#มุ่งหน้าสู่โกสัมภีนคร
#ธุดงค์เดินธรรมยาตราพุทธภูมิอินเดียเนปาลมา 83 วัน (ตั้งแต่ 28 ธค 61)

#คณะพระธุดงค์จำนวน 120 รูป ในโครงการเดินธุดงค์ตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล เป็นรุ่นที่ 6/2561-2562 เป็นปีที่ 6

# 83 วันแห่งการเดินธุดงค์ธรรมยาตราตามรอยบาทพระพุทธบรมศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล
คณะออกจากที่พักค้างแรมข้างถนน นั้น เดินเรื่อยมา คนเริ่มเล่นสีกัน เป็นเทศกาลเล่นสี หรือ โฮลี ของที่นี้ คนจะออกมาสนุกสนานกัน เป็นและ ทาสี ผมเราก็ต้องอาศัยจังหวะชุลมุน เดินหลบให้ไว ยิ่งไว ยิ่งเร็ว ยิ่งเนียน ยิ่งไว ยิ่งเร็ว ยิ่งสงบ ต้องควบคุมสายตา จังหวะหลบ จังหวะหลีกให้ไว การเดินในช่วงนี้ร้อน แสงแดดจ้า ต้องควบคุม สังเกตุอาการของร่างกายให้ แม้ไม่หิวน้ำ ทุก 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ต้องจิบน้ำเพื่อให้ร่างกายชุมชื่นไว้ บางทีเราเหงื่อออก เหงื่อหายไปให้ทันที ต้องมีสติ ควบคุมกาย ใครบอก
เดินอินเดียง่าย นิมนต์นะครับ

#คณะพระธุดงค์พักค้างแรมข้างถนน ติดทางรถไฟ
#ลงฟังพระสวดพระปาฏิโมกข์ข้างถนน
#มุ่งหน้าสู่โกสัมภีนคร

#เกร็ดเล็กๆๆ ก่อนถึงเมืองโกสัมภีนคร
เรื่องเกี่ยวเนื่องเมืองโกสัมภี

ในพระไตรปิฏก “อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัปปมาทวรรคที่ ๒”

เรื่องของโฆสกเศรษฐี (ต่อจากเดิม)
โฆสกเทพบุตรไปเกิดในกรุงโกสัมพี 

ก็โฆสกเทพบุตรนี้ มัวบริโภคกามคุณอยู่ หลงลืมสติ จึงเคลื่อนด้วยความสิ้นอาหาร. ก็แลเคลื่อนเสร็จแล้ว ไปถือปฏิสนธิในท้องแห่งหญิงงามเมืองในกรุงโกสัมพี. ในวันคลอด นางถามทาสีว่า “นี่อะไร?” เมื่อนางทาสีตอบว่า “ลูกชาย เจ้าค่ะ” จึงบอกให้นางทาสีเอาไปทิ้งด้วยคำว่า “เจ้าจงเอาทารกนี้ใส่กระด้งแล้วเอาไปทิ้งที่กองหยากเยื่อ”

แท้จริง หญิงงามเมืองทั้งหลาย ย่อมเลี้ยงลูกหญิง ไม่เลี้ยงลูกชาย เพราะเชื้อสายของพวกหล่อนจะสืบไปได้ ก็ด้วยลูกหญิง.
กาบ้าง สุนัขบ้าง ต่างพากันจับกลุ่มแวดล้อมเด็กไว้. ด้วยผลแห่งการเห่า อันเกิดแต่ความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้า สัตว์ตัวหนึ่งก็ไม่อาจเข้าใกล้ได้. ในขณะนั้น คนผู้หนึ่งออกไปนอกบ้านเห็นการจับกลุ่มของกาและสุนัขนั้น คิดว่า “นี่มันเหตุ อะไรกันหนอ?” จึงเดินไปที่นั้น เห็นทารก หวนได้ความรักเหมือนดังลูก จึงนำไปสู่เรือนด้วยดีใจว่า “เราได้ลูกชายแล้ว.”

