เช้าตรู่ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2556 เกิดเหตุระเบิดอย่างต่อเนื่องกันอย่างน้อย 8 ครั้ง ที่บริเวณเจดีย์พุทธคยา มีพระภิกษุสงฆ์บาดเจ็บ 2 รูป แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะผ่านมาแล้วหลายปี แต่ยังอยู่ในความทรงจำของทุกคน เนื่องจากเป็นสถานที่ตั้งของกลุ่มพุทธสถานสำคัญในอำเภอคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

ปัจจุบัน เจดีย์พุทธคยา ยังคงมีพระภิกษุสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา จากหลายประเทศที่เป็นพุทธมามกะเดินทางมาปฏิบัติธรรม ไม่ได้ลดน้อยไปกว่าเดิม กลับเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

ขณะเดียวกันมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ปรับพื้นที่ให้โล่งแจ้งกว่าเดิม โดยพื้นที่ด้านหน้าเปิดให้เห็นไปถึงประตูทางเข้า มีเครื่องตรวจวัตถุระเบิด พร้อมการตรวจค้นคนเข้าออกอย่างละเอียด

สำหรับพระธรรมทูตไทย สายอินเดีย-เนปาล ผู้ซึ่งเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจอยู่ตามวัดไทยกว่าสิบแห่งยังปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาอยู่ทุกนาที ทุกวัน โดยไม่เกรงภัยอันตรายแต่อย่างใด

พระบวชใหม่ ปฏิบัติธรรมที่วัดไทยพุทธคยา

พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูต สายอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา บอกว่าปัจจุบันมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเดินทางมาสักการะมาปฏิบัติธรรมจากทั่วโลก โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนที่เป็นคนไทย ไม่มีลดน้อยลงไป ภายหลังจากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นหลายปีที่ผ่านมา ทางผู้ดูแลมีมาตรการการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นมากขึ้น มีการปรับพื้นที่ให้ดูโล่ง ทำให้ตรวจตราพื้นที่ได้ง่าย

ทุกวันนี้ที่บริเวณเจดีย์พุทธคยามีการปรับเปลี่ยนเวลาการเข้า-ออก รวมทั้งการค้างคืนภายในเจดีย์ จะให้เข้าตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงสามทุ่มเท่านั้น จากปกติจะให้เข้าตลอดจนถึงรุ่งเช้า

พระธรรมโพธิวงศ์ เล่าต่อว่า ขณะนี้พุทธศาสนิกชนเดินทางหลั่งไหลกันมาตลอด อาทิ จากประเทศศรีลังกา ประเทศเมียนมา ทิเบต ส่วนใหญ่มาด้วยศรัทธาที่มากกว่าเดิม

ส่วนการบูรณะพื้นที่ภายในวัดไทยพุทธคยาเพื่อรองรับพุทธศาสนิกชนที่จะเดินทางมาปฏิบัติธรรม ที่มีเพิ่มเติมขึ้นมาอย่างที่ประเทศอินเดียไม่เคยมี คือ “หอวิปัสสนา” ที่สร้างขึ้นที่นี่เป็นแห่งแรกและแห่งเดียว เป็นหอวิปัสสนานานาชาติ ที่ วินัย วีระภุชงค์ บริจาคสร้างขึ้น ซึ่งขณะนี้เปิดใช้งานแล้ว นอกจากนี้ยังมีอาคารใหม่อีกหลังที่บริษัท คิงเพาเวอร์ บริจาคสร้างขึ้น เพื่อใช้เป็นที่รองรับผู้ใหญ่บุคคลสำคัญ

“ขณะนี้ที่วัดของเราสามารถรองรับบุคคลที่จะเดินทางมาบวชและปฏิบัติธรรมได้กว่า 100 คน”

