#มุ่งหน้าสู่โกสัมพีนคร

#ธุดงค์เดินธรรมยาตราพุทธภูมิอินเดียเนปาลมา 80 วัน (ตั้งแต่ 28 ธค 61)

#คณะพระธุดงค์จำนวน 120 รูป ในโครงการเดินธุดงค์ตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล เป็นรุ่นที่ 6/2561-2562 เป็นปีที่ 6

# 80 วันแห่งการเดินธุดงค์ธรรมยาตราตามรอยบาทพระพุทธบรมศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล
คณะพักค้างลานโล่ง เป็นที่ที่ติดกับศาลท้องถิ่น คณะพักกางเต้นท์ ณ ลานโล่งนี้ ชาวบ้านเข้ามาถามไถ่ ด้วยความอยากรู้ เราเคยเดินมาฉันบริเวณนี้ แต่เป็นอีกฝั่งถนนที่เราพักฉันเพลกัน ถนนกำลังสร้าง แดดร้อนระอุ การเดินในถนนเส้นนี้ มีชาวพุทธเยอะมาก เข้ามาทักทาย ยืนประนมมือข้างทาง เดินอย่างมีความสุข เห็นความเอื้อเฟื้อเมตตาของชาวบ้านชี้ทางแล้ว ดูอบอุ่น นึกถึงสมัยที่พระสัมพุทธเจ้าพระองค์เดินยาตราพร้อมสาวกแวดล้อมด้วยสงฆ์สาวก นึกถึงแล้ว เรากำลังเดินตามรอยพระองค์ท่าน เดินไปตามระแวกบ้าน ร้านค้า ชุมชน เผยแผ่ด้วยความอาการอันสงบนิ่ง ถ้าอยากรู้ เขาจะเข้ามาทักทาย ถามไถ่ ปราศัย นึกถึงแล้ว สมัยนั้น ชื่อเสียงพระองค์ขจรขจายไปไกล ความงามแห่งหมู่สงฆ์ยาตราไปด้วยความสงบระงับ ยังให้ผู้พบเห็นก่อเกิดศรัทธา

