สัทธาเจตสิก, ฉันททเจตสิก และ ศรัทธาในพระพุทธศาสนา

“นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส.”

การที่จะสนใจธรรมะ ฟังพระสัทธรรม หรือ ตั้งใจเล่าเรียน พระธรรม คำสั่งสอน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด อันดับแรกคือต้องมี “ศรัทธา” อันดับที่สอง คือต้องมี “ฉันทะ” คือมีความพอใจที่จะทำ ฉันจะทำอย่างนี้ ใครจะทำไม ก็ฉันจะทำเสียอย่าง ข้อความอันนี้ผม เอามาจากอาจารย์ สมพร ปัญญาธร ที่บรรยายไว้ในเรื่อง ธรรมอันพ้นวิถี วิถีมุตตสังคหวิภาค ปริจเฉทที่ ๕ ครับ

ซึ่งต่อไปในบทความนี้จะได้นำ เรื่อง สัทธาเจตสิก, ฉันททเจตสิก รวมทั้งคำบรรยายของอาจารย์ ปราโมทย์ น้อยวัฒน์ เรื่อง ศรัทธาในพระพุทธศาสนา เข้ามารวมอยู่ในเรื่องเดียวกันและจัดเข้าอยู่ในหมวด เจตสิก ของเพจพระอภิธัมมัตถสังคหะ (ส่วนที่ ๑) นะครับ ความมีดังนี้

สัทธาเจตสิก

สัทธาเจตสิก เป็น ๑ ใน ๑๙ เจตสิก ที่อยู่ในโสภณสาธารณเจตสิก ส่วน โสภณสาธารณเจตสิก ก็จัดอยู่ในโสภณเจตสิก ๒๕ ดวง พวกโสภณเจตสิก แปลว่าพวกเจตสิกที่ดีๆ

สัทธาเจตสิก คือ ความเชื่อและเลื่อมใสในสิ่งที่ควรเชื่อ ได้แก่ ความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อเหตุผลในเรื่องกรรมและผลของกรรมตามความเป็นจริง มีอรรถ ๔ ประการโดยเฉพาะ ลักขณาทิจตุกะ คือ

– สทฺธหน ลกฺขณา มีความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เป็นลักษณะ
– ปสาทน รสา มีการยังสัมปยุตทำให้ผ่องใส เป็นกิจ
– อกาฬุสฺสิย ปจฺจุปฏฺฐานา มีความไม่ขุ่นมัว เป็นผล
– สทฺเธยฺยวตฺถ ปทฏฺฐานา มีวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเชื่อ เป็นเหตุใกล้

ลักขณาทิจตุกะ ของสัทธาเจตสิกอีกนัยหนึ่ง คือ

– โอกปฺปน ลกฺขณา มีความปลงใจเชื่อด้วยปัญญา เป็นลักษณะ
– ปกฺขนฺทน รสา มีความแล่นไป เป็นกิจ
– อธิมุตฺติ ปจฺจุปฏฺฐานา มีความน้อมใจเชื่อ เป็นผล
– สทฺธมฺมสวนาทิ โสตาปตฺติยงฺค ปทฏฺฐานา มีองค์แห่งโสดาปัตติมรรค เป็นเหตุใกล้ / มีการฟังพระสัทธรรมเป็นต้น เป็นเหตุใกล้

สัทธานี้ จัดเป็นธรรมเบื้องต้น ในอันที่จะทำให้บุคคลได้ประกอบคุณงามความดีเป็นบุญกุศลขึ้นมา และสัทธาที่จะเกิดขึ้นได้นั้น ย่อมต้องอาศัยวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเชื่อ ได้แก่พระรัตนตรัย กรรมและผลของกรรมเป็นต้น สัทธา คือ ความเชื่อในสิ่งที่ควรชื่อนี้ จำแนกออกไปได้ ๔ ประการ คือ

๑.) กัมมสัทธา ได้แก่ ความเชื่อกรรม (เชื่อเหตุ)
๒.) วิปากสัทธา ได้แก่ เชื่อผลของกรรม (เชื่อผล)
๓.) กัมมัสสกตาสัทธา ได้แก่ เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนๆ (เชื่อทั้งเหตุและผล)
๔.) ตถาคตโพธิสัทธา ได้แก่ เชื่อในความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เหตุอันเป็นที่ตั้งแห่งสัทธามี ๔ ประการคือ

