#มุ่งหน้าสู่โกสัมพีนคร
#ธุดงค์เดินธรรมยาตราพุทธภูมิอินเดียเนปาลมา 84 วัน (ตั้งแต่ 28 ธค 61)

#คณะพระธุดงค์จำนวน 120 รูป ในโครงการเดินธุดงค์ตามรอยบาทพระศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล เป็นรุ่นที่ 6/2561-2562 เป็นปีที่ 6

# 84 วันแห่งการเดินธุดงค์ธรรมยาตราตามรอยบาทพระพุทธบรมศาสดาพุทธภูมิอินเดีย เนปาล
คณะพักแรมข้างถนน ติดทางรถไฟ เสียงรถไฟวิ่งมาทุกชั่วโมง แสงสว่างสาดส่องจากแสงพระจันทร์ ส่องสว่างนวลตา ไอร้อนจากดิน ที่ต้องแสงอาทิตย์ทั้งวัน คลายตัว ความร้อน ความมืด ความเงียบเข้าครอบคลุมทุกพื้นที่ ดึกมา สายลมเริ่มเข้ามาแทนที่ ความเย็นเริ่มมา พระจันทร์ยิ่งทอแสงส่องสว่างมากขึ้น พักผอนไปสักระยะ ฝนหลงฤดูก็ตกลงมา สักพักก็หยุดไป
ตี 3 คณะเก็บสัมภาระ ก่อนตี 4 ยืนประคองประนมมือน้อมระลึกนึกถึงพระสัมพุทธเจ้า สวดพระพุทธมนต์ ก่อนออกเดิน
แดดแสงสีทองยามเช้า ยามสาย แดดส่องแสบตา

#คณะพระธุดงค์พักค้างแรมข้างถนน

#มุ่งหน้าสู่โกสัมพีนคร

#เกร็ดเล็กๆๆ ก่อนถึงเมืองโกสัมพีนคร
เรื่องเกี่ยวเนื่องเมืองโกสัมพี

ในพระไตรปิฏก “อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัปปมาทวรรคที่ ๒”
เรื่องของโฆสกเศรษฐี (ต่อจากเดิม)

ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว 

เมื่อเศรษฐีทำกรรมนี้ๆ อยู่นั่นเทียว เด็กเติบใหญ่แล้ว. เขาได้มีชื่อว่า “โฆสกะ” นายโฆสกะนั้นปรากฏแก่เศรษฐีประหนึ่งหนามแทงตา. เศรษฐีไม่อาจเพื่อจะแลดูเขาตรงๆ ได้.
ครั้งนั้น เศรษฐีตรองหาอุบายจะฆ่านายโฆสกะนั้น จึงไปสู่สำนักของนายช่างหม้อผู้สหายของตน แล้วถามว่า “เมื่อไร ท่านจะเผาเตา?” เมื่อเขาตอบว่า “พรุ่งนี้” จึงกล่าวว่า “ถ้ากระนั้น ท่านจงเอาทรัพย์ ๑ พันนี้ไว้แล้วจงทำการงานให้ฉันสักอย่างหนึ่ง”
นายช่างหม้อ. การงานอะไร? นาย.
เศรษฐี. ฉันมีบุตรชาติชั่วอยู่คนหนึ่ง ฉันจักส่งมันมายังสำนักของท่าน, เมื่อฉะนี้ ท่านจงให้มันเข้าไปสู่ห้อง เอามีดอันคมตัดให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ เอาใส่ในตุ่ม แล้วเผาในเตา ทรัพย์ ๑ พันนี้เป็นเช่นกับรางวัลของท่าน. ในภายหลัง ฉันจักทำสิ่งที่ควรทำแก่ท่านให้ยิ่งขึ้นอีก.
นายช่างหม้อ. ได้จ้ะ.
ในวันรุ่งขึ้น เศรษฐีจึงเรียกนายโฆสกะมาแล้ว กล่าวว่า “พ่อ เมื่อวานนี้ ฉันสั่งการงานนายช่างหม้อไว้อย่างหนึ่ง, เจ้าจงมา จงไปยังสำนักของเขา แล้วพูดอย่างนี้ว่า “ได้ยินว่า ท่านจงยังการงานที่คุณพ่อของผม สั่งไว้เมื่อวันวานนี้ให้สำเร็จเถิด” ดังนี้แล้ว ได้ส่งไปแล้ว. นายโฆสกะนั้นรับว่า “จ้ะ” ได้ไปแล้ว.
ฝ่ายลูกชายของเศรษฐีกำลังเล่นคลีกับพวกเด็ก เห็นนายโฆสกะนั้นเดินไปในที่นั้น จึงเรียกนายโฆสกะนั้นแล้ว ถามว่า “ไปไหน? พี่” เมื่อนายโฆสกะบอกว่า “เอาข่าวของคุณพ่อ ไปสำนักของนายช่างหม้อ”, จึงพูดว่า “ฉันจักไปในที่นั้น, เด็กเหล่านี้ชนะฉันหลายคะแนนแล้ว, พี่จงชนะเอาคะแนนคืนให้ฉัน.”
นายโฆสกะ. พี่กลัวคุณพ่อ.
ลูกเศรษฐี. อย่ากลัวพี่ ฉันจักนำข่าวนั้นไปเอง พวกเด็กหลายคนชนะฉันแล้ว พี่จงชิงชัยเอาคะแนนให้ฉัน จนกว่าฉันจะกลับมา. ได้ยินว่า โฆสกะเป็นผู้ฉลาดในการเล่นคลี เพราะฉะนั้น ลูกชายของเศรษฐีจึงได้หน่วงเหนี่ยวนายโฆสกะนั้นไว้อย่างนั้น.
ฝ่ายโฆสกะนั้นจึงพูดกับลูกชายเศรษฐีนั้นว่า “ถ้ากระนั้น จงไปบอกกับนายช่างหม้อว่า ทราบว่า เมื่อวานนี้ คุณพ่อผม สั่งให้ท่านทำการงานไว้อย่างหนึ่ง, ท่านจงยังการงานนั้นให้สำเร็จ” ดังนี้แล้ว ส่งเขาไปแล้ว. ลูกชายของเศรษฐีนั้นไปยังสำนักของนายช่างหม้อนั้น ได้กล่าวตามสั่งนั้น. ครั้งนั้น นายช่างหม้อได้ฆ่าลูกชายเศรษฐีนั้นตามคำสั่งเศรษฐีสั่งไว้ทีเดียว แล้วโยนไปในเตา.
ฝ่ายนายโฆสกะเล่นตลอดภาคของวัน พอตกเย็นก็กลับบ้าน, เมื่อเศรษฐีเห็นแล้ว จึงถามว่า “ไม่ได้ไปหรือ? พ่อ” ก็แจ้งถึงเหตุที่ตนไม่ไปและเหตุที่น้องชายไปให้ทราบ. เศรษฐีฟังคำนั้นแล้ว จึงร้องลั่นว่า “อย่าได้ฆ่าเลย” ปานประหนึ่งว่า มีโลหิตเดือดพล่านในสรีระทั้งสิ้น ประคองแขนคร่ำครวญอยู่ว่า “ช่างหม้อผู้เจริญ อย่าให้เราฉิบหายเสียเลย อย่าให้เราฉิบหายเสียเลย” ดังนี้ ได้ไปยังสำนักของนายช่างหม้อนั้นแล้ว.
นายช่างหม้อเห็นเศรษฐีนั้นมาอยู่โดยอาการอย่างนั้น จึงพูดว่า “นาย ท่านอย่าทำเสียงดังไป, การงานของท่านสำเร็จแล้ว”, เศรษฐีนั้นอันความโศกเปรียบดังภูเขาใหญ่ท่วมทับแล้ว เสวยโทมนัสมีประมาณมิใช่น้อย ดังบุคคลผู้มีใจคิดร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้ายฉะนั้น.

ทำร้ายผู้ไม่ทำร้ายตอบย่อมถึงฐานะ ๑๐
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า๑-
“ผู้ประทุษร้ายในท่านผู้ไม่ประทุษร้าย หาอาชญามิได้ ด้วยอาชญา ย่อมพลันถึงฐานะ ๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่งทีเดียว
คือ พึงถึงเวทนาอันหยาบ, ความเสื่อม, ความแตกแห่งสรีระ, ความเจ็บไข้อย่างหนัก, ความฟุ้งซ่านแห่งจิต, ความขัดข้อง แต่พระราชา, ความกล่าวตู่อย่างทารุณ, ความเสื่อมรอบแห่งหมู่ญาติ, ความย่อยยับแห่งโภคะ,
อีกประการหนึ่ง ไฟป่าย่อมไหม้เรือนของผู้นั้น, เพราะความแตกแห่งกาย เขาผู้มีปัญญาทราม ย่อมเข้าถึงนรก.”
____________________________
๑- คาถาธรรมบท ทัณฑวรรคที่ ๑๐