นางกาลีนำโฆสกทารกไปให้โคเหยียบ 

ในกาลครั้งนั้น เศรษฐีชาวเมืองโกสัมพีไปสู่ราชตระกูล พบปุโรหิตเดินมาแต่พระราชวัง จึงถามว่า “ท่านอาจารย์ วันที่ท่านได้ตรวจตราดูความประกอบของดาวนักษัตร๑- อันเป็นเหตุเคราะห์ดีเคราะห์ร้ายแล้วหรือ?”
____________________________
๑- ติถิกรณนกฺขตฺตโยโค ความประกอบแห่งนักษัตรอันเป็นเครื่องกระทำซึ่งดิถี.

ปุโรหิต. จ้ะ ท่านมหาเศรษฐี, กิจอะไรอื่นของพวกเราไม่มี,
เศรษฐี. อะไรจะมีแก่ชนบทหรือ? ท่านอาจารย์.
ปุโรหิต. อย่างอื่นไม่มี, แต่เด็กที่เกิดในวันนี้ จักได้เป็นเศรษฐี ผู้ประเสริฐในเมืองนี้.

ครั้งนั้น ภรรยาของเศรษฐีมีครรภ์แก่, เพราะฉะนั้น เศรษฐีนั้นจึงส่งคนใช้ไปสู่เรือนโดยเร็วด้วยคำว่า “จงไป จงทราบภรรยาของเรานั้นว่า คลอดแล้วหรือยังไม่คลอด” พอทราบว่า “ยังไม่คลอด”, เฝ้าพระราชาเสร็จแล้ว รีบกลับบ้าน เรียกหญิงคนใช้ชื่อกาลีมาแล้ว ให้ทรัพย์ ๑ พัน กล่าวว่า “เจ้าจงไป จงตรวจดูในเมืองนี้ ให้ทรัพย์ ๑ พันพาเอาเด็กที่เกิดในวันนี้มา” นางกาลีนั้นตรวจตราดูไปถึงเรือนนั้น เห็นเด็กแล้ว จึงถามหญิงแม่บ้านว่า “เด็กนี้ เกิดเมื่อไร” เมื่อหญิงนั้นตอบว่า “เกิดวันนี้.” จึงพูดว่า “ จงให้เด็กนี้แก่ฉัน จึงประมูลราคาตั้งแต่ ๑ กหาปณะเป็นต้น จนถึงให้ทรัพย์ ๑ พันแล้ว นำเด็กนั้นไปแสดงแก่เศรษฐี.

เศรษฐีคิดว่า “ถ้าว่าลูกของเรา จักเกิดเป็นลูกหญิง, เราจักให้มันอยู่ร่วมกับลูกสาวของเรานั้น แล้วทำให้มันเป็นเจ้าของตำแหน่งเศรษฐี, ถ้าว่าลูกของเราจักเกิดเป็นลูกชาย เราก็จักฆ่ามันเสีย” ดังนี้แล้ว จึงให้รับเด็กนั้นไว้ในเรือน.

ต่อมา ภรรยาของเศรษฐีนั้นคลอดบุตรเป็นชาย โดยล่วงไป ๒-๓ วัน. เศรษฐีจึงคิดว่า “เมื่อไม่มีเจ้าเด็กนี้ ลูกชายของเราก็จักได้ตำแหน่งเศรษฐี, บัดนี้ควรที่เราจักฆ่ามันเสียเถิด” ดังนี้แล้ว จึงเรียกนางกาลีมาแล้ว กล่าวว่า “แม่จงไป ในเวลาที่พวกโคออกจากคอก เจ้าจงเอาเด็กนี้ให้นอนขวางไว้ที่กลางประตูคอก แม่โคทั้งหลายจักเหยียบมันให้ตาย, แต่ต้องรู้ว่า โคเหยียบมันหรือไม่เหยียบแล้วจึงมา”
นางกาลีนั้นไปแล้ว พอนายโคบาลเปิดประตูคอกเท่านั้น ก็เอาเด็กนั้นให้นอนไว้ตามนั้น (เหมือนที่เศรษฐีสั่ง). โคอุสภะซึ่งเป็นนายฝูง แม้ออกภายหลังโคทั้งปวงในเวลาอื่น (แต่) ในวันนั้น ออกไปก่อนกว่าโคอื่นทั้งหมด ได้ยืนคร่อมทารกไว้ในระหว่างเท้าทั้งสี่. แม่โคตั้งหลายร้อยต่างก็พากันเบียดเสียดข้างทั้งสองของโคอุสภะออกไป. ถึงนายโคบาลก็คิดว่า “เจ้าโคอุสภะตัวนี้ เมื่อก่อนออกทีหลังโคทุกตัว, แต่วันนี้ออกไปก่อนโคทั้งหมด แล้วยืนนิ่งอยู่ที่ประตูคอกเทียว, นั่นจะมีเหตุอันใดหนอ?” จึงเดินไปแลเห็นเด็กนอนอยู่ภายใต้ท้องโคนั้น หวนกลับได้ความรักเสมือนบุตร จึงนำไปสู่เรือนด้วยคิดว่า “เราได้ลูกชายแล้ว”