๑.) รูปปฺปมาณสทฺธา เชื่อเพราะเห็นรูปสมบัติสวยงาม
๒.) ลูขปฺปมาณสทฺธา เชื่อเพราะเห็นความประพฤติเคร่งครัด
๓.) โฆสปฺปมาณสทฺธา เชื่อเพราะได้ฟังเสียงหรือว่า ชื่อเสียงดีต่างๆ
๔.) ธมฺมปฺปมาณสทฺธา เชื่อเหตุผลเพราะได้ฟังธรรมของผู้ที่ฉลาดในการแสดง

สัทธานั้น เมื่อเกิดขึ้นขณะใด ย่อมมีอันทำให้สัมปยุตธรรมของใสประดุจสารส้ม ที่ทำน้ำที่ขุ่นใสให้ใสขึ้น ฉะนั้น

ฉันทเจตสิก

ฉันทเจตสิก เป็น ๑ ใน ๖ เจตสิก ที่จัดอยู่ในปกิณณกเจตสิก ส่วน ปกิณณกเจตสิก เป็นเจตสิกที่อยู่ในอัญญสมานาเจตสิก ๑๓

ฉันทเจตสิก เป็นธรรมชาติที่มีความพอใจในอารมณ์ ได้แก่ สภาพที่มีความพอใจในอารมณ์ที่ต้องการ มีลักขณาทิจตุกะ ดังนี้คือ

– กตฺตุกมฺยตาลกฺขโณ มีความปรารถนาเพื่อกระทำ เป็นลักษณะ
– อารมฺมณปริเยสนรโส มีการแสวงหาอารมณ์ เป็นกิจ
– อารมฺมเณน อตฺถิกตา ปจฺจุปฏฺฐาโน มีความปรารถนาอารมณ์ เป็นผล
– อารมฺมณปทฏฺฐาโน มีอารมณ์ เป็นเหตุใกล้

ฉันทเจตสิกที่มีความปรารถนาเพื่อจะกระทำเป็นลักษณะนั้น หมายถึง มีความปรารถนารูปารมณ์ เพื่อจะเห็น, ปรารถนาสัทธารมณ์ เพื่อจะได้ยิน, ปรารถนาคันธารมณ์ เพื่อจะได้กลิ่น เป็นต้น รวมความแล้ว ความต้องการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส ถูกต้องสัมผัส คิด อารมณ์นี้เองเป็นลักษณะของฉันทะ

เมื่อมีความต้องการอารมณ์ต่างๆ เป็นลักษณะแล้ว ก็ต้องมีการแสวงหาอารมณ์ที่ต้องการต่างๆ นั้น มาสนองความต้องการ การแสวงหาอารมณ์ต่างๆ นี้ จึงเป็นกิจของฉันทะ

เมื่อพิจารณาอาการของฉันทะนั้น ก็จะได้รู้ด้วยปัญญาว่า ฉันทะมีความปรารถนาอารมณ์เป็นผลปรากฏ และอารมณ์นั้นเองที่เป็นเหตุใกล้ให้ฉันทะเกิดขึ้น

ข้อสังเกต ฉันทะกับโลภะนั้น มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก คือ มีความต้องการอารมณ์ด้วยกัน แต่ความต้องการอารมณ์ที่เป็นฉันทะนั้น ไม่เหมือนกับความต้องการอารมณ์ที่เป็นโลภะ กล่าวคือ ความต้องการอารมณ์ที่เป็นโลภะนั้น ย่อมยึดและจิตใจอยู่ในอารมณ์นั้น ส่วนความต้องการอารมณ์ที่เป็นฉันทะนั้น ไม่ยึดและไม่ติดใจอยู่ในอารมณ์นั้น อุปมาเหมือนบุคคลที่ต้องการรับประทานขนม กับบุคคลที่ต้องการรับประทานยา ความต้องการขนมนั้น เป็นความต้องการที่เป็นโลภะ เพราะเป็นความต้องการที่ยึดติดอยู่ในรสารมณ์ ส่วนความต้องการยานั้นเป็นความต้องการชนิดที่เป็นฉันทะ เพราะไม่ยึดติดอยู่ในรสารมณ์ เมื่อหายป่วยแล้ว ก็ไม่มีความต้องการรับประทานยาอีก

