นามญฺจ รูปญฺจ อิธตฺถิ สจฺจโต
น เหตฺถ สตฺโต มนุโชว วิชฺชติ
สุญฺญํ อิทํ ยนฺตมิวาภิสงฺขตํ
ทกฺขสฺส ปุญฺโช ติณกฏฺฐสาทิโส ฯ

ตามความจริงแล้ว ในโลกนี้ มีเพียงนาม-รูปเท่านั้น
หาได้มีสัตว์และมนุษย์แต่ประการใดไม่
นามและรูปนี้ เป็นของว่างเปล่า ถูกปัจจัย ๔ ปรุงแต่งขึ้นเหมือนตัวหุ่น
ธรรมคือนามและรูปนี้ เป็นกองแห่งทุกข์ เช่นเดียวกับกองหญ้าและฟืน ฯ

ตามหาคำว่า “มนุโช” (ผู้เกิดจากพระเจ้ามนุ) มนุ เป็น อุการันต์ ปุงลิงค์

ความน่าจะเป็น น่าจะเป็น นามกิตก์ ลง กฺวิ ปัจจัย (กลุ่ม กิตปัจจัย)
กฎของ กฺวิ ปัจจัย คือ…
– ลงแล้วลบ กฺวิ (จะไม่เห็นรูปของ กฺวิ ปัจจัย)
– การตั้งวิเคราะห์ มักมีบทหน้าเสมอ
– เหลือธาตุไว้ให้เห็น
– ถ้าธาตุมี ๒ ตัว ให้ลบที่สุดธาตุ
– ธาตุตัวเดียว คงไว้
– วิทู ธาตุ ไม่ลบที่สุดธาตุ เช่น สพฺพาภิภู

………..
มนุ พระเจ้ามนุ

วิ. มนติ ชานาติ สตฺตานํ หิตาหิตนฺติ มนุ ผู้ใด รู้ คือ ทราบ สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อและมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า ‘มนุ’

วิ. มนุสฺมา ชายตีติ มนุโช ชนใด ย่อมเกิดแต่พระเจ้ามนู, ชนนั้น ชื่อว่า มนุช (มนุโช ชนผู้เกิดแต่พระเจ้ามนุ)
หรือ (วิ. มนุโต ชายตีติ มนุโช)
ชนฺ ธาตุ เป็นไปในความเกิด, กฺวิปัจจัย (มนุโช เหลือ ช, ซึ่งมาจาก ชนฺ ธาตุ ให้เห็น)

วิ. มนุมฺหา ชาโต มนุโช ผู้เกิดแต่พระเจ้ามนุ ชื่อว่า มนุช (มนุโช ผู้เกิดแต่พระเจ้ามนุ)

ศัพท์ว่า “มนุสฺส, มนุสฺโส”

ศัพท์ว่า “มนุสฺส” มีความหมายหลายอย่าง แล้วแต่ผู้ตั้งวิเคราะห์ จะให้เป็นไปในลักษณะเช่นใด บางครั้งเป็นนามกิตก์, บ้างครั้งเป็น ตัทธิต, บางครั้งเป็นสมาส เช่น

๑. หากแปลว่า “เชื้อสาย” หรือ “เหล่ากอ” หรือ “ลูกหลาน” ของพระเจ้ามนุ จัดว่าเป็น “ศัพท์ตัทธิต” (มนุ + สฺส ปัจจัย = มนุสฺส)
วิ. มนุโน อปจฺจํ มนุสฺโส เหล่ากอ แห่งพระเจ้ามนุ ชื่อว่า “มนุสฺส”
คำว่า “มนุ” นี้ เป็นชื่อของบุรพบุรุษของมนุษย์ครั้งแรกในปฐมกัป ปรากฏนามทางศาสนาว่า “พระเจ้าสมมติราช” หรือ พระมหาสมมติราช ตามนัยแห่งสัททนีติปกรณ์
แม้ในทางสันสกฤต ก็จัดว่าเป็นบุรพบุรุษของมนุษย์เหมือนกัน
๒. (มนุสฺส) ถ้าแปลว่า “ผู้รู้จักสิ่งเกื้อกูลแก่ตนตามกำลัง” จัดเป็นศัพท์ประเภทอุณาทิ (เช่นเดียวกับนามกิตก์) คือ มนฺ ธาตุ เป็นไปในความรู้ ลง อุสฺส ปัจจัย (มน+อุสฺส = มนุสฺส)
วิ. ยถาพลํ อตฺตโน หิตํ มนุเตติ มนุสฺโส ผู้ใด รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ตามกำล้ง, ผู้นั้น ชื่อว่า “มนุษย์”
๓. (มนุสฺส) ถ้าแปลว่า “ผู้มีใจสูง” จัดเป็นสมาส คือ แยกออกเป็น มน+อุสฺส (มน=ใจ, อุสฺส = สูง, มนุสฺส ผู้มีใจสูง)
วิ. มโน อุสฺโส อุสฺสนฺโน ยสฺส โส มนุสฺโส ใจของผู้ใด สูงส่ง , ผู้นั้น ชื่อว่ามีใจสูง