#คณะพระธุดงค์พักค้างแรมที่วัดอินเดีย ทาง

#มุ่งหน้าสู่โกสัมพีนคร
#เกร็ดเล็กๆๆ ก่อนถึงเมืองโกสัมพีนคร
เรื่องเกี่ยวเนื่องเมืองโกสัมภี
ในพระไตรปิฏก “อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัปปมาทวรรคที่ ๒”
อัปปมาทวรรควรรณนา 
เรื่องพระนางสามาวดี [๑๕] 
ข้อความเบื้องต้น 
พระศาสดา เมื่ออาศัยกรุงโกสัมพี ประทับอยู่ที่โฆสิตาราม ทรงปรารภความวอดวายคือมรณะ ของหญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประธาน และของญาติ ๕๐๐ ของพระนางมาคันทิยานั้น ซึ่งมีนางมาคันทิยาเป็นประธาน
จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ” เป็นต้น
ในเรื่องนั้น มีอนุปุพพีกถา ดังต่อไปนี้ :-
#กษัตริย์ ๒ สหาย
ในกาลล่วงมาแล้ว พระราชา ๒ องค์ เหล่านี้ คือในแคว้นอัลลกัปปะ พระราชาทรงพระนามว่าอัลลกัปปะ, ในแคว้นเวฏฐทีปกะ พระราชาทรงพระนามว่าเวฏฐทีปกะ เป็นพระสหายกัน ตั้งแต่เวลายังทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกัน โดยล่วงไปแห่งพระราชบิดาของตนๆ ได้ให้ยกเศวตฉัตรขึ้นแล้ว ทรงเป็นพระราชาในแคว้น มีประมาณแคว้นละ ๑๐ โยชน์. พระราชา ๒ พระองค์นั้น เสด็จมาประชุมกันตลอดกาลตามกาล (ตามกาลอันสมควร) ทรงยืน, นั่ง, บรรทมร่วมกัน ทอดพระเนตรเห็นมหาชนผู้เกิดอยู่และตายอยู่ จึงทรงปรึกษากันว่า “ชื่อว่า ผู้ตามคนผู้ไปสู่ปรโลก ไม่มี, โดยที่สุดถึงสรีระของตน ก็ตามไปไม่ได้; ต้องละสิ่งทั้งปวงไป, ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือนของเรา, เราจักบวช” ดังนี้แล้ว ทรงมอบรัชสมบัติให้แก่พระโอรสและพระมเหสี ออกผนวชเป็นพระฤษี อยู่ในหิมวันตประเทศ ได้ทรงปรึกษากันว่า “พวกเราไม่อาจเพื่อเป็นอยู่ จึงละราชสมบัติออกบวชก็หาไม่, เราเหล่านั้น เมื่ออยู่ในที่แห่งเดียวกัน ก็จักเหมือนกับผู้ไม่บวชนั้นเอง, เพราะฉะนั้น เราจักแยกกันอยู่: ท่านจงอยู่ที่ภูเขาลูกนั้น, เราจักอยู่ที่ภูเขาลูกนี้; แต่จักรวมกัน ในวันอุโบสถทุกกึ่งเดือน.”
ครั้งนั้น พระดาบสทั้งสองนั้นเกิดมีความดำริขึ้นอย่างนี้ว่า “แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ ความคลุกคลีด้วยคณะเทียว จักมีแก่เราทั้งหลาย, ท่านพึงจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของท่าน, เราก็จักจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของเรา; ด้วยเครื่องสัญญานั้น เราทั้งหลายก็จักรู้ความที่เรายังมีชีวิตอยู่.” พระดาบสทั้งสองนั้นกระทำอย่างนั้นแล้ว.