อุบายใหม่ของเศรษฐี 

แม้เช่นนั้น เศรษฐีก็ไม่อาจแลดูนายโฆสกะนั้นตรงๆ อีกได้ ครุ่นคิดหาอุบายว่า “อย่างไร? จึงจะฆ่ามันเสียได้” มองเห็นอุบายว่า “เราจักส่งมันไปยังสำนักของคนเก็บส่วย (นายเสมียน) ใน ๑๐๐ บ้านของเรา ให้มันตายเสีย” ดังนี้แล้ว จึงเขียนหนังสือไปถึงคนเก็บส่วยนั้นว่า “ผู้นี้เป็นลูกชาติชั่วของเรา, ฆ่ามันเสียแล้ว จงโยนลงไปในหลุมคูถ, เมื่อทำการอย่างนี้เสร็จแล้ว, ฉันจักรู้สิ่งที่จะตอบแทนแก่ท่านลุงในภายหลัง” ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า “พ่อโฆสกะ คนเก็บส่วยของฉันมีอยู่ที่บ้านส่วย ๑๐๐ บ้าน, เจ้าจงนำเอาจดหมายฉบับนี้ไปให้เขา” ดังนี้ จึงเอาจดหมายผูกไว้ที่ชายผ้าของเขา.
ก็นายโฆสกะนั้นไม่รู้จักอักษรสมัย, เพราะตั้งแต่เขาเป็นเด็ก เศรษฐีก็ครุ่นคิดฆ่าเขาเสมอ (แต่) ไม่อาจฆ่าได้, จักให้เขาศึกษาอักษรสมัยได้อย่างไร? นายโฆสกะนั้น ผูกจดหมายฆ่าตัวเองไว้ที่ชายผ้าด้วยประการฉะนี้ เมื่อจะออกเดินจึงพูดว่า “คุณพ่อ ผมไม่มีเสบียงอาหาร”
เศรษฐี. เจ้าไม่ต้องมีกิจ (ห่วง) ด้วยเสบียงทาง. ในบ้านชื่อโน้น ในระหว่างทาง เศรษฐีผู้เป็นสหายของข้ามีอยู่ เจ้าจงไปกินอาหารเช้าที่เรือนของเขาแล้ว จึงเดินต่อไป.
นายโฆสกะนั้นรับว่า “จ้ะ” ไหว้บิดาแล้ว ออกเดินไปถึงบ้านนั้น ถามถึงเรือนเศรษฐี เดินไปพบภรรยาของเศรษฐี. เมื่อนางกล่าวว่า “เจ้ามาจากไหน?” จึงตอบว่า “มาจากในเมือง.”
ภรรยาของเศรษฐี. เจ้าเป็นลูกของใคร?
โฆสกะ. คุณแม่ ผมเป็นลูกของเศรษฐี ผู้เป็นสหายของท่าน.
ภรรยาของเศรษฐี. เจ้าชื่อโฆสกะหรือ?
โฆสกะ. ขอรับ คุณแม่.
พร้อมกับเวลาเห็นเท่านั้น ความรักใคร่เหมือนลูกในโฆสกะนั้นบังเกิดแก่นางแล้ว
ความรักเกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ
ก็เศรษฐีมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง, นางมีอายุราว ๑๕-๑๖ ปี รูปร่างสะสวย น่าเลื่อมใส. เศรษฐีให้หญิงรับใช้ไว้คนหนึ่งเพื่อรักษานางแล้ว ให้อยู่ที่ห้องมีสิริ (ห้องพิเศษ) ที่พื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น ในขณะนั้น ลูกสาวเศรษฐีใช้หญิงคนใช้ไปตลาด. ครั้งนั้น ภรรยาของเศรษฐีเห็นหญิงทาสีนั้นแล้ว ถึงถามว่า “จะไปไหน?” เมื่อนางตอบว่า “ข้าแต่แม่เจ้า ดิฉันไปด้วยกิจรับใช้แห่งธิดาของแม่เจ้า” จึงกล่าวว่า “เจ้าจงมา ทางนี้ก่อน งดการรับใช้ไว้. จงลาดตั่ง ล้างเท้า ทาน้ำมัน ปูที่นอนให้บุตรของเรา จึงทำการรับใช้ภายหลัง.” นางได้กระทำการตามสั่งแล้ว.
ครั้งนั้น ลูกสาวของเศรษฐีได้ดุหญิงรับใช้นั้นผู้มาช้า. ทีนั้น หญิงคนใช้นั้นเรียนกะนางว่า “แม่เจ้าอย่าเพิ่งโกรธดิฉัน. บุตรเศรษฐีชื่อโฆสกะมาแล้ว, ดิฉันทำสิ่งนี้ๆ แก่เขาแล้ว ไปในตลาดนั้นแล้วจึงมา.” เพราะฟังชื่อว่า “โฆสกะ” ผู้บุตรเศรษฐีนั้น ความรักเฉือนผิวหนังเป็นต้นจดถึงเยื่อในกระดูก ตั้งขึ้นแก่ลูกสาวเศรษฐีแล้ว.

