ศีล เมื่อจำแนกโดยการรักษาไว้ได้บริบูรณ์อย่างเป็นธรรมชาติ มี 4 ประเภท คือ:-

๑. ปกติศีล คือศีล 5 ของชาวอุตตรกุรุทวีป เหตุเพราะอายุและปัจจัยสี่อุดมสมบูรณ์ และปราณีต

๒. อาจารศีล คือศีลที่เป็นประเพณีประพฤติปฏิบัติอันไม่เป็นโทษประจำตน ประจำตระกูล ประจำท้องถิ่น ประจำลัทธิ เช่น การไม่ดื่มเหล้าเป็นต้น เพราะเป็นค่านิยม

๓. ธัมมตาศีล คือ ศีล 5 ของพระมารดาพระโพธิสัตว์ ในเวลาที่พระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์พระมารดา ด้วยเดชแห่งบารมีศีลของพระองค์ ส่งผลให้ จิตพระมารดาไม่ประกอบด้วยกามคุณในบุรุษทั้งสิ้น ดังมีพระพุทธพจน์ตรัสไว้ว่า ” ธมฺมตา เอสา อานนฺท ยถา โพธิสตฺโต มาตุกุจฺฉึ โอกฺกนฺโต โหติ นโพธิสตฺตมาตุ

ปุริเสสุ มานสํ อุปฺปชฺชติ กามคุณูปสญฺหิตํ.”ความว่า ” ดูก่อนอานนท์ ข้อนี้เป็นธรรมดา คือในเวลาที่พระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์พระมารดา จิตที่ประกอบด้วยกามคุณในบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระมารดาพระโพธิสัตว์แล.”(ม.อุ 14/227-8)

๔. ปุพพเหตุกศีล คือศีลบริบูรณ์ของสัตว์ผู้หมดจด มีพระมหากัสสป เถระ เป็นต้น คือมีศีลบริบูรณ์ตลอดกาลนานมาแล้ว จนเป็นอุปนิสัยเช่นชาติที่เป็นพระราขาผู้มีศีล ชาติที่เป็นพญากระบือผู้มีศีลเป็นต้น อุปนิสัยที่อบรมมานานนี้เอง เป็นปุพพเหตุกศีล(วิสุทธิมรรค ศีลหมวดจตุกที่สาม)

ในมหาฎีกา และนิสสยะอักษรธรรมล้านช้าง,อักษรมอญโบราณ

กล่าวว่า ศีลบริบูรณ์อย่างเป็นธรรมชาติ หมวดจตุกะนี้ เพราะไม่มีการก้าวล่วงเป็นธรรมชาติ คือปราศจากการสมาทานนั่นเอง จึงมีสภาวะเป็นอันเดียวกันกับ ” สัมปัตตวิรติ “ นั่นแล

เฉพาะนิสสยะอักษรมอญโบราณยังมีการกล่าวถึงเหตุผลว่า ความมีอุปนิสัยฉันทะใคร่ที่จะแสดงธรรมให้ผู้อื่นได้รู้ด้วย เป็นทั้งธรรมทาน เพราะมีสภาวะปริจจาคะ(การบริจาค)เป็นลักษณะ เป็นทั้งศีล เพราะมีสภาวะเป็นพื้นฐาน(สีลนะ) ด้วยอาการ 2 คือมี
สมาธานฐานที่ทรงฉันทะที่ใคร่แสดงธรรมไว้ และมีอุปธารณฐานที่รองรับความแตกฉานไว้ ซึ่งทั้ง 2 ฐานก็มาจากความมีอุปนิสัยที่เป็นเช่นนั้นนั่นแล