คำว่า “มนุสฺส, มนุษย์” จึงมีความหมายอย่างน้อย ๓ อย่าง คือ

๑. ผู้เป็นเหล่ากอของพระเจ้ามนุ (มนุษย์ต้นกัป)
๒. ผู้รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ตามกำล้ง
๓. ผู้มีใจสูง

วิเคราะห์ศัพท์ว่า “มนุสฺส, มนุสฺโส” ที่ปรากฏ ในหลาย ๆ คัมภีร์ (จำแทบไม่ไหว) คือ…

วิ. มโน อุสฺโส อสฺสาติ มนุสฺโส ใจ ของผู้นั้น สูง เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า “มีใจสูง”
วิ. มโน อุสฺโส อุสฺสนฺโน อสฺสาติ มนุสฺโส (ผุ้มีใจสูง ชื่อว่า มนุษย์)
วิ. มโน อุสฺสนฺนมสฺสาติ มนุสฺโส (ผู้มีใจสูง ชื่อว่า มนุษย์)
วิ. หิตาหิตํ มนติ ชานาตีติ มนุสฺโส (รู้สิ่งที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูล ชื่อว่า มนุษย์)
วิ. การณาการณํ มนตีติ มนุสฺโส ผู้ใด รู้ธรรมที่เป็นเหตุ และมิใช่เหตุ ผู้นั้น ชื่อว่า “มนุษย์” (รู้เหตุ-รู้ผล)
วิ. อตฺถานตฺถํ มนตีติ มนุสฺโส (รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ ชื่อว่า มนุษย์)
วิ. กุสลากุสเล มนตีติ มนุสฺโส (รู้ธรรมที่เป็นกุศล และธรรมที่เป็นอกุศล ชื่อว่า มนุษย์)
วิ. ยถาพลํ อตฺตโน หิตํ มนตีติ มนุสฺโส (ผู้รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ตามกำลัง ชื่อว่า มนุษย์)
วิ. มนุโน อปจฺจํ มนุสฺโส (เหล่ากอแห่งพระเจ้ามนุ ชื่อว่า มนุษย์)
วิ. มนุโน อปจฺจํ ปุตฺโตติ มนุสฺโส (เหล่ากอ หรือ บุตรของพระเจ้ามนุ ชื่อว่า มนุษย์)

—————————

พระเจ้ามนุ หรือพระเจ้าสมมติราช นี้ ความเข้าใจตอนนี้ ก็คือ…
มนุษย์ต้นกัป คนเดียวกับที่เราคิดว่า เป็นพรหมที่ได้กลิ่นง้วนดิน แล้วลงมากินง้วนดิน จากนั้นก็กลายเป็นปฐมมนุษย์ในโลกนี้…นั่นแหละ

ในทางภาษา ก็มีการกล่าวถึง มนุษย์ต้นกัป เช่นเดียวกัน คือ มีคาถาแสดงว่า.

สา มาคธี มูลภาสา            นรา ยายาทิกปฺปิกา
พฺรหฺมาโน จสฺสุตาลาปา   สมฺพุทฺธา จาปิ ภาสเร

บุคคล ๔ จำพวกนี้ คือ
๑. มนุษย์ต้นกัป
๒. พระพรหม
๓. เด็กเกิดใหม่ที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังเสียงใคร ๆ
๔. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พูด หรือเอ่ยว่าจาขึ้นมาครั้งแรก ด้วยภาษาใด, ภาษานั้นเรียกว่า “มาคธีภาษา” เป็นมูลภาษา