#เรียนมนต์และพิณ
ต่อมาในกาลอื่น เวฏฐทีปกดาบส ทำกาละ บังเกิดเป็นเทพเจ้าผู้มีศักดิ์ใหญ่. แต่นั้น ครั้นถึงกึ่งเดือน อัลลกัปปดาบส พอแลไม่เห็นไฟ ก็ทราบได้ว่า “สหายของเรา ทำกาละเสียแล้ว” แม้เวฏฐทีปกดาบสตรวจดูทิพพสิริของตนในขณะที่เกิด ใคร่ครวญถึงกรรม เห็นกิริยาที่ตนกระทำ จำเดิมแต่ออกบวชแล้ว คิดว่า “บัดนี้ เราจักไปเยี่ยมสหายของเรา” ในขณะนั้น จึงละอัตภาพนั้นเสีย เป็นเหมือนคนหลงทาง ไปยังสำนักของอัลลกัปปดาบสนั้น ไหว้แล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง.
ลำดับนั้น อัลลกัปปดาบสนั้นจึงกล่าวถามบุรุษนั้นว่า “ท่านมาจากไหน?”
บุรุษ. ท่านผู้เจริญ ผมเป็นคนหลงทาง เดินมาจากที่ไกลเหลือเกิน, ก็พระผู้เป็นเจ้าอยู่รูปเดียวเท่านั้น ในที่นี้ หรือ? มีใครอื่นบ้างไหม?
อัลละ. มีสหายของเราอยู่ผู้หนึ่ง.
บุรุษ. ผู้นั้น ไปอยู่ที่ไหนหรือ?
อัลละ. เขาอยู่ที่ภูเขาลูกนั้น. แต่วันอุโบสถ เขาไม่จุดไฟให้โพลง, เขาจักตายเสียแล้วเป็นแน่.
บุรุษ. เป็นอย่างนั้นหรือ ขอรับ?
อัลละ. ผู้มีอายุ เป็นอย่างนั้น.
บุรุษ. กระผมคือผู้นั้น ขอรับ.
อัลละ. ท่านเกิดที่ไหน?
บุรุษ. กระผมเกิดเป็นเทพเจ้า ผู้มีศักดิ์ใหญ่ ในเทวโลกขอรับ, มาอีก ก็ด้วยประสงค์ว่า ‘จักเยี่ยมพระผู้เป็นเจ้า’ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่ในที่นี้ อุปัทวะอะไรมีบ้างหรือ?
อัลละ. เออ อาวุโส, เราลำบาก เพราะอาศัยช้าง.
บุรุษ. ท่านผู้เจริญ ก็ช้างทำอะไรให้ท่านเล่า?
อัลละ. มันถ่ายคูถลงในที่กวาด, เอาเท้าประหารคุ้ยฝุ่นขึ้น; ข้าพเจ้านั้นคอยขนคูถช้างทิ้ง คอยเกลี่ยฝุ่นให้เสมอ ก็ย่อมลำบาก.
บุรุษ. พระผู้เป็นเจ้าปรารถนาจะไม่ให้ช้างเหล่านั้นมาไหมเล่า?
อัลละ. เออ อาวุโส.
บุรุษ. ถ้ากระนั้น กระผมจักทำไม่ให้ช้างเหล่านั้นมา ได้ถวายพิณสำหรับให้ช้างใคร่ และสอนมนต์สำหรับให้ช้างใคร่ แก่พระดาบสแล้ว: ก็เมื่อจะให้ ได้ชี้แจงสายพิณ ๓ สาย ให้เรียนมนต์ ๓ บท แล้วบอกว่า “เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว, ช้างไม่อาจแม้เพื่อจะหันกลับแลดู ย่อมหนีไป; เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว ช้างจะกลับเหลียวดูเบื้องหลังพลางหนีไป: เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว ช้างนายฝูงย่อมน้อมหลังเข้ามาหา”, แล้วกล่าวว่า “สิ่งใด อันท่านชอบใจ, ท่านพึงทำสิ่งนั้นเถิด”. ไหว้พระดาบสแล้ว ก็หลีกไป.

พระดาบสร่ายมนต์บทสำหรับไล่ช้าง ดีดสายพิณสำหรับไล่ช้าง ยังช้างให้หนีไปอยู่แล้ว.

#พระเจ้าอุเทนกับหัสดีลิงค์
ในสมัยนั้น ในกรุงโกสัมพี ได้มีพระราชาทรงพระนามว่าพระเจ้าปรันตปะ วันหนึ่ง พระเจ้าปรันตปะทรงนั่งผิงแดดอ่อนอยู่ที่กลางแจ้ง๑- กับพระราชเทวี ผู้ทรงครรภ์. พระราชเทวีทรงห่มผ้ากัมพลแดงอันมีราคาแสนหนึ่ง ซึ่งเป็นพระภูษาทรงของพระราชา ทรงนั่งปราศรัยกับพระราชา ถอดพระธำมรงค์อันมีราคาแสนหนึ่งจากพระองคุลีของพระราชา มาสวมใส่ที่นิ้วของพระองค์.
____________________________
๑- อากาสกเล ที่พื้นแห่งอากาศ.

ในสมัยนั้น นกหัสดีลิงค์บินมาโดยอากาศ เห็นพระราชเทวี จึงชะลอปีกบินโผลง โดยหมายว่า “ชิ้นเนื้อ.” พระราชาทรงตกพระทัยด้วยเสียงโผลงของนกนั้น จึงเสด็จลุกเข้าภายในพระราชนิเวศน์. พระราชเทวีไม่อาจไปโดยเร็วได้ เพราะทรงครรภ์แก่ และเพราะเป็นผู้มีชาติแห่งคนขลาด. ครั้งนั้น นกนั้นจึงโผลง ยังพระนางนั้นให้นั่งอยู่ที่กรงเล็บ บินไปสู่อากาศแล้ว. เขาว่า พวกนกเหล่านั้นทรงกำลังเท่าช้าง ๕ เชือก เพราะฉะนั้น จึงนำเหยื่อไปทางอากาศ จับ ณ ที่อันพอใจแล้ว ย่อมเคี้ยวมังสะกิน.

