ข้อสังเกต…

ในคำว่า “สังฆรัตนะ” หรือวันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระรัตนตรัยเกิดครบทั้ง ๓ ประการ คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ นั้น
สิ่งที่น่าพิจารณา ก็คือ…

ในบทสรรเสริญพระสังฆคุณ “สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ….. ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐปุริสปุคฺคลา เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ……อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส” ฯ

ไม่มีพระบาลีคำไหน ที่บ่งบอกว่า “สังฆรัตนะ คือพระภิกษุ หรือ “สังฆรัตนะ” คือท่านที่ได้บวช…(อุปสมบท) โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง….”
หลาย ๆ คนเข้าใจว่า “พอท่านพระอัญญาโกณฑัญญะทูลขอบวช เมื่อพระพุทธองค์ประทานการบวชให้ ด้วยพระดำรัส “เอหิ ภิกฺขุ….” ก็เกิดรัตนะครบสามประการดังกล่าวแล้ว… การที่ท่านอัญญาโกณฑัญญะได้บวชแล้วนั่นแหละ คือสังฆรัตนะได้เกิดขึ้นแล้ว…. จริง ๆ ความเข้าใจเช่นนี้ น่าจะเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้องนัก…

เพราะคำว่า “สังฆรัตนะ” นั้น ได้แก่ หมู่แห่งพระอริยบุคคล ๔ คู่, ๘ บุคคล ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว….พระอริยบุคคล ๔ คู่ ๘ บุคคลนั้น มิใช่ใครอื่น ได้แก่พุทธบริษัททั้ง ๔ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) นั่นเอง มิใช่หมายเอาผู้ที่ได้บวชเป็นภิกษุ ภิกษุณีแล้วเท่านั้น…
แม้จะบรรลุโสดาปัตติมรรค (ปฐมมรรค), โสดาปัตติผล (ปฐมผล)สำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคล อย่างที่ท่านโกณฑัญญะได้บรรลุ….เพียงองค์เดียว ท่านเดียว….. ก็จัดว่าเป็น “ภควโต สาวกสงฺโฆ หมู่แห่งสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า” ได้ เพราะนับเนื่องในหมู่แห่งพระอริยบุคคลทั้ง ๔ หรือ ๘ บุคคลนั้น ฯ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า “สังฆรัตนะ” ท่านไม่ได้ยึดเอาตัวบุคคล ว่าเป็นใคร…อยู่ในสถานะใด… แต่ยึดเอาผล สามัญญผลคือคุณเครื่องความเป็นสมณะ เป็นอริยบุคคล ตั้งแต่โสดาปัตติมรรค-ผล…ไปจนถึงอรหัตตมรรค-ผล นั่นเอง….ฯ

ในทางตรงกันข้าม …ถ้าเกิดว่าเมื่อพระพุทธองค์แสดงปฐมเทศนาจบ แล้วไม่มีท่านใดได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลเลย… แม้ท่านโกณฑัญญะทูลขอบวช…และพระองค์ก็ประทานการบวชให้….ก็จัดได้ว่า “สังฆรัตนะ ยังไม่ได้เกิดขึ้น” (แต่ข้อสันนิษฐานนี้ ก็จัดเป็นอฐานะ)

แท้จริงแล้ว แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จัดอยู่ในหมู่แห่งพระอริยบุคคลเช่นกัน …. แต่เมื่อจำกัดว่า “สาวกสงฺโฆ หมู่แห่งพระสาวก” ก็จำเป็นต้องเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นดุจประธานออกไป…ฯ

เมื่อว่าโดยความเข้าใจกันโดยทั่ว ๆ ไป… แม้คุณเครื่องความเป็นสมณะ คือ อริยมรรค และอริยผล ซึ่งเป็นนามธรรม คือ จิต เจตสิก …เวลาจะเกิดก็ต้องอาศัยสัตวบัญญัติในการร้องเรียก เพราะฉะนั้น คำว่า “พระอริยบุคคล” จึงต้องหมายเอาภาวะที่เป็นปรมัตถ์ที่รวม ๆ กันอยู่ คือ หมายเอา…
– จิต (มรรคจิต-ผลจิต)
– เจตสิก (ก็คือเจตสิกที่ประกอบกับมรรคจิต-ผลจิตนั้น ๆ นั่นเอง มีองค์มรรค ๘ เป็นต้น)
– รูป (ในปัญจโวการภูมิ ก็ต้องมีรูปร่างกาย มีบัญญัติเรียกว่าเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม…)
– นิพพาน (เป็นธรรมที่เป็นอารมณ์ของ มรรคจิต-ผลจิต) ซึ่งจำเป็นต้องมีด้วย เพราะถ้านิพพานไม่มี, มรรคจิต-ผลจิต เกิดไม่ได้ เพราะไม่รู้จะยึดอะไรมาเป็นอารมณ์
คุณเครื่องดังกล่าวนั้น ก็เกิดกับสัตว์บัญญัติที่เป็นมนุษย์ เทวดา พรหม…โดยมีขันธ์ทั้ง ๕ ซึ่งเป็นปรมัตถ์เป็นฐานให้…นั่นเอง

===============
VeeZa
๒๙ กรกฏาคม ๒๕๖๑