ศีลสิกขาบทบัญญัติ 

เพื่อนสหธรรมิกจะเห็นสภาพบัญญัติ และ สภาพปรมัติได้ตรงไหน? มีอาการอิงอาศัยเกื้อกูลกันเช่นไร?
สภาพบัญญัติเห็นได้ตรงที่เป็นกิจอันอาศัย ระเบียบ รูบแบบ และวิธีการ ที่เรียกว่า ” วินัย ” นั่นเอง สมดังปราชญ์ทั้งหลายกล่าวกันว่า พระวินัยลึกซึ้งโดยกิจนั่นแหละ( วินโย กิจฺจ คมฺภีโร ) แม้นปัญหาที่สอบถามกัน ก็หาได้พ้นไปจาก เรื่ิองของระเบียบ รูปแบบ และวิธีการไปไม่

สภาพปรมัติเห็นได้ที่ประเภทโทษของศีลสิกขาบทข้อนั้นๆ ซึ่งมี 2 ประเภท คือ:-

  1. บัญญัติวัชชะ สิกขาบทกลุ่มนี้ มีสัญจริตตสิกขาบท(การชักสื่อ) ภูตคามสิกขาบท(การพรากของเขียว) เป็นต้นมีสภาพดังนี้ :-
    ก. เป็นอจิตตกะ ไม่พึงก้าวล่วงด้วยจิตรใดๆ แม้นด้วยความปรารถนาดี เพราะจะเกิดโทษประเภทบัญญัติติวัชชะขึ้น อันมีผลต่อการบรรลุมรรคผลได้ แต่ก็ใช่ว่าประโยชน์ทางโลกจะเสียหายไปไม่ ถ้าฉลาดในการบริหารจัดการสิกขาบทประเภทนี้ ด้วยกัปปิยะโวหารเป็นต้น
    ข. เป็นสจิตตกะ สิกขาบทกลุ่มนี้ มีเมถุนธัมมสิกขาบทเป็นต้น พึงรักษาได้เฉพาะจิตรที่ดีงาม มีกุศลจิตรเป็นต้น ไม่เหมือนผู้ไร้โอกาส เช่นโจรผู้ถูกคุมขังอยู่เป็นต้น
    ความเข้าใจทั้งบัญญัติ คือ ส่วนที่เป็น ระเบียบ รูปแบบ วิธีการ และความเข้าใจทั้งปรมัติ คือ ส่วนที่เป็น อจิตตกะ,สจิตตะนี่เอง ที่จะทำให้เพื่อนสหธรรมิกเกิดตถาคตโพธิศรัทธารักษาพระวินัยได้ดี
    สมดัง วิโนทนีฏีกากล่าวไว้ว่า ” น หิ วินเย สพฺพตฺถ ยุตฺติ สกฺกา ญาตุํ พุทฺธโคจรตฺตาติ เวทิตฺพํ ” ความว่า ” เป็นความจริงว่า ประโยชน์ทั้งสิ้น ในพระวินัยนั้น ย่อมมีความเหมาะสมแน่นอน
    ที่ขาดการศึกษาก็ไม่อาจรู้กันได้ พึงทราบว่า เหตุเพราะเป็นพุทธวิสัยแล ”
    ในคัมภีร์นิสสยอักษรธรรมล้านช้างกล่าวแนะนำการดึงส่วนที่แสดงปรมัติ มีประเภทโทษเป็นต้น ขึ้นอยู่กับสมุฏฐานศรีษะ(ประเภทฐานรูปแบบที่ต้องอาบัติ)ซึ่งมีได้ 13 แบบเท่านั้น(สารตฺถ. 2/66/115 มจร.)จริงอยู่ช่องทางที่เป็นฐานให้ต้องอาบัติ(สมุฏฐานวิธิ)มีเพียง 6 ฐาน คือ
    1.กาย 4.กาย กับ จิต
    2.วาจา 5.วาจา กับ จิต
    3.กาย กับ วาจา 6.กายวาจา กับ จิต
    แต่เพราะฐานเหล่านี้เกี่ยวข้องและเนื่องใกล้ชิดกับ
    1. ความต่างกันแห่งกิริยา(กิริยานานตฺต)
    2. ความต่างกันแห่งสัญญา(สญฺญานานตฺต)
    3. ความต่างกันแห่งจิต(จิตฺตนานตฺต)
    4. ประเภทแห่งโทษ(วชฺชปเภท)
    5. ประเภทแห่งกรรม(กมฺมปเภท)
    6. ช่องทางแห่งจิตหมวดสามที่ต้องอาบัติ(กุสลตฺติกวิธิ) มี เอกํ จิตฺตํ เป็นต้น
    7. ช่องทางแห่งเวทนาหมวดสามที่ต้องอาบัติ(เวทนาตฺติกวิธิ) มี เอกา เวทนา เป็นต้น จึงเกิดเป็นฐานรูปแบบ(สมุฏฐานศรีษะ)ที่ต้องอาบัติได้ 13 แบบ ดังนี้
  2. หมวดศีลสิกขาบทที่มีฐานรูปแบบ 1 ฐาน(สมุฏฐาน) มี 3 แบบ
    1.แบบปฐมปาราชิกสมุฏฐาน คือหมวดศีลสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 4
    2.แบบธัมมเทสนาสมุฏฐาน คือหมวดศีล สิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 5
    3.แบบสมนุภาสนสมุฏฐาน คือหมวดศีลสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 6