แม้พระนางนั้น อันนกนั้นนำไปอยู่ ทรงหวาดต่อมรณภัย จึงทรงดำริว่า “ถ้าว่าเราจักร้อง, ธรรมดาเสียงคน เป็นที่หวาดเสียวของสัตว์จำพวกดิรัจฉาน มันฟังเสียงนั้นแล้ว ก็จักทิ้งเราเสีย, เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักถึงความสิ้นชีพ พร้อมกับเด็กในครรภ์; แต่มันจับในที่ใดแล้วเริ่มจะกินเรา, ในที่นั้น เราจักร้องขึ้น แล้วไล่ให้มันหนีไป. พระนางยับยั้งไว้ได้ ก็เพราะความที่พระองค์เป็นบัณฑิต.

ก็ในกาลนั้น ที่หิมวันตประเทศ มีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งเจริญขึ้นเล็กน้อยแล้ว ก็ตั้งอยู่โดยอาการดังมณฑป. นกนั้นนำเหยื่อมีเนื้อเป็นต้นไปแล้ว ย่อมเคี้ยวกินที่ต้นไทรนั้น; เพราะฉะนั้น นกหัสดีลิงค์ตัวนั้นนำพระราชเทวีแม้นั้น ไปที่ต้นไทรนั้นแล วางไว้ในระหว่างค่าคบไม้ แลดูทางอันตนบินมาแล้ว. นัยว่า การแลดูทางบินมาแล้วเป็นธรรมดาของนกเหล่านั้น. ในขณะนั้น พระราชเทวีทรงดำริว่า “บัดนี้ ควรไล่นกนี้ให้หนีไป” จึงทรงยกพระหัตถ์ทั้ง ๒ ขึ้น ทั้งปรบมือ ทั้งร้อง ให้นกนั้นหนีไปแล้ว.

ครั้งนั้น ในเวลาพระอาทิตย์อัสดงคต ลมกัมมัชวาตปั่นป่วนแล้ว ในพระครรภ์ของพระราชเทวีนั้น. มหาเมฆคำรามร้อง ตั้งขึ้นในทุกทิศ ชื่อว่าความหลับ มิได้มีแล้วตลอดคืนยังรุ่ง แก่พระราชเทวีผู้ดำรงอยู่ในความสุข ไม่ได้แม้สักคำพูดว่า “อย่ากลัวเลย พระแม่เจ้า” อันความทุกข์ครอบงำแล้ว แต่เมื่อราตรีสว่าง ความปลอดโปร่งจากวลาหกก็ดี, ความขึ้นแห่งอรุณก็ดี, ความคลอดแห่งสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ของพระนางก็ดี ได้มีแล้ว ในขณะเดียวกันนั้นแล. พระนางได้ตั้งชื่อพระโอรสว่า “อุเทน” เพราะถือเอาฤดูเมฆและฤดูอรุณขึ้นประสูติแล้ว.

