#มุ่งหน้าสู่สังกัสสะนคร

#ธุดงค์เดินธรรมยาตราพุทธภูมิอินเดียเนปาลมา 73 วัน (ตั้งแต่ 28 ธค 61)

#พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า
“สิ่งทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง”

#คณะพระธุดงค์จำนวน 120 รูป ในโครงการเดินธุดงค์ตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล เป็นรุ่นที่ 6/2561-2562 เป็นปีที่ 6

#วันที่ 73 แห่งการเดินธุดงค์ธรรมยาตราตามรอยบาทพระพุทธบรมศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล
คณะเดินออกจากโรงเผาศพ บรรยากาศดูเงียบ สลับกับความเย็นของแม่น้ำที่ชาวบ้านใช้ เป็นที่ลอยกระดูก และล้างตัวหลังจากเผาศพแยกย้ายกับบ้าน การเผาศพที่นี้ ใช้ฟื้น เผากันเห็นๆๆๆเหมือนบ้านเรา ไหม้หมดหรือไม่ ไม่สำคัญ ถือว่าเผาแล้ว จึงลอยน้ำ การเผาแบบนี้จะเห็นได้ตามลำน้ำหรือ ที่ที่ทางชาวบ้านจัดเผา เป็นที่รวบรวมทำพิธีกรรมหลายๆๆอย่าง กลางคืนบรรยายกาศเงียบ ความเย็นจากแม่นำ้ก็เข้ามา
คณะเดินบนถนนที่กำลังทำใหม่ และ เป็นเส้นรถวิ่งไปลักเนาว์
คณะเดินมุ่งหน้าสู่สังกัสสะนคร