หมายเหตุ

สัทธาเจตสิก และ ฉันทเจตสิก คัดลอกมาจากคู่มือการศึกษาพระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๒ เจตสิกสังคหวิภาค รวบรวมโดยอาจารย์วรรณสิทธิ์ ไวทยะเสวี มูลนิธิแนบมหานีรานนท์

ศรัทธาในพระพุทธศาสนา

โดย อาจารย์ปราโมช น้อยวัฒน์

ศรัทธาจะเกิดได้ต้องอาศัยการฟังธรรม เพราะการฟังธรรมเป็นเหตุให้เกิดศรัทธาในเบื้องต้น ให้เกิดปัญญาในที่สุด เพราะปกติคนที่ไม่เคยฟังธรรมเลยจะเกิดศรัทธาทำบุญขึ้นมาเองนั้นยากนัก เมื่อศรัทธาไม่เกิด กุศลทั้งหลายก็เกิดไม่ได้ เหตุนี้การฟังธรรมจึงเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดศรัทธา ศรัทธาท่านจึงเปรียบได้เหมือนมือ เพราะถือเอากุศลไว้ได้ การทำกุศลได้จึงเป็นเหตุให้เกิดโภคทรัพย์ติดตามมา ศรัทธาท่านจึงเปรียบเหมือนทรัพย์ เพราะโภคทรัพย์ทั้งหลาย ย่อมได้มาด้วยการทำกุศลเท่านั้น เหตุนี้ถ้าไม่ทำกุศล ก็อย่าหวังเลยว่าจะมีโภคทรัพย์ แต่ถ้ามีศรัทธาแล้ว โภคทรัพย์ ภพสมบัติ แม้กระทั่งนิพพานสมบัติก็เป็นอันหวังได้ ศรัทธาท่านจึงเปรียบเหมือนทรัพย์ เพราะเป็นเหตุให้ได้สมบัติทั้งปวง

อีกอย่างหนึ่ง ศรัทธาท่านยังเปรียบเหมือนพืชเพราะพืชนั้น เมื่อนำไปปลูก ก็ย่อมจะงอกแตกกิ่งก้านสาขา แม้กุศลทั้งหลายก็ต้องตั้งต้นที่ศรัทธาก่อน เพราะถ้ามีศรัทธาแล้ว ย่อมทำกุศลต่างๆ เริ่มต้นแต่ให้ทาน รักษาศีล จนถึงเจริญภาวนา ศรัทธาจึงนำมาซึ่งประโยชน์ทั้งปวง มีประโยชน์ชาตินี้ ประโยชน์ชาติหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะบุคคลจะข้ามโอฆสงสารได้ ก็ด้วยศรัทธา เหตุนี้ท่านฎีกาจาร จึงอุปมาลักษณะของศรัทธาว่าเหมือนมือ เพราะถือเอากุศลไว้ได้ อุปมาเหมือนทรัพย์เพราะทำให้ได้สมบัติทั้งปวง อุปมาเหมือนพืช เพราะทำให้กุศลเจริญขึ้นไปตามลำดับ

เหตุนี้คนไม่เคยฟังธรรมเลย ศรัทธาจึงเกิดยาก เพราะไม่รู้เหตุผลความจริง ถึงแม้จะทำบุญได้ ก็ทำตามๆ กันไป ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่ทำ แต่ถ้าถูกใจก็ทำ การทำบุญอย่างนี้ไม่ได้ทำเพราะศรัทธาจริงๆ แต่ทำเพราะความชอบใจ บุญนั้นก็ได้อานิสงส์น้อย เพราะมีกิเลสคือความชอบใจเป็นปัจจัยให้ทำ ไม่ได้ทำด้วยศรัทธาที่ถูกต้อง ศรัทธาที่ถูกต้อง จะต้องเชื่อและเลื่อมใสในสิ่งที่มีประโยชน์ เห็นประโยชน์แล้วจึงทำ การทำด้วยศรัทธา จึงต้องเชื่อในเหตุผล ๔ อย่างคือ

๑.) ต้องเชื่อกรรม เรียกว่า “กรรมศรัทธา” รู้ว่ากรรม มีผล เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว รู้ว่าบุญให้ผลเป็นสุข บาปให้ผลเป็นทุกข์