#อัลลกัปปดาบสเสียพิธี
ที่อยู่แม้ของอัลลกัปปดาบส ก็อยู่ในที่ไม่ไกลจากที่นั้น. โดยปกติในวันมีฝน พระดาบสนั้นย่อมไม่ไปสู่ป่า เพื่อประโยชน์แก่ผลาผล เพราะกลัวหนาว, ไปยังโคนไม้นั้น เก็บกระดูกเนื้อที่นกกินแล้ว ทุบต้มให้มีรสแล้ว ก็ดื่มกิน; เพราะฉะนั้น แม้ในวันนั้น พระดาบสก็คิดว่า “จักเก็บกระดูก” จึงไปที่ต้นไม้นั้น แสวงหากระดูกที่โคนไม้อยู่ ได้ยินเสียงเด็กข้างบน จึงแลดู เห็นพระราชเทวี จึงถามว่า “ท่านเป็นใคร?”
พระราชเทวี. ข้าพเจ้าเป็นหญิงมนุษย์.
ดาบส. ท่านมาได้อย่างไร? เมื่อพระนางกล่าวว่า ‘นกหัสดีลิงค์นำข้าพเจ้ามา’ จึงกล่าวว่า ‘ท่านจงลงมา.’
พระเทวี. ข้าพเจ้ากลัวแต่ความเจือด้วยชาติ พระผู้เป็นเจ้า.
ดาบส. ท่านเป็นใคร?
พระราชเทวี. ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์.
ดาบส. แม้ข้าพเจ้าก็เป็นกษัตริย์เหมือนกัน.
พระราชเทวี. ถ้ากระนั้น ท่านจงแถลงมายากษัตริย์.
พระดาบสนั้น แถลงแล้ว.
พระราชเทวี. ถ้ากระนั้น ท่านจงขึ้นมา พาบุตรน้อยของข้าพเจ้าลง.
พระดาบสนั้นทำทางขึ้นโดยข้างหนึ่ง ขึ้นไปแล้ว รับเด็ก, เมื่อพระราชเทวีกล่าวห้ามว่า “อย่าเอามือถูกต้องข้าพเจ้า”, ก็ไม่ถูกพระนางเลย อุ้มเด็กลงมา. แม้พระราชเทวีก็ลงแล้ว. ครั้งนั้น พระดาบสนำนางไปสู่อาศรมบท ไม่กระทำศีลเภทเลย บำรุงแล้ว ด้วยความอนุเคราะห์, นำน้ำผึ้งที่ไม่มีตัวมา นำข้าวสาลีอันเกิดเองมา ได้ต้มเป็นยาคูให้แล้ว. เมื่อพระดาบสนั้น กำลังบำรุงอย่างนั้น,
ในกาลอื่น พระนางจึงคิดว่า “เราไม่รู้จักทางมาทางไปเลย, แม้เหตุสักว่าความคุ้นเคยของเรากับพระดาบสแม้นี้ ก็ไม่มี; ก็ถ้าว่าพระ

ดาบสนี้จักทอดทิ้งเราไปไหนเสีย, เราแม้ทั้งสองคน ก็จักถึงความตายในที่นี้นั่นเอง, ควรเราทำอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำลายศีลของพระดาบสรูปนี้เสีย ทำโดยอาการที่ดาบสรูปนี้จะไม่ปล่อยปละเราไปได้.

ทีนั้น พระราชเทวีจึงประเล้าประโลมพระดาบสด้วยการแสดงผ้านุ่งผ้าห่มหลุดลุ่ย ให้ถึงความพินาศแห่งศีลแล้ว. ตั้งแต่วันนั้นชนทั้งสองก็อยู่สมัครสังวาสกันแล้ว.
#กุมารอุเทนยกทัพช้าง

ต่อมาในกาลวันหนึ่ง พระดาบสตรวจดูความประกอบแห่งดาวนักษัตร เห็นความหม่นหมองแห่งดาวนักษัตร๑- ของพระเจ้าปรันตปะ จึงตรัสว่า “นางผู้เจริญ พระเจ้าปรันตปะในกรุงโกสัมพีสวรรคตแล้ว.”
____________________________
๑- นกฺขตฺตปีฬนํ ความบีบคั้นแห่งนักษัตร.

พระราชเทวี. เหตุไร พระผู้เป็นเจ้า จึงตรัสอย่างนี้? ท่านมีความอาฆาตกับพระเจ้าปรันตปะนั้นหรือ?
ดาบส. ไม่มี นางผู้เจริญ เราเห็นความเศร้าหมองของดาวนักษัตรของพระเจ้าปรันตปะ จึงพูดอย่างนี้.
พระราชเทวีทรงกันแสงแล้ว.

