“ศาสนาพุทธ” เท่านั้นที่มีคำสอน ๑๙ อย่างที่แตกต่างจากศาสนาอื่น
———————————————————————

เขียนโดย Matt Caron ครูสอนโยคะชาวอเมริกันและเป็นเจ้าของเวป TheYogaBlog.com เป็นผู้เขียนเรื่อง “19 Differences Between Buddhism And Other Religions” ซึ่งไม่ได้เป็นนักวิชาการ แต่เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวของเขาเองนำเสนอบทความนี้ว่า

ศานาพุทธ…เป็นศาสนาที่มีเอกลักษณ์เป็นของตน เป็นศาสนาที่รู้จักและมีคนนับถือไปทั่วโลก สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธปฏิบัติอย่างจริงจังจะสามารถพบข้อแตกต่างที่ชัดเจนและมองเห็นความแตกต่างจากศาสนาอื่นถึง ๑๙ ข้อดังต่อไปนี้คือ

๑.พระพุทธศาสนาปฏิเสธว่า มีพระผู้สร้างโลก ถือว่า ความเชื่อนี้ไร้สาระ ตรงข้ามคือโลกนี้ประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม

๒.พระพุทธศาสนาไม่ใช่ระบบความเชื่อ Religion เพราะศัพท์นี้หมายถึงต้องมีความเชื่อในพระเจ้าผู้สร้างโลก

๓.จุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาคือ ละกิเลสได้หมดแล้วจึงหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดหรือวัฏฏสงสาร มิใช่ไปอยู่กับพระเจ้าหรือแค่ไปเกิดบนสวรรค์เท่านั้น

๔.พระพุทธเจ้าไม่ใช่ผู้ปลดปล่อยสรรพสัตว์ให้รอดพ้น หากแต่สรรพสัตว์ต้องช่วยตนเองเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและวัฏฏสงสาร

๕.ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้าและสาวกคือ ครูกับลูกศิษย์ ไม่ใช่ตัวแทนพระเจ้าและทาสผู้รับใช้

๖.พระพุทธเจ้าไม่เคยให้สาวกเชื่อถือโดยปราศจากปัญญาตรงข้ามทรงสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาคำสอนก่อนจะเชื่อและสาวกต้องนำคำสอนไปประพฤติปฏิบัติด้วยตนเองเพื่อความหลุดพ้นจากการเวียนเกิดเวียนตาย

๗.คำสอนพระพุทธเจ้าเป็นสัจธรรมที่มีที่เป็นอยู่แล้ว ในโลก พระพุทธเจ้าทรงเป็นเพียงผู้ค้นพบเท่านั้น พระองค์มิได้เป็นผู้กำหนดหรือผู้สร้างคำสอนขึ้นมา

๘.นรกในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่สถานที่กักขังสัตว์อย่างนิรันดร์ บุคคลทำบาปแล้วไปเกิดในนรก เมื่อพ้นกรรมแล้วก็สามารถกลับไปเกิดในภพที่ดีกว่าได้ และ สัตว์ที่ได้ไปเกิดในภพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภพเทวดา ภพมนุษย์ ภพเปรตวิสัย ภพเดรัจฉานก็สามารถเวียนกลับไปเกิดในนรกอีกได้ เช่นกัน

๙.พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนแนวคิดเรื่องบาปติดตัว เหมือนที่ศาสนาเทวนิยมสอน แต่สอนเรื่องกฎแห่งกรรมซึ่งมีทั้งกรรมขาว กรรมดำและกรรมไม่ขาวไม่ดำ

๑๐.พระพุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์และเทวดาทุกชีวิตมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้ ข้อสำคัญคือต้องใช้ความพยายามในการปฏิบัติเพื่อชำระกิเลสให้พ้นไปจากจิตใจ พระพุทธองค์ก็ทรงเป็นมนุษยสามัญธรรมดาที่ปฏิบัติตนให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้

๑๑.กฎแห่งกรรมของทุกสรรพสัตว์เป็นตัวอธิบายว่า เหตุใดคนถึงเกิดมาแตกต่างกัน กฎแห่งกรรมเป็นตัวอธิบายถึงภพภูมิที่สัตว์พากันไปเกิด

๑๒.พระพุทธศาสนาเน้นให้แผ่เมตตากรุณาไปยังสรรพสัตว์ทุกภพภูมิ ทรงสอนให้ละจากการประพฤติชั่วทั้งปวงคือ อกุศลกรรมบท ๑๐ และให้ประพฤติปฏิบัติแต่ กุศลกรรมบถ ๑๐

๑๓.ธรรมะของพระพุทธเจ้า เสมือนแพหลังจากบำเพ็ญเพียรจนดับทุกข์ได้แล้วจะอยู่เหนือบุญและบาป ธรรมะทั้งปวงจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น

๑๔.ไม่มีสงครามศักดิ์สิทธิ์ ในทรรศนะพระพุทธศาสนา การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยเจตนา ผู้กระทำจะต้องรับกรรมทั้งสิ้น จนกว่าจะหลุดพ้นจากวัฏสงสาร การฆ่าในนามศาสนา ยิ่งกระทำมิได้ในพระพุทธศาสนา

๑๕.พระพุทธเจ้าสอนว่า กำเนิดสังสารวัฏไม่มีเบื้องต้นและที่สุด ถ้าหากสัตว์ยังดำเนินชีวิตไปตามอำนาจกิเลสที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ย่อมต้องเวียนเกิดเวียนตายต่อไป

๑๖.พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระสัพพัญญูรู้แจ้งความจริงเท่านั้นแต่มิใช่พระเจ้าผู้ทรงมีอำนาจล้นฟ้าที่ส่งผลดลบันดาลสร้างธรรมชาติต่างๆ ขึ้นมา

๑๗.การฝึกสมาธิสำคัญมากในพระพุทธศาสนา แม้ว่าศาสนาอื่นๆ ก็มีสอนให้คนมีสมาธิ แต่มีพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่สอน วิปัสสนาซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้รู้แจ้งว่าทุกสรรพสิ่ง เมื่อมีการเกิดย่อมมีการดับ

๑๘.หลักคำสอนเรื่องสุญญตาหรือนิพพานเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในพระพุทธศาสนา ถือเป็นคำสอนระดับสูงของพระพุทธศาสนาด้วย เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายทั่วโลกธาตุไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร มีแต่ปัจจัยดินน้ำไฟลมประกอบกัน สรรพสิ่งในโลกจึงตกอยู่ในภาวะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเท่านั้น พระพุทธศาสนาจึงไม่สุดโต่งไปตามแนวศาสนาประเภทเทวนิยมหรือตามแนววัตถุนิยมที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกที่ต้องเวียนเกิดเวียนตายจนกว่าจะบรรลุธรรม จึงจะดับเย็นเข้าสู่นิพพาน

๑๙.สังสารวัฏเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา ตราบใดที่สรรพสัตว์ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสก็จะเวียนว่ายตายเกิดไปตามภพภูมิต่างๆ ตามแรงเหวี่ยงกรรมไม่สิ้นสุดจนกว่าจะบรรลุธรรม ดังนั้นทุกสรรพสัตว์จึงต้องช่วยตนเองเพื่อพัฒนาไตรสิกขาให้หลุดพ้นจากโลภะโทสะและโมหะ หรืออวิชชาเพื่อการหลุดพ้นจากสังสารวัฏให้ได้ฯ