#คณะพระธุดงค์พักค้างที่ ลานโล่ง

#มุ่งหน้าสู่สังกัสสะนคร

#เกร็ดเล็กๆๆ ก่อนถึงสังกัสสะนคร
(ในพระไตรปิฏก) 
๒. เรื่องยมกปาฏิหาริย์ [๑๔๙] (ต่อเดิม)
พระศาสดาทรงนิรมิตจงกรมแก้วในอากาศ. ที่สุดด้านหนึ่งของจงกรมนั้น ได้มีที่ขอบปากจักรวาลด้านปาจีนทิศ, ด้านหนึ่งได้มีที่ขอบปากจักรวาลด้านปัศจิมทิศ. พระศาสดาเมื่อบริษัทมีประมาณ ๓๖ โยชน์ประชุมกันแล้ว ในเวลาบ่ายเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ด้วยทรงดำริว่า “บัดนี้ เป็นเวลาทำปาฏิหาริย์” แล้ว ได้ประทับยืนที่หน้ามุข.
(ต่อจากเดิม
สาวกสาวิการับอาสาทำปาฏิหาริย์แทน
ครั้งนั้น อนาคามีอุบาสิกาคนหนึ่งผู้นันทมารดา ชื่อฆรณี เข้าไปเฝ้าพระองค์แล้วกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า เมื่อธิดาเช่นหม่อมฉันมีอยู่ กิจที่พระองค์ต้องลำบากย่อมไม่มี หม่อมฉันจักทำปาฏิหาริย์.”
พระศาสดา. ฆรณี เธอจักทำอย่างไร?
ฆรณี. พระเจ้าข้า หม่อมฉันจักทำแผ่นดินใหญ่ในห้องแห่งจักรวาลหนึ่งให้เป็นน้ำ แล้วดำลงเหมือนนางนกเป็ดน้ำ แสดงตนที่ขอบปากแห่งจักรวาลด้านปาจีนทิศ ที่ขอบปากแห่งจักรวาลด้านปัศจิมทิศ อุตรทิศและทักษิณทิศก็เช่นนั้น ตรงกลางก็เช่นนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น มหาชนเห็นหม่อมฉันแล้ว เมื่อใครๆ พูดขึ้นว่า ‘นั่นใคร?’ ก็จะบอกว่า ‘นั่นชื่อนางฆรณี อานุภาพของหญิงคนหนึ่งยังเพียงนี้ก่อน ส่วนอานุภาพของพระพุทธเจ้า จักเป็นเช่นไร?’ พวกเดียรถีย์ไม่ทันเห็นพระองค์เลย ก็จักหนีไปด้วยอาการอย่างนี้.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะนางว่า “ฆรณี เราย่อมทราบความที่เธอเป็นผู้สามารถทำปาฏิหาริย์เห็นปานนี้ได้ แต่พวงดอกไม้นี้ เขามิได้ผูกไว้เพื่อประโยชน์แก่เธอ” แล้วทรงห้ามเสีย.
นางฆรณีนั้นคิดว่า “พระศาสดาไม่ทรงอนุญาตแก่เรา คนอื่นผู้สามารถทำปาฏิหาริย์ยิ่งขึ้นไปกว่าเราจะมีแน่แท้” ดังนี้ แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.
ฝ่ายพระศาสดาทรงดำริว่า “คุณของสาวกเหล่านั้นจักปรากฏด้วยอาการอย่างนี้แหละ” ทรงสำคัญอยู่ว่า “พวกสาวกจะบันลือสีหนาท ณ ท่ามกลางบริษัทมีประมาณ ๓๖ โยชน์ ด้วยอาการอย่างนี้” จึงตรัสถามสาวกแม้พวกอื่นอีกว่า “พวกเธอจักทำปาฏิหาริย์อย่างไร?” สาวกเหล่านั้นก็กราบทูลว่า “พวกข้าพระองค์จักทำอย่างนี้และอย่างนี้ พระเจ้าข้า” แล้วยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดานั่นแหละ บันลือสีหนาท.
บรรดาสาวกเหล่านั้น ได้ยินว่า ท่านจุลอนาถบิณฑิกะคิดว่า “เมื่ออนาคามีอุบาสกผู้เป็นบุตรเช่นเรามีอยู่ กิจที่พระศาสดาต้องลำบากย่อมไม่มี” จึงกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักทำปาฏิหาริย์” ถูกพระศาสดาตรัสถามว่า “เธอจักทำอย่างไร?”
จึงกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักนิรมิตอัตภาพเหมือนพรหมมีประมาณ ๑๒ โยชน์ จักปรบดุจดังพรหมด้วยเสียงเช่นกับมหาเมฆกระหึ่มในท่ามกลางบริษัทนี้ มหาชนจักถามว่า ‘นี่ชื่อว่าเสียงอะไรกัน?’ แล้วจักกล่าวกันเองว่า ‘นัยว่า นี่ชื่อว่าเป็นเสียงแห่งการปรบดังพรหมของท่านจุลอนาถบิณฑิกะ’ พวกเดียรถีย์จักคิดว่า ‘ อานุภาพของคฤหบดียังถึงเพียงนี้ก่อน อานุภาพของพระพุทธเจ้าจะเป็นเช่นไร? ยังไม่ทันเห็นพระองค์เลยก็จักหนีไป.”
พระศาสดาตรัสเช่นนั้นเหมือนกัน แม้แก่ท่านจุลอนาถบิณฑิกะนั้นว่า “เราทราบอานุภาพของเธอ” แล้วไม่ทรงอนุญาตการทำปาฏิหาริย์.
ต่อมา สามเณรีชื่อว่าวีรา มีอายุได้ ๗ ขวบ บรรลุปฏิสัมภิทารูปหนึ่ง ถวายบังคมพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า หม่อมฉันจักทำปาฏิหาริย์.”
พระศาสดา. วีรา เธอจักทำอย่างไร?
วีรา. พระเจ้าข้า หม่อมฉันจักนำภูเขาสิเนรุ ภูเขาจักรวาล และภูเขาหิมพานต์ตั้งเรียงไว้ในที่นี้ แล้วจักออกจากภูเขานั้นๆ ไปไม่ขัดข้องดุจนางหงส์ มหาชนเห็นหม่อมฉันแล้วจักถามว่า ‘นั่นใคร?’ แล้วจักกล่าวว่า ‘วีราสามเณรี, พวกเดียรถีย์คิดกันว่า อานุภาพของสามเณรีผู้มีอายุ ๗ ขวบ ยังถึงเพียงนี้ก่อน อานุภาพของพระพุทธเจ้าจักเป็นเช่นไร?’ ยังไม่ทันเห็นพระองค์เลยก็จักหนีไป.
เบื้องหน้าแต่นี้ไป พึงทราบคำเห็นปานนี้ โดยทำนองดังที่กล่าวแล้วนั่นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแม้แก่สามเณรีนั้นว่า “เราทราบอานุภาพของเธอ” ดังนี้แล้ว ก็ไม่ทรงอนุญาตการทำปาฏิหาริย์.
ลำดับนั้น สามเณรชื่อจุนทะผู้เป็นขีณาสพ บรรลุปฏิสัมภิทารูปหนึ่ง มีอายุ ๗ ขวบแต่เกิดมา เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า “ข้าพระองค์จักทำปาฏิหาริย์ พระเจ้าข้า” ถูกพระศาสดาตรัสถามว่า “เธอจักทำอย่างไร?” จึงกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักจับต้นหว้าใหญ่ที่เป็นธงแห่งชมพูทวีปที่ลำต้นแล้วเขย่า นำผลหว้าใหญ่มาให้บริษัทนี้เคี้ยวกิน และข้าพระองค์จักนำดอกแคฝอยมาแล้ว ถวายบังคมพระองค์.” พระศาสดาตรัสว่า “เราทราบอานุภาพของเธอ” ดังนี้แล้ว ก็ทรงห้ามการทำปาฏิหาริย์ แม้ของสามเณรนั้น.
ลำดับนั้น พระเถรีชื่ออุบลวรรณา ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า “หม่อมฉันจักทำปาฏิหาริย์ พระเจ้าข้า” ถูกพระศาสดาตรัสถามว่า “เธอจักทำอย่างไร?” จึงกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า หม่อมฉันจักแสดงบริษัทมีประมาณ ๓๒ โยชน์โดยรอบ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ อันบริษัทมีประมาณ ๓๖ โยชน์โดยกลมแวดล้อมแล้วมาถวายบังคมพระองค์.”
พระศาสดาตรัสว่า “เราทราบอานุภาพของเธอ” แล้วก็ทรงห้ามการทำปาฏิหาริย์ แม้ของพระเถรีนั้น.
ลำดับนั้น พระมหาโมคคัลลานเถระถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า “ข้าพระองค์จักทำปาฏิหาริย์ พระเจ้าข้า” ถูกพระศาสดาตรัสถามว่า “เธอจักทำอะไร?” จึงกราบทูลว่า ” ข้าพระองค์จักวางเขาหลวงชื่อสิเนรุไว้ในระหว่างฟัน แล้วเคี้ยวกินภูเขานั้นดุจพืชเมล็ดผักกาดพระเจ้าข้า.”
พระศาสดา. เธอจักทำอะไร? อย่างอื่น.
มหาโมคคัลลานะ. ข้าพระองค์จักม้วนแผ่นดินใหญ่นี้ดุจเสื่อลำแพนแล้วใส่เข้าไว้ (หนีบไว้) ในระหว่างนิ้วมือ.