‘หอวิปัสสนา’ ปฐมบทแห่งการศึกษาธรรม

พระธรรมโพธิวงศ์ เล่าถึงการมีขึ้นของ “หอวิปัสสนา” ว่าเพราะมองเห็นความสนใจของนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวยุโรป จีน ญี่ปุ่น อเมริกัน เกาหลี ต่างให้ความสนใจการฝึกสมาธิวิปัสสนา หลายคนมาสอบถาม รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่เมื่อได้ยินชื่อเสียงว่ามีครูอาจารย์ แสดงความประสงค์จะเข้ามาร่วมฝึกสมาธิวิปัสสนา

การก่อสร้างอาคารวิปัสสนาวีระภุชงค์ จึงมีขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่รองรับการปฏิบัติธรรม โดยเปิดรับทุกผู้ทุกนามจากทั่วโลกที่สนใจเข้ามารับการฝึกวิปัสสนา

ทั้งนี้ ในส่วนอาคารสามารถรองรับได้ 100 คน ห้องอาหารปรับขยายเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้อีก 100 คน รอบหอวิปัสสนามีที่พักผู้ปฏิบัติธรรมได้อีกส่วนหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบันมีพุทธมามกะจากนานาชาติเดินทางมามากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเครียดจากสถานการณ์รอบตัว ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังเกิดขึ้นในระดับโลก

“พุทธคยาเป็นศูนย์กลางที่ผู้คนเดินทางมาเสมือนได้พบพระพุทธเจ้าเพื่อศึกษาหลักธรรม ส่วนหนึ่งมาปฏิบัติธรรมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ แต่พระธรรมทูตเห็นว่าควรมีสายงานวิปัสสนาธุระรองรับ ให้การศึกษา ฝึกหัดเรียนรู้ให้ผู้ที่สนใจ เป็นรากฐานการเข้าถึงวิปัสสนาก่อน หอวิปัสสนาจึงเหมือนเปิดตลาดโลกให้คนสนใจ

“และรองรับงานของการศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาจุฬาฯ และอื่นๆ ที่ตื่นตัว ทั้งผู้บริหารระดับสูง นักศึกษา อาจารย์ ที่เดินทางมาอินเดีย-เนปาล เพื่อจาริกแสวงบุญ ที่นี่จึงสร้างฐานรองรับภาควิชาการ ภาคการเรียนรู้จากการยกระดับของจริงมาเป็นสื่อให้เห็น”

นั่นคือการใช้หอวิปัสสนาเป็นสถานที่เรียนรู้พุทธภูมิศึกษา เรื่องพุทธสถาน และนำสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นไปใช้พัฒนางาน พัฒนาชีวิต และพัฒนาสังคม นำไปสู่ความสงบ

นอกจากนี้ใช้รองรับสายงานพระธรรมทูต คือพระสงฆ์ที่มีศรัทธาและสมัครใจเข้าฝึกอบรม ศึกษาจากสำนักต่างๆ เรารับคณะเหล่านั้นมาเรียนรู้ เผยแพร่ออกสู่สังคมทุกระดับชั้นไปสู่เวทีระดับโลก เรามีพระธรรมทูตเชิงลึกมาฝึกกันครั้งละ 6 เดือน หอวิปัสสนาก็จะเป็นฐานการศึกษาเรียนรู้ว่าเราได้ใช้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นเสมือนมหาวิทยาลัยที่จะช่วยเปิดตา หู จมูก ฝึกหัดขัดเกลาจิตใจ โดยเฉพาะสายฝึกวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กันไป เมื่อเราปฏิบัติที่หอวิปัสสนาจนพร้อมแล้ว ให้ไปฝึกด้วยตนเองที่สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง

ภาครัฐหนุนช่วย 60 ล้าน

สำหรับงบประมาณที่ใช้การบูรณะวัดไทยพุทธคยานั้น สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสภาโพธิคยาวิชชาลัย 980 เล่าว่า วัดไทยพุทธคยาอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลไทย โดยได้รับงบประมาณในการบูรณะ 60 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็มีญาติโยมอีกหลายครอบครัวที่เข้ามาร่วมบุญในครั้งนี้ด้วย

