อรุณธรรมยามเช้า
วันเสาร์ที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๑
วันขึ้น ๑๑ ค่ำเดือน ๘ ธรรมะสวัสดี จักขอนำเสนอ 
เรื่อง”สัญชัยปริพพาชก อาจารย์ของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ” อันมีเนื้อความ ดังนี้
สัญชัยปริพพาชก เป็นอาจารย์ของพระสารีบุตรและโมคคัลลานะ ในสมัยที่ท่านทั้งสองยังเป็นหนุ่มชื่อ อุปติสสะ และโกลิตะ
ในสมัยเป็นฆราวาส อุปติสสะ และโกลิตะ เป็นเพื่อนรักกันและมั่งคั่งด้วยกันทั้งสองคน บิดาของอุปติสสะ เป็นผู้ใหญ่บ้านในอุปปติสสคาม บิดาของโกลิตะ ก็เป็นผู้ใหญ่บ้านในโกลิตคาม สองตระกูลนี้มีความสัมพันธ์เป็นสหายกันมา ๗ ชั่วอายุคนแล้ว

เมื่อเติบโต ทั้งสองได้ศึกษาศิลปศาสตร์อันเป็นทางเลี้ยงชีพและทางนำมาซึ่งเกียรติยศชื่อเสียงสำเร็จทุกประการ เขาชอบไปดูมหรสพบนยอดเขา ย่อมหัวเราะในที่ควรหัวเราะเศร้าสลดในที่ควรเศร้าสลด และให้รางวัลแก่ผู้แสดงที่ตนชอบใจ

ต่อมาวันหนึ่ง อุปติสสะ มีอาการแปลกไป คือนั่งเฉยเหมือนคิดอะไรอย่างหนึ่งอย่างลึกซึ้ง ว่า คนเหล่านี้ ไม่ถึงร้อยปีก็คงจักต้องตายกันหมด จะเพลิดเพลินอะไรกันอยู่ เราน่าจะแสวงหาโมกขธรรม

โกลิตะ เห็นด้วย จึงพากันออกแสวงหาโมกขธรรม (ธรรมอันเป็นทางให้พ้นทุกข์) ทั้งสองตกลงกันแล้ว พร้อมด้วยบริวารคนละ ๕๐๐ ออกบวชในสำนักของอาจารย์สัญชัย
เพื่อแสวงหาโมกขธรรม แต่ไม่สามารถพบได้ในสำนักของอาจารย์ผู้นี้ อันชมพูทวีปนี้ กว้างใหญ่นัก เราเที่ยวไปในคามนิคม ชนบทราชธานี คงจักได้อาจารย์ผู้แสดงโมกขธรรมเป็นแน่แท้

ตั้งแต่นั้น ใครพูดว่าที่ใดมีสมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต, ทั้งสองก็ไปทำการสากัจฉากับสมณพราหมณ์นั้น ปัญหาที่เขาถาม, อาจารย์เหล่านั้นไม่อาจแก้ได้ เขาเที่ยวสอบหาอาจารย์ทั่วชมพูทวีป แต่ไม่ประสบ จึงกลับมาสู่สำนักเดิม นัดหมายกันว่าใครได้บรรลุอมตธรรมก่อนขอจงบอกแก่กัน

สัญชัยปริพพาชก เป็นอาจารย์ของพระสารีบุตรและโมคคัลลานะในสมัยที่ท่านทั้งสองยังเป็นหนุ่มชื่อ อุปติสสะ และโกลิตะ พากันออกไปแสวงหาโมกขธรรม เมื่อทราบจากอาจารย์สัญชัยว่า ไม่มีคำสอนอื่นใดอันยิ่งกว่านี้แล้ว เขาทั้งสองจึงคิดว่า ไม่ควรอยู่ในสำนักนี้ต่อไป

ระยะนั้น พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ เวฬุวัน อันพระราชาพิมพิสารทูลถวาย

