเถระตั้งร้อยนัย พันนัย พร้อมกับการประทานนัย. ท่านตั้งอยู่ในนัยที่พระศาสดาประทาน แก้ปัญหานั้นได้แล้ว,
ได้ยินว่า คนอื่นยกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสีย ชื่อว่าสามารถเพื่อจะทันปัญญาของพระสารีบุตรเถระหามิได้. นัยว่า เหตุนั้นแล พระเถระจึงยืนตรงพระพักตร์พระศาสดา บันลือสีหนาทว่า “พระเจ้าข้า เมื่อฝนตกแม้ตลอดกัลป์ทั้งสิ้น ข้าพระองค์ก็สามารถเพื่อจะนับ แล้วยกขึ้นซึ่งคะแนนว่า ‘หยาดน้ำทั้งหลายตกในมหาสมุทรเท่านี้หยาด, ตกบนแผ่นดินเท่านี้หยาด, บนภูเขาเท่านี้หยาด.”
แม้พระศาสดาก็ตรัสกะท่านว่า “สารีบุตร เราก็ทราบความที่เธอสามารถจะนับได้.” ชื่อว่าข้ออุปมาเปรียบด้วยปัญญาของท่านนั้น ย่อมไม่มี.
เหตุนั้นแล ท่านจึงกราบทูลว่า :- 
ทรายในแม่น้ำคงคาพึงสิ้นไป น้ำในห้วงน้ำใหญ่ พึงสิ้นไป ดินในแผ่นดินพึงสิ้นไป การแก้ปัญหาด้วย ความรู้ของข้าพระองค์ ย่อมไม่สิ้นไปด้วยคะแนน.
มีคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้เป็นที่พึ่งของโลก ก็ถ้าว่า เมื่อข้าพระองค์แก้ปัญหาข้อหนึ่งแล้ว บุคคลพึงใส่ทรายเมล็ดหนึ่งหรือหยาดน้ำหยาดหนึ่ง หรือดินร่วนก้อนหนึ่ง เมื่อข้าพระองค์แก้ปัญหาร้อย หรือพัน หรือแสนข้อ พึงใส่คะแนนทั้งหลายมีทรายเป็นต้น ทีละหนึ่งๆ ณ ส่วนข้างหนึ่งในแม่น้ำคงคา, คะแนนทั้งหลายมีทรายเป็นต้นในแม่น้ำคงคาเป็นต้น พึงถึงความสิ้นไปเร็วกว่า การแก้ปัญหาของข้าพระองค์ ย่อมไม่สิ้นไป.”
ภิกษุแม้มีปัญญามากอย่างนี้ ก็ยังไม่เห็นเงื่อนต้นหรือเงื่อนปลายแห่งปัญหาที่พระศาสดาถามแล้วในพุทธวิสัย ต่อตั้งอยู่ในนัยที่พระศาสดาประทานแล้ว จึงแก้ปัญหาได้.
ภิกษุทั้งหลายฟังดังนั้นแล้ว สนทนากันว่า “แม้ชนทั้งหมด อันพระศาสดาตรัสถามปัญหาใด ไม่อาจแก้ได้, พระสารีบุตรเถระผู้เป็นธรรมเสนาบดีผู้เดียวเท่านั้น แก้ปัญหานั้นได้.”
พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้วตรัสว่า “สารีบุตรแก้ปัญหาที่มหาชนไม่สามารถจะแก้ได้ ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในภพก่อน เธอก็แก้ได้แล้วเหมือนกัน”
ดังนี้แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ตรัสชาดก๑- นี้โดยพิสดารว่า :- 
คนที่มาประชุมกันแล้ว แม้ตั้งพันเป็นกำหนด คนเหล่านั้นหาปัญญามิได้ พึงคร่ำครวญตั้ง ๑๐๐ ปี,
บุรุษใดผู้รู้ชัดซึ่งอรรถแห่งภาษิตได้ บุรุษผู้นั้นซึ่งเป็น ผู้มีปัญญาคนเดียวเท่านั้น ประเสริฐกว่า. ดังนี้แล.
____________________________
๑- ขุ. ชา. เอก. เล่ม ๒๗/ข้อ ๙๙.

เรื่องยมกปาฏิหาริย์ จบ.


ดูอัลบัมภาพล่าสุด

– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๕๔) https://goo.gl/tNXkMR
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๕๕) https://goo.gl/52xgMY

ดูอัลบัมภาพทั้งหมด

อัลบัมภาพธุดงค์ธรรมยาตราทั้งหมด https://goo.gl/kfb5m7