นางกาลีไปแล้ว ถูกเศรษฐีถาม จึงเล่าเรื่องนั้น อันเศรษฐีกล่าวว่า “เจ้าจงไป จงให้ทรัพย์เขา ๑ พันแล้ว นำมันกลับมาอีก” ดังนี้แล้ว ให้ทรัพย์ ๑ พันแล้ว ได้นำกลับมาให้อีก.

นางกาลีนำโฆสกะไปให้เกวียนทับ 

ครั้งนั้น เศรษฐีกล่าวกับนางกาลีว่า “แม่กาลี ในเมืองนี้มีพวกเกวียน ๕๐๐ เล่ม ลุกขึ้นแต่เช้ามืด ย่อมไปค้าขาย, เจ้าจงเอาเด็กนี้ไปให้นอนไว้ที่ทางเกวียน (ทางล้อ) พวกโคจักเหยียบมัน หรือล้อเกวียนจักตัด (ตัวมัน) พอรู้เรื่องของมันแล้ว จึงกลับมา”
นางกาลีนั้นนำเด็กนั้นไปแล้ว ให้นอนอยู่ที่ทางเกวียน. ในกาลนั้น หัวหน้าเกวียนได้ไปข้างหน้า. ครั้งนั้น พวกโคของเขาถึงที่นั้นแล้ว ต่างพากันสลัดแอกเสีย. แม้จะถูกหัวหน้ายกขึ้นแล้วขับไปตั้งหลายครั้ง ก็ไม่เดินไปข้างหน้า. เมื่อหัวหน้านั้นพยายามอยู่กับโคทั้งสองนั้นอย่างนี้เทียว อรุณขึ้นแล้ว (ก็พอสว่าง). เขาจึงคิดว่า “โคทั้งสองพากันทำเหตุนี้ เพราะอะไร?” จึงตรวจตราดูทาง เห็นทารกแล้วก็คิดว่า “กรรมของเราหนักหนอ” มีความยินดีว่า “เราได้ลูกชายแล้ว” จึงนำเด็กนั้นไปสู่เรือน.
นางกาลีไปแล้ว อันเศรษฐีถาม จึงบอกความเป็นไปนั้น อันเศรษฐีบอกว่า “เจ้าจงไปให้ทรัพย์ (เขา) ๑ พันแล้ว จงนำเด็กนั้นกลับมาอีก” ดังนี้แล้ว ได้กระทำตามนั้นแล้ว.

นางกาลีนำโฆสกะไปทิ้งที่ป่าช้าผีดิบ 

ครั้งนั้น เศรษฐีกล่าวกะนางกาลีนั้นว่า “บัดนี้ เจ้าจงนำมันไปยังป่าช้าผีดิบ แล้วเอานอนไว้ในระหว่างพุ่มไม้, มันจักถูกสัตว์มีสุนัขป่าเป็นต้นกัด หรือถูกอมนุษย์ประหารตายในที่นั้น, เจ้ารู้ว่ามันตายแล้ว หรือไม่ตายเทียว จึงกลับมา”
นางกาลีนั้นนำเด็กนั้นไป ให้นอนอยู่ที่ป่าช้าผีดิบแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง. สุนัขบ้าง กาบ้าง อมนุษย์บ้าง ไม่อาจเข้าใกล้เด็กนั้นได้.