อธิบายศัพท์ :-

จสฺสุตาลาปา แยกเป็น จ+อสฺสุตา+อาลาป

จ ศัพท์ เป็นศัพท์ควบบทที่เป็นประธาน คือ นรา, อาทิกปฺปิกา (มนุสฺสา) , พฺรหฺมาโน, อุสฺสตาลาปา (ทารกา), สมฺพุทฺธา

อสฺสุตา (ทารกา) เด็กทารก ผู้ไม่เคยฟัง,ไม่เคยได้ยิน (เสียงใด ๆ) (น+สุตา=อสฺสุตา แปลง น เป็น อ, ซ้อน สฺ )
อาลาปา แปลว่า เจรจาครั้งแรก, หรือเอ่ย ขึ้นมาครั้งแรก …. (เสียงที่เด็กทารกเอ่ยมานั้น จัดเป็นภาษาดั้งเดิม หรือเป็นมาคธีภาษา)

ยายาทิกปฺปิกา แยกเป็น ยาย + อาทิกปฺปิกา
ยาย เป็นอนิยมวิเสสนสรรพนาม ศัพท์เดิม คือ ยา (ใด) อิตถีลิงค์ , ลง ตติยาวิภัตติ กลายเป็น ยาย, เวลาแปล ต้องโยกศัพท์ คือ ภาสาย เข้ามา / แปลว่า ด้วยภาษาใด
อาทิกปฺปิกา (มนุสฺสา) แปลว่า มนุษย์ต้นกัป

บทว่า “ภาสเร” เป็นกิริยาอาขยาต (ภาสฺ ธาตุ ในความกล่าว, พูด…/ อ ปัจจัย, อนฺติ วิภัตติ, แปลง อนฺติ เป็น อเร)

———————————

อภิปราย คำว่า “มาคธี มูลภาสา”

– หากเราปลงใจเชื่อว่า “มนุษย์ต้นกัป” ก็คือ พรหม ที่จุติจากอาภัสสราพรหมแล้ว ก็มาเกิดในโลกนี้…ก็ไม่มีปัญหาเรื่องภาษา….เพราะพรหมพูดภาษามาคธีอยู่แล้ว…(แท้จริงแล้ว พวกพรหม ที่จะจุติจากพรหมภูมินั้น ไม่ใช่จะมีแค่พวกอาภัสสราพรหมอย่างเดียว พรหมภูมิชั้นอื่น ๆ ที่หมดอายุ ก็มาเกิดยังโลกมนุษย์ได้….)
อีกอย่าง พวกพรหมก็มีอายุยืน , พรหมที่เกิดร่วมสมัยพระพุทธเจ้า หรือพวกพรหมที่มาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าครั้งยังดำรงพระชนม์อยู่…ก็คงจะมีมากมาย …และพรหมพวกนั้น ยังมีชีวิตอยู่ มาจนถึงทุกวันนี้, หรือพรหมพวกก่อน ๆ ที่เกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ก็น่าจะมีอยู่……

– เมื่อพรหมพวกนั้นมาเกิดเป็นมนุษย์แบบโอปปาติกะ เกิดผุดขึ้นโตทันที (ต้นกัป)… ความจดจำได้ว่าตนเคยพูดภาษาอะไรมาก่อน ก็น่าจะมี น่าจะยังมีในกมลสันดาน (ความสืบต่อแห่งจิต) แบบไม่ต้องสงสัย เพราะเกิดผุดขึ้นโตทันที…

– ส่วนเด็กทารก ที่พอคลอดออกมา… ก็เปล่งเสียงได้…เสียงครั้งแรกของเด็ก โดยมากก็น่าจะเป็นเสียงร้อง…. (คงไม่มีใคร คลอดปุ๊ปก็หัวเราะคิก ๆ เลย)

วิเคราะห์ เสียงร้องของเด็ก

– เสียงร้องของเด็ก เปล่งเสียงออกมา “สร” (สระ) จริง ๆ แล้ว คำว่า “สระ” แปลว่า “เสียง” หรือ แล่นไป / พอไปแยกว่า อักขระ(อักษร) ๘ ตัวแรก จัดเป็น สระ, อักขระ ๓๓ ตัวหลังเป็น พยัญชนะ, เราก็เลยให้ความหมายคำว่า “สระ” ว่า “ออกเสียงได้ด้วยตนเอง” ซึ่งต่างจากพยัญชนะ ที่ไม่สามารถออกเสียงได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยสระ จึงออกเสียงได้ //
จริง ๆ คำว่า “สระ” นั้น แปลว่า “เสียง” อยู่แล้ว