หมวดศีลสิกขาบทที่มีฐานรูปแบบ 2 ฐาน(สมุฏฐาน) มี 5 แบบ

  1.แบบเอฬกโลมสมุฏฐาน 
คือหมวดศีลสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 1 กับ ที่ 4
2.แบบปทโสธัมมสมุฏฐาน คือ ศีลหมวดสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 2 กับที่ 5
3.แบบกถินสมุฏฐาน คือ หมวดศีลสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 3 กับที่ 6
4.แบบเถยยสัตถสมุฏฐาน คือหมวดศีลสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 4 กับที่ 6
5.แบบโจริวุฏฐาปนสมุฏฐาน คือหมวดศีลสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 5 กับที่ 6

หมวดศีลสิกขาบทที่มีฐานรูปแบบ 3 ฐาน(สมุฏฐาน) มี 2 แบบ
1.แบบภูตาโรจนสมุฏฐาน คือหมวดศีลสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 1, ที่ 2 และที่ 3
2.แบบอทินนาทานสมุฏฐาน คือหมวดศีลสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 4, ที่ 5 และที่ 6

หมวดศีลสิกขาบทที่มีฐานรูปแบบ 4 ฐาน(สมุฏฐาน) มี 2 แบบ
1.แบบอัทธานสมุฏฐาน คือหมวดศีลสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 1 , ที่ 3, ที่ 4 และที่ 6
2.แบบอนนุญญาตสมุฏฐาน คือ หมวดศีลสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานที่ 2, ที่ 3, ที่ 5 และที่ 6

หมวดศีลสิกขาบทที่มีฐานรูปแบบ 5ฐาน(สมุฏฐาน)ไม่มีแม้แต่แบบเดียว
หมวดศีลสิกขาบทที่มีฐานรูปแบบ 6 ฐาน(สมุฏฐาน) มี 1 แบบ
1.แบบสัญจริตตสมุฏฐาน คือหมวดศีลสิกขาบทที่ต้องอาบัติด้วยสมุฏฐานทั้งหมด
จากนั้นเพื่อนสหธรรมิกก็อาศัยความเข้าใจ 13 ฐานรูปแบบเป็นข้อมูลสืิบสาวถึงส่วนต่างๆ มี
1. วตฺถุ
2. ปญฺญตฺติวืธิ
3. อาณตฺติ
4. อาปตฺติ
5. อนาปตฺติ
6. วิปตฺติ
7. องฺค(องค์ประกอบที่ทำให้ต้องอาบัติ)

ได้โดยไม่ยากลำบากนัก เหตุเพราะอาศัยหลักการที่เข้าใจสมุฏฐานศรีษะดังที่กล่าวมานั่นเอง
ส่วน นิทาน และบุคคลนั่นง่ายอยู่แล้ว อาศัยเนื้อความที่มาแห่งสิกขาบทข้อนั้นๆก็ทราบได้ แต่ท่านนิสสยาจารย์ก็แนะนำอีกว่า พึงรู้อุปนิสัย วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ค่านิยม โดยให้เหตุผลว่าผู้ศึกษาจะรู้และทราบซึ้งถึงพระมหาบริสุทธิคุณที่หาบุคคลใดๆเสมอเหมือนไม่ได้ต้องเป็นผู้ละเอียดสุขุมรอบคอบ สรุปความว่าเพื่อนสหธรรมนิกจะศึกษาศีลสิกขาบทบัญญัติให้เข้าใจได้ดีต้องอาศัยทั้้งบัญญัติทั้งปรมัติเพราะทั้งสองส่วนเนื่องและเกื้อกูลกันอยู่ ขาดส่วนใดส่วนหนี่งไปก็จะเข้าถึงความลึกซึ้งไม่ได้ เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวจึงทรงเรียกเป็นชื่อเฉพาะว่า ” ศีลสิกขาบทบัญญัติ “