พระสาวกรูปหนึ่ง ในจำนวนปัญจวัคคีย์ คือพระอัสสชิ ออกบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ในเช้าวันหนึ่ง อุปติสสะบริโภคอาหารเช้าแล้วก็ออกแต่เช้าเหมือนกัน เขาได้เห็นพระอัสสชิแล้ว รำพึงว่า “นักบวชอย่างนี้ เราไม่เคยพบเลย คงจักเป็นรูปหนึ่งรูปใด บรรดาผู้บรรลุแล้วซึ่งพระอรหัตตผลในโลก ไฉนหนอเราจักเข้าไปสอบถามความสงสัยของเราได้”

เขากลับคิดว่า เวลานี้ ยังไม่ควรก่อน เพราะพระกำลังบิณฑบาต จึงติดตามไปข้างหลัง เขาเห็นพระเถระได้อาหารบิณฑบาตพอสมควรแล้ว ไปสู่ที่แห่งหนึ่งเพื่อฉัน เขาเห็นพระเถระแสดงอาการว่าจะนั่ง จึงได้จัดตั้งของปริพพาชกสำหรับตนถวาย เมื่อพระเถระฉันเสร็จแล้วก็ได้รินน้ำในกุณโฑของตนถวายแล้วถามว่า

“อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชอุทิศใคร? ใครเป็นศาสดาของท่าน? ท่านชอบใจธรรมของใคร?”

พระอัสสชิ คิดว่า “โดยปกติ ปริพพาชก ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา เราจักแสดงความลึกซึ้งในพระศาสนาแก่ปริพพาชกนี้” แต่ได้กล่าวถ่อมตนก่อนว่า

“ผู้มีอายุ! ข้าพเจ้ามาสู่ธรรมวินัยนี้ไม่นานนัก ยังเป็นผู้ใหม่อยู่ ข้าพเจ้าไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารได้”

ปริพาชกเรียนว่า “ข้าพเจ้าชื่ออุปติสสะ ขอพระผู้เป็นเจ้าจงกล่าวธรรมตามสามารถเถิด จะน้อยหรือมากไม่สำคัญ การแทงตลอดธรรมนั้นเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการแต่ใจความเท่านั้น”

พระอัสสชิจึงแสดงหลักสำคัญแห่งพระพุทธศาสนาทั้งปวง อันรวมเอาหลักอริยสัจและปฏิจจสมุปบาทไว้ด้วย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หลักแห่งเหตุผล ดังนี้

“สิ่งทั้งปวง ย่อมมีเหตุ เกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าตรัสบอกเหตุ และวิธีดับไว้ด้วย พระมหาสมณะ (พระพุทธเจ้า) มีปกติตรัสอย่างนี้”

อุปติสสปริพพาชกฟังแล้วเพียง ๒ บทต้นเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เมื่อพระเถระกล่าวจบลง เขาได้เรียนท่านว่า “ท่านไม่ต้องขยายธรรมเทศนาให้ยิ่งขึ้นไป แต่ว่า ข้าพเจ้าอยากทราบว่า พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ใด”

พระอัสสชิตอบว่า เวลานี้พระศาสดาประทับอยู่ ณ เวฬุวันกลันทกนิวาปะ

ปริพพาชกเรียนว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ! ขอท่านได้โปรดล่วงหน้าไปก่อนเถิด ข้าพเจ้ามีเพื่อนอยู่คนหนึ่งได้ทำสัญญากันไว้ว่า ผู้ใดได้บรรลุธรรมก่อน จงบอกกัน ข้าพเจ้าจักไปบอกเพื่อนแล้วพากันไปสู่สำนักของพระศาสดา

เขาหมอบลงแทบเท้าของพระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กระทำประทักษิณ ๓ รอบ แล้วไปสู่อารามของปริพพาชกเพื่อบอกธรรมแก่โกลิตะผู้สหา

โกลิตะเห็นสหายมา สังเกตสีหน้าและอาการแล้วรู้ว่า อุปติสสะคงได้บรรลุธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่แท้ จึงถามอุปติสสะบอกความทั้งปวงแล้ว โกลิตะก็ได้สำเร็จ โสดาปัตติผลเหมือนกัน