พระศาสดา. เธอจักทำอะไร? อย่างอื่น.
มหาโมคคัลลานะ. ข้าพระองค์จักหมุนแผ่นดินใหญ่ ให้เป็นเหมือนแป้นหมุนภาชนะดินของช่างหม้อ แล้วให้มหาชนเคี้ยวกินโอชะแผ่นดิน.
พระศาสดา. เธอจักทำอะไร? อย่างอื่น.
มหาโมคคัลลานะ. ข้าพระองค์จักทำแผ่นดินไว้ในมือเบื้องซ้ายแล้ว วางสัตว์เหล่านี้ไว้ในทวีปอื่นด้วยมือเบื้องขวา.
พระศาสดา. เธอจักทำอะไร? อย่างอื่น.
มหาโมคคัลลานะ. ข้าพระองค์จักทำเขาสิเนรุให้เป็นด้ามร่ม ยกแผ่นดินใหญ่ขึ้นวางไว้ข้างบนของภูเขาสิเนรุนั้น เอามือข้างหนึ่งถือไว้ คล้ายภิกษุมีร่มในมือ จงกรมไปในอากาศ.
พระศาสดาตรัสว่า “เราทราบอานุภาพของเธอ” ดังนี้แล้วก็ไม่ทรงอนุญาตการทำปาฏิหาริย์ แม้ของพระเถระนั้น.
พระเถระนั้นคิดว่า “ชะรอยพระศาสดาจะทรงทราบผู้สามารถทำปาฏิหาริย์ยิ่งกว่าเรา” จึงได้ยืนอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระเถระนั้นว่า “โมคคัลลานะ พวงดอกไม้นี้ เขามิได้ผูกไว้เพื่อประโยชน์แก่เธอ ด้วยว่า เราเป็นผู้มีธุระที่หาผู้เสมอมิได้ ผู้อื่นที่ชื่อว่าสามารถนำธุระของเราไปได้ไม่มี การที่ผู้สามารถนำธุระของเราไปได้ไม่พึงมีในบัดนี้ไม่เป็นของอัศจรรย์ แม้ในกาลที่เราเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานที่เป็นอเหตุกกำเนิด ผู้อื่นที่สามารถนำธุระของเราไป ก็มิได้มีแล้วเหมือนกัน” อันพระเถระทูลถามว่า “ในกาลไรเล่า? พระเจ้าข้า” จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสกัณหอุสภชาดก๑- นี้ให้พิสดารว่า :-
ธุระหนักมีอยู่ในกาลใดๆ ทางไปในที่ลุ่มลึก มีอยู่ในกาลใด
ในกาลนั้นแหละ พวกเจ้าของย่อมเทียมโคชื่อกัณหะ,
โคชื่อกัณหะนั้นแหละ ย่อมนำธุระนั้นไป.
เมื่อจะทรงแสดงเรื่องนั้นนั่นแหละให้พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก จึงตรัสนันทวิสาลชาดก๒- นี้ให้พิสดารว่า :-
บุคคลพึงกล่าวคำเป็นที่พอใจเท่านั้น ไม่พึงกล่าวคำไม่เป็นที่พอใจ
ในกาลไหนๆ (เพราะ) เมื่อพราหมณ์กล่าวคำเป็นที่พอใจอยู่,
โคนันทวิสาลเข็นภาระอันหนักไปได้ ยังพราหมณ์นั้นให้ได้ทรัพย์
และพราหมณ์นั้นได้เป็นผู้มีใจเบิกบาน เพราะการได้ทรัพย์นั้น.
____________________________
๑- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๙; อรรถกถา ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๙
๒- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๘; อรรถกถา ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๘

ก็แล พระศาสดาครั้นตรัสแล้ว จึงเสด็จขึ้นสู่จงกรมแก้วนั้น. ข้างหน้าได้มีบริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์ ข้างหลัง ข้างซ้าย และข้างขวาก็เหมือนอย่างนั้น ส่วนโดยตรง มีประมาณ ๒๔ โยชน์. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ในท่ามกลางบริษัท.


 ดูอัลบัมภาพล่าสุด

– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๕๑) https://goo.gl/jwpeDd

อัลบัมภาพธุดงค์ธรรมยาตราทั้งหมด https://goo.gl/kfb5m7