– เสียงที่เด็กเปล่งออกมานั้น เมื่อว่าโดยสระและพยัญชนะแล้ว ก็ต้องบอกว่า เสียงร้องนั้น เป็นเสียง สระ จะร้อง อา,อ้า..แอ, แอ้, แอ๊…อี้…. ย้งไงก็แล้วแต่ นั่นเป็นเสียงของสระล้วน ๆ (ไม่มีเด็กคนไหน ร้อง กะ กา กิ กี….ที่แสดงถึงพยัญนะ ก หรือตัวอื่น ๆ ออกมาได้)

– เสียง อ อา จึงเกิดที่คอ เป็นอันดับแรก

– ถัดจากคอ คือ เสียง อิ อี เกิดจาก ท่ามกลางลิ้น คือชิวหามัชฌะ, และเพดาน (ตาลุ) (ชิวหามัชฌะเป็นกรณ์, ส่วน ตาลุ เป็นฐาน ซึ่งกรณ์และฐานนี้ อยู่ใกล้กัน)

– ส่วนเสียง อุ อู เกิดที่ริมฝีปาก (โอฏฐ) เป็นเสียงที่ต้องใช้กำลังและการเคลื่อนไหวอวัยวะภายนอก คือริมฝีปาก เด็กเกิดใหม่มักจะยังออกเสียงฐานนี้ไม่ได้…

– เสียง นี้แหละ สำคัญ …..เสียงที่พระพุทธเจ้าเปล่งออกมาในการแสดงธรรม เช่นคำว่า “เทฺว เม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา…..” เสียงนั้น เป็นมาคธีภาษา…ถูกเปล่งออกมาด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ที่ทราบถึง สภาวะปรมัตถ์เป็นอย่างดี, ทรงเปล่งออกมาโดยสมมติสัจจะ, สมมติโวหาร, บัญญัติโวหาร … ที่เหมาะสมแก่อินทรีย์ทั้ง ๕ ของเวไนยสัตว์…ทำให้เวไนยสัตว์รู้ถึงความหมายและเข้าถึงเนื้อความที่เป็นปรมัตถ์ที่ทรงประสงค์ได้…

– เสียงที่พระพุทธเจ้าทรงเปล่งออกมานั้น / ต่อมานักปราชญ์ทั้งหลาย ผู้ฉลาดในอักษรสมัย ได้นำมาถ่ายทอดโดยการบัญญัติอักษรเข้าไปแทนเสียงนั้น เพื่อบันทึกเสียงนั้นด้วยอักษร ตามฐานและกรณ์ของเสียงที่เปล่ง จึงกลายเป็นภาษาเขียนที่ใช้อักษรเข้าไปแทนเสียง …พร้อมกับการเกิดขึ้นของระเบียบแห่งอักษรและการออกเสียง… และเรียกระเบียบแห่งการออกเสียงและอักษร…เป็นต้น นั้นว่า “ปาลิ, ปาฬิ, บาลี”

– รูปแบบของไวยากรณ์ ว่าด้วยเรื่องอักษร และการเปล่งเสียง นั้น ย่อมเป็นไป เพื่อรักษาและถ่ายทอดพุทธพจน์ เมื่อพระศาสนาของพระพุทธเจ้าเผยแผ่ไป ณ ที่ใด ก็มีการบันทึกเสียงนั้นด้วยอักษรของชนชาตินั้น ๆ ใช้กัน…. จึงเกิดเป็น บาลี (ซึ่งหมายถึงพุทธพจน์และภาษาเสียงนั้น) อยู่ในรูปแบบของอักษรของชาติต่าง ๆ ของชาติไทย ก็เป็นบาลีอักษรไทย, ของชนชาวพม่า ก็เป็นบาลีอักษรพม่า, ของชาวโรมัน ก็เป็นบาลีอักษรโรมัน….ฯ
เวลาเปล่งเสียง หากถูกต้องตามฐานและกรณ์ที่กำหนดแล้ว ย่อมออกเสียงได้เป็นเช่นเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ใช้อักษรอะไร …
จะเขียนด้วยอักษรอะไรก็ตาม เวลาอ่าน เสียงที่เปล่งออกมา นั่นแหละ คือ “บาลี”
เช่น

ทั้งหมด เป็นภาษาบาลี แต่ถูกบันทึกโดยอักษรต่างกัน

———————————-
ข้อมูลบางส่วน จาก นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย

VeeZa
๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๒