§ ลักษณะมาตราพฤติในฉันทลักษณ์

_________________________

สา อนฺตรายวชฺชา_____สิชฺฌิตฺถ ยถา ตถา ปชายาสา

สุนฺทรกา ยา สิทฺธา____ภวตํ สกลาว สา อาสา.

“มังคลัตถทีปนีนี้นั้นสำเร็จแล้ว ปราศจากอันตรายฉันใด ขอความหวังอันดีงามของหมู่สัตว์ทั้งมวลเทียว จงสำเร็จฉันนั้น”

……คาถานี้เป็นคาถาประเภทมาตราพฤติมีชื่อว่า อริยาคาถา นับจำนวนมาตราได้ทั้งหมด ๕๗ มาตรา มีปรากฏอยู่ในนิคมคาถาของคัมภีร์มังคลัตถทีปนี ภาค ๒ หน้า ๔๗๙ นอกจากนี้ยังพบในนิคมคาถาของคัมภีร์เล่มอื่นๆ ที่แต่งโดยพระสิริมังคลาจารย์ เช่น จักกวาฬทีปนีและสังขยาปกาสกฎีกาเป็นต้นอีกด้วย¹ แต่ท่านผู้ตรวจชำระคัมภีร์ไม่เข้าใจพฤติลักษณะดังกล่าวจึงพิมพ์คาถาเป็นร้อยแก้วไปเสียทั้งหมด ส่งผลให้คุณค่าทางด้านวรรณกรรมของคัมภีร์ด้อยลงไปทันที

……ลักษณะอริยาคาถาในมาตราพฤตินั้นพระสังฆรักขิตเถระผู้รจนาคัมภีร์

วุตโตทัยได้แสดงไว้ในปริจเฉท ๒ คาถา ๑๗ ดังนี้

ฉฏฺโฐ’ขิลลหุ โช วา_____คยุตาญฺเญ ฉคฺคณา น โช วิสเม

อริยายนฺตทฺเธ โล_______ฉฏฺโฐนฺเต โค คณา ฉญฺเญ.

“คณะที่ ๖ เป็นสัพพลหุคณะ หรือ ช คณะ, หกคณะอื่นที่ประกอบด้วยครุ

มีอยู่, ไม่มี ช คณะในวิสมคณะ (คณะคี่), ส่วนในครึ่งหลังของอริยาคาถา

คณะที่ ๖ เป็นลหุ, ครุมีอยู่ในคณะท้าย และคณะ ๖ อื่นมีอยู่” ²

……คาถาดังกล่าวข้างต้นแสดงทั้งกฎเกณฑ์และตัวอย่างของอริยาคาถาไปในตัว คือใช้เป็นทั้งสูตร (rule) และอุทาหรณ์ (example) มีคำอธิบายดังนี้

ปุพพัทธะ (ครึ่งแรก) ของคาถามี ๔ ลักษณะคือ

๑. มีคณะทั้งหมด ๗ คณะ และมีครุท้าย

๒. คณะที่ ๖ มีได้ ๒ คณะคือ ช คณะ หรือสัพพลหุคณะ (น คณะ)

๓. คณะอื่นๆ จากคณะที่ ๖ จะเป็นคณะใดก็ได้ในบรรดา ๕ คณะที่กำหนดไว้ในมาตราพฤติคือ ภ, ช, ส, สัพพครุ (ม), สัพพลหุ (น)

๔. ในวิสมคณะ (คณะคี่) คือ ๑, ๓, ๕, ๗ จะไม่มี ช คณะ แต่อนุญาต ๔ คณะที่เหลือ

อปรัทธะ (ครึ่งหลัง) ของคาถามี ๔ ลักษณะคือ

๑. คณะมี ๗ คณะ และมีครุท้าย

๒. คณะที่ ๖ เป็นลหุ

๓. คณะอื่นๆ จากคณะที่ ๖ เป็นคณะใดก็ได้ใน ๕ คณะ

๔. ในวิสมคณะ ไม่มี ช คณะ

……จะสังเกตเห็นได้ว่า ในปุพพัทธะ (ครึ่งแรก) ของคาถาข้างต้น คณะที่ ๖ คือ ตถาป เป็น ช คณะ ในอปรัทธะ (ครึ่งหลัง) คณะที่ ๖ คือ ว เป็น ลหุ ตรงตามกฎ ส่วนคณะที่เหลือก็อยู่ใน ๕ คณะดังกล่าวแล้ว

……นอกจากนี้ยังได้พบตัวอย่างของมาตราพฤติอีกคาถาหนึ่งซึ่งฉบับพิมพ์วางรูปคาถาไว้เป็นร้อยแก้วเช่นกัน ดังนี้

……เอวํ อนุปพฺพชิโต_____อุฬารวิภเวน ขตฺติยชเนน

……รญฺโญ กนิฏฺฐภาตา____ติสฺสตฺเถโรติ วิญฺเญยฺโย.

……“พระเถระผู้อันขัตติยชน ซึ่งมีสมบัติอย่างโอฬารบวชตามอย่างนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า พระติสสเถระ ผู้เป็นพระกนิษฐภาดาของพระราชา”

……คาถานี้ก็เป็นอริยาคาถาเช่นกัน ซึ่งปรากฏในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา ปฐมภาค หน้า ๕๕ จะสังเกตเห็นได้ว่า คณะที่ ๖ ของปุพพัทธะ คือ นขตฺติ เป็น ช คณะ ส่วนในอปรัทธะ คณะที่ ๖ คือ ติ เป็น ลหุ

……แสดงการตรวจคณะในมาตราพฤติของคาถาทั้งสองเป็นตารางได้ดังนี้ (คลิกที่รูปภาพ)

________________

¹ เรื่องนี้ข้าพเจ้าเคยชี้แจงไปที่โรงพิมพ์มหามกุฏฯ มาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี ๒๕๔๕ ทางผู้อำนวยการโรงพิมพ์รับเรื่องไว้ แต่ฉบับพิมพ์ล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๓ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเลย

² ดูรายละเอียดในวุตโตทัยมัญชรี หน้า ๖๙-๗๓

========================

ในมาตราพฤติจะไม่มี 3 คณะเหล่านี้ คือ ย ร ต เนื่องจากมีมาตราเกิน 4 คือมี 5 มาตรา
ส่วน น คณะในมาตราพฤติถ้านับตามอย่างปกติก็จะมีมาตราขาดไป 1 คือมี 3 มาตรา ท่านจึงเพิ่มลหุเข้ามาอีกตัวหนึ่งเพื่อให้ครบ 4 มาตรา ดังนั้น น คณะในมาตราพฤติจึงมีลหุ 4 (จตุลฺลหุ) และมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สัพพลหุคณะ
นอกจากนี้ ม คณะถ้านับตามอย่างปกติก็จะมีมาตราเกินเป็น 6 มาตรา ท่านจึงเอาครุออกเสียตัวหนึ่ง ดังนั้น ม คณะในมาตราพฤติจึงมีครุ 2 (ทฺวิครุ) และมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สัพพครุคณะ
** หมายเหตุ : คณะหนึ่งๆ มี 4 มาตรา ยกเว้นในกลุ่มเวตาลียชาติอนุญาตให้มี ร คณะที่มี 5 มาตราได้