ครั้งนั้น พระดาบสจึงตรัสถามพระราชเทวีนั่นว่า “เพราะเหตุไร หล่อนจึงร้องไห้?” เมื่อพระราชเทวีตรัสบอกความที่พระเจ้าปรันตปะนั้น เป็นพระสวามีของพระองค์แล้ว, จึงตรัสว่า อย่าร้องไห้ไป นางผู้เจริญ ธรรมดาสัตว์ผู้เกิดแล้ว ย่อมตายแน่แท้.”
พระราชเทวี. หม่อมฉันทราบ พระผู้เป็นเจ้า.
ดาบส. เมื่อฉะนี้ ไฉน หล่อนจึงร้องไห้?

พระราชเทวี. บุตรของหม่อมฉัน เป็นผู้ควรแก่ราชสมบัติอันเป็นของตระกูล, ถ้าว่า เขาอยู่ที่เมืองนั้น เขาจักให้ยกเศวตฉัตรขึ้น, บัดนี้ เขาเกิดเป็นผู้เสื่อมใหญ่เสียแล้ว ด้วยความโศกถึงอย่างนี้ หม่อมฉันจึงร้องไห้ พระผู้เป็นเจ้า.
ดาบส. ช่างเถอะ นางผู้เจริญอย่าคิดไปเลย ถ้าว่า หล่อนปรารถนาราชสมบัติให้บุตร, ฉันจักทำอาการให้เขาได้ราชสมบัติ (สมดังความปรารถนา).

ครั้งนั้น พระดาบสได้ให้พิณและมนต์อันยังช้างให้ใคร่ แก่บุตรของพระนางแล้ว. ในกาลนั้น ช้างหลายแสนมาพักอยู่ที่โคนต้นไทรย้อย. ลำดับนั้น พระดาบสจึงตรัสกะกุมารนั้นว่า “เมื่อช้างทั้งหลาย ยังไม่มาถึงนั่นแล, เจ้าจงขึ้นต้นไม้, เมื่อช้างทั้งหลายมาถึงแล้ว, จงร่ายมนต์บทนี้ ดีดสายพิณสายนี้; ช้างทั้งหมดไม่อาจแม้จะหันกลับแลดู จักหนีไป, ทีนั้น เจ้าพึงลงมา”, กุมารนั้นทรงทำตามนั้นแล้ว กลับมาทูลบอกความเป็นไปแล้ว.

ครั้นถึงวันที่ ๒ พระดาบสจึงตรัสกับกุมารนั้นว่า “ในวันนี้ เจ้าจงร่ายมนต์บทนี้ ดีดสายพิณสายนี้; ช้างกลับเหลียวดูเบื้องหลังพลางหนีไป แม้ในกาลนั้น พระกุมารก็ทรงทำตามนั้นแล้ว กลับมาทูลบอกความเป็นไปนั้น.

ครั้งนั้น พระดาบสตรัสเรียกพระมารดาของกุมารนั้นมาแล้ว ตรัสว่า “นางผู้เจริญ หล่อนจงให้ข่าวสาสน์แก่บุตรของหล่อน, เขาไปจากที่นี่เทียว จักเป็นพระเจ้าแผ่นดิน.” พระราชเทวีตรัสเรียกพระโอรสมาแล้ว ตรัสว่า “เจ้าเป็นลูกของพระเจ้าปรันตปะในกรุงโกสัมพี, นกหัสดีลิงค์นำเรามาทั้งที่มีครรภ์ ” ดังนี้แล้ว ตรัสบอกชื่อของเสนาบดีเป็นต้น แล้วตรัสว่า “เมื่อเขาพากันไม่เชื่อ เจ้าพึงเอาผ้ากัมพลอันเป็นพระภูษาห่ม และพระธำมรงค์อันเป็นเครื่องประดับของพระบิดานี้ แสดง” ดังนี้ จึงส่งไปแล้ว.
พระกุมารจึงทูลถามพระดาบสว่า “บัดนี้ หม่อมฉันจะทำอย่างไร?”