ทั้งสองชวนกันไปเฝ้าพระศาสดา แต่อุปติสสะ ระลึกถึงอาจารย์ จึงเข้าไปหาอาจารย์เล่าความทั้งปวงให้ฟัง แล้วชวนอาจารย์ไปเฝ้าพระศาสดาด้วย แต่สัญชัยไม่ยอมไป อ้างว่าเป็นผู้ใหญ่ชั้นครูบาอาจารย์แล้ว ไม่ควรไปเป็นศิษย์ของใครอีก

เมื่อสองสหายคะยั้นคะยอหนักเข้า สัญชัยจึงถามว่า ในโลกนี้มีคนโง่มาก หรือคนฉลาดมาก สองสหายตอบว่า มีคนโง่มาก สัญชัยจึงสรุปว่า ขอให้พวกฉลาดๆ ไปหาพระสมณโคดมเถิด ส่วนพวกโง่ๆ จงมาหาเราและอยู่ในสำนักของเรา

เมื่อเห็นว่าชักชวนอาจารย์ไม่สำเร็จแน่แล้ว สองสหายก็จากไป ศิษย์ในสำนักของสัญชัยได้ตามไปด้วยเป็นจำนวนมาก ประหนึ่งว่าอารามนั้นจะว่างลง สัญชัยเห็นดังนั้น เสียใจจนอาเจียนออกมาเป็นเลือด ศิษย์ของสัญชัย ๒๕๐ คน คงจะสงสารอาจารย์จึงกลับเสียในระหว่างทาง คงติดตามสองสหายไป ๒๕๐ คน

เมื่อเขาทั้งสองถึงเวฬุวันนั้น เป็นเวลาที่พระศาสดากำลังแสดงธรรมอยู่ ท่ามกลางบริษัท ทอดพระเนตรเห็นสองสหายกำลังมา จึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า

“ภิกษุทั้งหลาย! สองสหาย คืออุปติสสะ และโกลิตะกำลังมา เขาทั้งสองจักเป็นอัครสาวกของเรา”

สองสหายถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาแล้ว

พระศาสดาทรงขยายพระธรรมเทศนาพุ่งเอาอุปนิสัยของบริวารแห่งสหายทั้งสองเป็นเกณฑ์ เพื่อให้ได้สำเร็จมรรคผลก่อน เมื่อจบเทศนา บริวารทั้งหมด ๒๕๐ คนได้สำเร็จอรหัตตผล ส่วนสองสหายยังไม่ได้บรรลุ เพราะเหตุไร?

ท่านว่าสาวกบารมีญาณเป็นของใหญ่ ต้องมีคุณาลังการมากมาย เหมือนการเสด็จของพระราชาย่อมต้องมีการเตรียมการมากกว่าสามัญชน อนึ่งคนมีปัญญามาก ย่อมต้องไตร่ตรองมาก มิได้ปลงใจเชื่อสิ่งใดโดยง่าย แล้วใคร่ครวญให้เห็นเหตุ เห็นผลด้วยตนเองก่อนแล้วจึงเชื่อ แต่คนพวกนี้พอสำเร็จอะไรแล้วก็ประดับด้วยคุณาลังการทุกประการอันเป็นบริวารธรรมแห่งสิ่งอันตนได้สำเร็จนั้น

หลังจากบวชแล้ว อุปติสสะได้นามใหม่ว่า “พระสารีบุตร-บุตรของสารีพราหมณี” ส่วนโกลิตะได้นามใหม่ว่า “โมคคัลลานะ-เพราะเป็นบุตรของโมคคัลลีพราหมณี”

พระโมคคัลลานะบวชแล้ว ๗ วัน ไปทำความเพียรอยู่ที่บ้านกัลลวาลมุตตะในแคว้นมคธนั่นเอง โงกง่วงอยู่ พระศาสดาทรงแสดงธรรม บรรเทาความง่วงแล้ว ทรงแสดงธาตุกัมมฐาน จนพระโมคคัลลานะได้บรรลุพระอรหัตตผล

ฝ่ายพระสารีบุตร บวชแล้วได้ครึ่งเดือน ไปอยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา กับพระศาสดา ถ้ำนี้อยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรม ชื่อเวทนาปริคคหสูตร (สูตรว่าด้วยการกำหนดเวทนา) แก่ทีฆนขปริพพาชก หลานของตนอยู่ ได้ส่งญาณไปตามกระแสแห่งพระธรรมเทศนา ได้บรรลุพระอรหัตตผล ประดับด้วยคุณาลังการทั้งปวงมีปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖ เป็นต้น

ในเวลาบ่ายวันนั้นเอง พระศาสดาทรงประชุมพระสาวกที่พระเวฬุวัน ประทานตำแหน่งอัครสาวกแก่พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ แล้วทรงแสดงพระปาฏิโมกข์

ภิกษุทั้งหลายติเตียนพระศาสดาว่า ทรงประทานตำแหน่งอัครสาวกอย่างเห็นแก่หน้า ไม่ยุติธรรม ตำแหน่งอัครสาวกควรตกแก่พระปัญจวัคคีย์รูปใดรูปหนึ่ง มีพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นต้น หรือมิฉะนั้นก็พวกพระยสะ พวกภัททวัคคีย์ ๓๐ หรือคณะชฏิล ๓ พี่น้องมีอุรุเวลกัสสป เป็นต้น เพราะท่านเหล่านี้บวชก่อน แต่พระศาสดาละเลยภิกษุเหล่านั้นเสีย ทรงประทานตำแหน่งอัครสาวกแก่ผู้บวชใหม่เพียง ๑๕ วัน ไม่ควรเลย

พระศาสดาทรงทราบเรื่องนั้นแล้วตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า

“ภิกษุทั้งหลาย! เราให้ตำแหน่งอัครสาวกแก่สารีบุตรโมคัลลานะ เพราะอคติเห็นแก่หน้าก็หาไม่ เราให้ตามมโนปณิธานของเขาทั้งสอง อนึ่งโกณทัญญะ และภิกษุเหล่าอื้น มิได้ตั้งความปรารถนาไว้เพื่อความเป็นอัครสาวก”

เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลถามจึงตรัสเล่า ปุพพกรรมและปณิธานของภิกษุนั้น มีของพระอัญญาโกณทัญญะ เป็นต้น จนถึงปณิธานของพระสารีบุตรที่ตั้งไว้สมัยเป็นสรทดาบส ภิกษุทั้งหลายได้ฟังแล้วก็หายข้องใจ

เรื่องปุพพกรรมและปณิธานของท่านเหล่านี้มีพิสดารพอสมควรในอรรถกถาธรรมบท ท่านผู้ปรารถนาโปรดหาอ่านจากที่นั้นเถิด ข้าพเจ้าไม่นำมากล่าวในที่นี้เพราะเกรงจะยาวเกินไป

รวมความว่า ทุกท่านได้ตำแหน่งอันเหมาะสมแก่บุญบารมี และมโนปณิธานของตน

เมื่อพระศาสดาตรัสจบแล้ว พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะได้ทูลเล่าเรื่องปัจจุบันของตน ตั้งแต่การได้ความสังเวชสลดจิตในการไปดูมหรสพบนภูเขา จนถึงได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ แล้วชวนอาจารย์สัญชัยมาเฝ้าพระศาสดา

แต่อาจารย์สัญชัยหามาไม่ เพราะอ้างว่าเคยเป็นอาจารย์ของคนเป็นอันมากแล้ว ไม่สามารถเป็นศิษย์ของใครได้อีก

พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย! สัญชัย ถือสิ่งอันไม่มีสาระว่า มีสาระ ถือสิ่งอันมีสาระ ว่าไม่มีสาระ เพราะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ส่วนเธอทั้งสองรู้จักสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ สิ่งไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ เพราะเธอเป็นบัณฑิต ละทิ้งสิ่งอันไม่เป็นสาระ ถือเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นสาระ

ดังนี้แล้ว ตรัสพระพุทธภาษิต ซึ่งยกขึ้นกล่าวไว้แล้วแต่เบื้องต้น นั่นแล
เอวัง ก็มีด้วย ประการ ดังนี้

( ภาพ อุปปติสสะ หรือ พระสารีบุตร เสวนาปริศนาธรรม ด้วยความสงสัย กับ พระอัสสชิ )

 — at วัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี สาธารณรัฐอินเดีย.