มีคำถามสอดเข้ามาว่า “ก็มารดาบิดาและบรรดาพี่น้องเป็นต้น ใครๆ ชื่อว่าผู้รักษาของเด็กนั้น ไม่มีมิใช่หรือ? ใครรักษาตัวเด็กนั้นไว้?”
แก้ว่า “กรรมสักว่าความเห่าเท่านั้น ซึ่งเด็กให้เป็นไปแล้ว ด้วยความรักใคร่ในพระปัจเจกพุทธเจ้า ในเวลาเป็นสุนัข รักษาเด็กไว้.”
ครั้งนั้น นายอชบาลผู้หนึ่งต้อนแม่แพะตั้งหลายแสนตัวไปหากิน เดินไปข้างป่าช้า. แม่แพะตัวหนึ่งเคี้ยวกินใบไม้เป็นต้น เข้าไปสู่พุ่มไม้เห็นทารกแล้ว จึงคุกเข่าให้นมแก่ทารก. แม้นายอชบาลจะทำเสียงว่า “เห, เห” ก็หาออกไปไม่. เขาคิดว่า “จักเอาไม้ตีมันไล่ออก” จึงเข้าไปสู่พุ่มไม้ เห็นแม่แพะคุกเข่าให้ทารกน้อยกินนมอยู่ จึงหวนกลับได้รับความรักในทารกเสมือนบุตร จึงพาเอาทารกนั้นไปด้วยคิดว่า “เราได้ลูกชายแล้ว”

นางกาลีเห็นเหตุนั้นแล้ว จึงไป ถูกเศรษฐีถามแล้ว จึงบอกความเป็นไปอันนั้น อันเศรษฐีกล่าวว่า “เจ้าจงไป ให้ทรัพย์ (เขา) ๑ พันแล้ว นำมันกลับมาอีก” ได้กระทำตามนั้นแล้ว.

นางกาลีเอาโฆสกะไปโยนเหว 

ครั้งนั้น เศรษฐีกล่าวกะนางทาสีนั้นว่า “แม่กาลี เจ้าจงเอาเด็กนี้ไป ขึ้นสู่ภูเขาอันเป็นที่ทิ้งโจร จงโยนมันลงไปในเหว, มันกระทบท้องภูเขา ก็จักเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย ตกลงที่พื้น, เจ้ารู้ว่า มันตายแล้วหรือไม่ตาย จึงกลับมา”

นางกาลีนั้นนำเด็กนั้นไปที่นั้นแล้ว ยืนอยู่บนยอดเขา โยนลงไปแล้ว. ก็พุ่มไผ่ใหญ่ อาศัยท้องภูเขานั้นแล เจริญโดยเทือกเขานั่นเอง. พุ่มกระพังโหมหนาทึบ ได้คลุมเบื้องบนพุ่มไผ่นั้นไว้. ทารกเมื่อตก จึงตกลงบนพุ่มนั้น เหมือนตกลงบนผ้าขนสัตว์.
ในวันนั้น หัวหน้าช่างสานมีความต้องการด้วยไม้ไผ่. เขาไปกับลูกชายเริ่มจะตัดพุ่มไม้นั้น, เมื่อพุ่มไม้ไผ่นั้นไหวอยู่ เด็กก็ได้ร้องขึ้นแล้ว. เขาจึงพูดว่า “เหมือนเสียงเด็ก” จึงขึ้นไปทางหนึ่ง เห็นเด็กนั้น มีใจยินดีจึงพาไปด้วยคิดว่า “เราได้ลูกชายแล้ว”

นางกาลีไปสู่สำนักของเศรษฐี ถูกเศรษฐีนั้นถามแล้ว จึงบอกเรื่องนั้น อันเศรษฐีกล่าวว่า “เจ้าจงไป เอาทรัพย์ให้ (เขา) ๑ พันแล้วนำมันกลับมาอีก” ได้ทำตามนั้นแล้ว.

#ความอุบัติของโฆสกเศรษฐี เป็นดังนี้.

มีต่อ