ดาบสกล่าวว่า “เจ้าจงนั่งกิ่งข้างล่างแห่งต้นไม้ ร่ายมนต์บทนี้ ดีดสายพิณสายนี้ ช้างนายฝูงน้อมหลังเข้ามาหาเจ้า เจ้านั่งบนหลังของมันเทียว จงไปยึดเอาราชสมบัติ”

พระกุมารนั้นถวายบังคมพระราชบิดาพระราชมารดาแล้ว ทรงทำตามนั้นแล้ว นั่งบนหลังของช้างตัวที่มาแล้ว กระซิบบอกช้างว่า “ข้าพเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้าปรันตปะในกรุงโกสัมพี ขอท่านจงยึดเอาราชสมบัติอันเป็นของบิดาให้แก่ข้าพเจ้าเถิด นาย”
ช้างนายฝูงฟังคำนั้นแล้ว จึงร้องเป็นเสียงช้างว่า “ช้างจงมาประชุมกันหลายๆ พัน.” ช้างหลายพันมาประชุมกันแล้ว. ร้องอีกว่า “ช้างแก่ๆ จงถอยไป.” ช้างแก่พากันถอยไปแล้ว. ร้องอีกว่า “ช้างตัวเล็กๆ จงกลับไป.” แม้ช้างเหล่านั้นก็พากันกลับแล้ว.

พระกุมารนั้น อันช้างนักรบตั้งหลายพันพากันแวดล้อมแล้ว ถึงบ้านปลายแดนแล้วประกาศว่า “เราเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดิน, ผู้ที่ปรารถนาสมบัติ จงมากับเรา.” ตั้งแต่นั้นไป ก็ทรงทำการรวบรวมผู้คน ไปล้อมพระนครไว้แล้ว ส่งคำขาด (สาสน์) ไปว่า “จะให้เรารบหรือจะให้ราชสมบัติ?”

ชาวเมืองทั้งหลายกล่าวว่า “เราจักไม่ให้ทั้งสองอย่าง, แท้จริง พระราชเทวีของพวกเรามีพระครรภ์แก่ ถูกนกหัสดีลิงค์พาไปแล้ว, เราทั้งหลายไม่ทราบว่า พระนางยังมีพระชนม์อยู่ หรือว่าหาพระชนม์ไม่แล้ว ตลอดกาลที่เราไม่ทราบเรื่องราวของพระนาง เราจักไม่ให้ทั้งการรบและราชสมบัติ.” ได้ยินว่า ความเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยสืบเชื้อสาย ได้มีแล้วในกาลนั้น.

ลำดับนั้น พระกุมารจึงตรัสว่า “ฉันเป็นบุตรของพระนาง” แล้วอ้างชื่อเสนาบดีเป็นต้น เมื่อพวกเหล่านั้นไม่เชื่อถือแม้อย่างนั้น จึงแสดงผ้ากัมพลแดงและพระธำมรงค์. พวกชาวเมืองจำผ้ากัมพลแดงและพระธำมรงค์นั้นได้ หมดความกินแหนงใจ จึงเปิดประตู อภิเษกกุมารนั้นไว้ในราชสมบัติแล้ว.

#เป็นเรื่องเกิดแห่งพระเจ้าอุเทน

======================
ดูอัลบัมภาพล่าสุด
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๕๗) https://goo.gl/uohCza
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๕๘) https://goo.gl/n5FTHZ

ดูอัลบัมภาพทั้งหมด

อัลบัมภาพธุดงค์ธรรมยาตราทั้งหมด https://goo.gl/kfb5m7