๒.) ต้องเชื่อผลของกรรม เรียกว่า “วิปากศรัทธา” คือรู้สุขทุกข์ที่ตนได้รับ เป็นผลของกรรมที่ตนทำมาแล้วแต่อดีต จะแก้ไขไม่ได้ ต้องยอมรับผลของกรรมนั้นโดยดี

๓.) ต้องเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเรียกว่า “กัมมัสสกตาศรัทธา” คือบุคคลใดทำกรรมใดแล้วก็ต้องรับผลของกรรมนั้น เพราะการทำกรรมจะใช้คนอื่นทำแทนหรือจะรับผลแทนกันไม่ได้ เพราะทุกคนต่างก็เป็นทายาทของกรรม มีกรรมเป็นของตน ส่วนทรัพย์สินสมบัติ พ่อ แม่ ลูก ผัว เมีย ญาติพี่น้อง ไม่ใช่สมบัติของตน เพราะตายแล้วก็จากกันไป แต่กรรมที่ทำแล้วเท่านั้น ที่เป็นสมบัติของตน เพราะกรรมจะติดตามตนไปทุกหนทุกแห่งจนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพาน

๔.) ต้องเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกว่า “ตถาคตโพธิศรัทธา” คือเชื่อว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นความจริง เพราะเป็นสัจธรรม ทั้งเป็นธรรมที่ขัดเกลากิเลส เป็นสัลเลขธรรม ทั้งเป็นธรรมที่นำสัตว์ออกจากทุกข์ เป็นนิยยานิกธรรม เป็นธรรมที่สงบจากเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ทั้งปวง เป็นสันติธรรม ต้องเชื่อเหตุผลความจริงอย่างนี้ จึงจะเกิดตถาคตโพธิสัทธา

เพราะฉะนั้น ศรัทธาถ้าเชื่อในเหตุผลเหล่านี้ จึงจะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา ทำให้เข้าใจว่า การทำกุศลทุกอย่างจะต้องทำเพื่อขจัดกิเลสให้หมดไป เพื่อให้พ้นจากทุกข์การทำบุญจึงไม่ต้องหวังผลตอบแทน เพราะทำเหตุอย่างไรก็ย่อมได้ผลอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่ต้องไปขอให้เกิดกิเลสอีก จะทำให้บุญนั้นได้อานิสงส์น้อยลง ส่วนบุญที่ทำแล้วได้อานิสงส์มาก จะต้องทำบุญให้มีเจตนาครบ ๓ กาล คือก่อนทำบุญต้องมีใจยินดีเต็มใจทำ รู้ว่าการทำบุญเป็นการฝังขุมทรัพย์ให้ติดตามตนไป ทำให้มีสุขภายภาคหน้าได้ ขณะกำลังทำก็ต้องมีจิตใจเลื่อมใส เพราะกำลังถือเอาสาระจากทรัพย์ที่ไม่มีสาระให้เป็นสาระ ครั้นทำบุญแล้ว ก็ต้องนึกถึงบุญนั้นบ่อยๆ ทำให้เกิดความปลื้มใจ เพราะได้ทำตามคำของบัณฑิตที่กล่าวว่าการทำบุญเป็นการดี “เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้” และบุญนั้นเราก็ได้ทำสำเร็จประโยชน์แล้วด้วยดี เหตุนี้ถ้าเข้าใจทำกุศล แม้ทำเพียงครั้งเดียวก็เกิดบุญติดต่อได้หลายครั้ง ทำให้ได้กุศลเพิ่มขึ้นมากมาย

เพราะฉะนั้น เป็นชาวพุทธจึงต้องหมั่นฟังธรรม จะเป็นปัจจัยให้เกิดศรัทธา เกินปัญญารู้ถูกต้องตรงต่อเหตุผล เท่ากับเป็นการสร้างบารมีให้กับตัวเอง ให้ได้ถึงฝั่งพระนิพพานที่ตนปรารถนา

“สทฺธา พนฺธติ ปาเถยฺยํ”
ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่งเสบียงทาง

“สทฺธีธ วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฺฐํ”
ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของคนในโลกนี้

“สทฺธาย ติรติ โอฆํ”
ข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา

คัดลอกจากปัญญาสารฉบับที่ ๑๔๔ มูลนิธิแนบมหานีรานนท์

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยเทอญ

ณัฏฐ สุนทรสีมะ