ลูกสาวเศรษฐีแปลงสาสน์ 

แท้จริง ลูกสาวเศรษฐีนั้นเป็นภรรยาของนายโฆสกะนั้นในเวลาที่เขาเป็นนายโกตุหลิก ได้ถวายข้าวสุกทะนานหนึ่งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยอานุภาพแห่งผลทานนั้น นางจึงมาเกิดในตระกูลเศรษฐีนี้. ความรักในปางก่อน ได้ท่วมทับยึดลูกสาวเศรษฐีนั้นไว้ ด้วยประการฉะนี้.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

“ความรักนั้น ย่อมเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ 
อย่างนี้ คือ ด้วยความอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ๑ 
ด้วยการเกื้อกูลกันในกาลปัจจุบัน ๑ เหมือนอุบล (อาศัยเปือกตมและน้ำ) เกิดในน้ำฉะนั้น.” 

ทีนั้น นางจึงถามหญิงสาวใช้นั้นว่า “(เดี๋ยวนี้) เขาอยู่ที่ไหนจ๊ะ? แม่.”
หญิงสาวใช้. เขานอนหลับอยู่บนที่นอน (เจ้าค่ะ) แม่เจ้า.
ธิดาเศรษฐี. ก็ในมือของเขา มีอะไรอยู่หรือ?
หญิงสาวใช้. มีหนังสืออยู่ที่ชายผ้าเจ้าค่ะ แม่เจ้า.
ธิดาเศรษฐีนั้นจึงคิดว่า “นั่นจะเป็นหนังสืออะไรหนอ?” เมื่อนายโฆสกะนั้นกำลังหลับอยู่, เมื่อมารดาบิดาไม่แลเห็น เพราะมัวเอาใจส่งไปในเรื่องอื่น, ลงไปสู่สำนัก (ของเขา) แล้ว แก้เอาหนังสือนั้น เข้าไปยังห้องของตน ปิดประตู เปิดหน้าต่าง อ่านหนังสือ เพราะนางฉลาดในอักษรสมัย แล้วคิดว่า “ตายจริง! คนเขลาผูกหนังสือสำหรับฆ่าตัวที่ชายผ้าแล้วก็เที่ยวไป. ถ้าเราไม่เห็นหนังสือแล้ว เขาคงไม่มีชีวิตอยู่” ดังนี้แล้ว จึงฉีกหนังสือฉบับนั้นเสีย เขียนหนังสืออีกฉบับหนึ่ง ตามถ้อยคำของเศรษฐีว่า “ลูกชายของข้าพเจ้านี้ ชื่อเจ้าโฆสกะ, จงให้นำเครื่องบรรณาการมาจากบ้าน (ส่วย) ๑๐๐ บ้าน ทำมงคลกับบุตรสาวเศรษฐีในชนบทนี้ ให้ปลูกเรือนขึ้น ๒ ชั้นในท่ามกลางบ้านเป็นที่อยู่ของตน ทำการรักษาอย่างแข็งแรง ด้วยเครื่องล้อมคือกำแพง และเครื่องล้อมคือบุรุษ, และจงส่งข่าวไปให้ข้าพเจ้าว่า ‘การนี้ การนี้ ฉันทำเสร็จแล้ว’ เมื่อกรรมอย่างนี้ท่านทำแล้ว ฉันจักรู้สิ่งที่ควรทำแก่ท่านลุงในภายหลัง”,
ก็แลครั้นเขียนเสร็จแล้ว นางจึงพับลงไปผูกไว้ที่ชายผ้าของนายโฆสกะนั้นตามเดิม.

#ความอุบัติของโฆสกเศรษฐี เป็นดังนี้
มีต่อ

ดูอัลบัมภาพล่าสุด

– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๖๑) https://goo.gl/dwqLCg
– ธุดงค์ธรรมยาตรา อินเดีย-เนปาล ๒๕๖๒ (๖๒) https://goo.gl/2JDzcQ

ดูอัลบัมภาพทั้งหมด

อัลบัมภาพธุดงค์ธรรมยาตราทั้งหมด https://goo.gl/kfb5m7