สุภชัย วีระภุชงค์ เล่าถึงความในใจว่า

“ผมรู้สึกว่าผมโชคดีที่ได้เกิดมา และผมจะพูดตลอดเวลาว่าผมใช้ชีวิตเหมือนทุกวันคือวันสุดท้ายของชีวิต ผมจะทำทุกวันให้ดีที่สุด ผมเชื่อว่าคำว่า “แผ่นดินสุวรรณภูมิ” จะเกิดเป็นรูปธรรมได้ก็ด้วยทุกคนช่วยกัน”

แม้ว่าจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่มั่นใจว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่สามารถหยุดยั้งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนได้ จึงมีพุทธศาสนิกชนจากหลายประเทศยังคงเดินทางมาปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง

แม้กระทั่งบริษัทนำเที่ยวต่างๆ ก็ไม่ได้ลดลง ตอนนี้ในช่วงไฮซีซั่นจะมีสายการบินที่บินตรงจากประเทศพม่ามายังที่นี่ รวมทั้งสายการบินไทย ไทยสมายล์เปิดเส้นทางบินตรง ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้กับพุทธบริษัทอีกจุดหนึ่งก็จะไปแสวงบุญง่ายขึ้น

สุภชัย เล่าต่อว่า ในส่วนของงานธรรมยาตรา 5 ประเทศที่ทางชมรมโพธิคยา 980 จะจัดขึ้นนั้นตอนนี้คืบหน้าไปมากแล้ว ผมเพิ่งเดินทางจาก สปป.ลาว ซึ่งทางรัฐบาลของ สปป.ลาว ได้อนุมัติแล้ว ที่กัมพูชาก็ได้รับการอนุญาตจากทางรัฐบาลเช่นกัน ส่วนทางประเทศเวียดนามอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ยังไม่เรียบร้อยดี

ส่วนประเทศเมียนมา ได้ไปกราบนิมนต์สมเด็จพระสังฆราช ประเทศเมียนมาแล้ว ทางชมรมฯมีที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ทางคิมฉ่วย รับประสานทางรัฐบาลให้ และก็รับจะดูแลธรรมยาตราของเรา คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเริ่มธรรมยาตราได้ในเดือนพฤษภาคม ใช้เวลาประมาณ 14 วัน

สุภชัย อยากเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ตอนนี้วัดไทยที่มีอยู่ประมาณ 18 วัด ที่มีกำลังมีเหตุปัจจัยที่สะดวก อยากจะเรียนเชิญให้ไปเยี่ยมเยือนดินแดนที่เป็นสถานที่ที่เป็นที่ประสูติของพระพุทธองค์ พระพุทธเจ้า ศาสนสถานที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งยังมีให้เห็นอยู่ที่จะเติมเต็มในแง่ของจิตใจ ความเข้าใจในแก่นแท้ในพุทธภูมิของชาวพุทธเรา

รวมพลังมุ่งสู่ดินแดนพุทธภูมิ

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ให้ทรรศนะว่า หลังจากเหตุการณ์ระเบิดทำให้คนจำนวนมากเดินทางมาอินเดีย ภาครัฐเองก็จัดหาผู้มีศรัทธาเดินทางมาบวชปีหนึ่งเป็นพันคน ที่วัดไทยกุสินาราฯจึงมีคนเข้ามาบำเพ็ญบุญเพิ่มมากขึ้น มีคนเข้ามาพักค้างที่วัดทุกวัน

รวมแล้ว 5 ปีที่ผ่านมาเป็นจำนวนหลายหมื่นคน

ทางด้าน พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ เล่าต่อว่า การที่คนไทยเดินทางมาปฏิบัติธรรมที่อินเดีย นอกจากการได้เข้าถึงธรรมะ ยังเท่ากับได้สร้างอาชีพให้กับคนอินเดียด้วย ไม่ว่าจะเป็นกิจการร้านค้าหรือที่พักโรงแรม

ในฐานะเป็นผู้ดูแลผู้มาบวช พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์เล่าว่า จากการสอบถามคนที่เข้ามาอุปสมบทแม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ อย่าง พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. อุมา แสงคร้าม ซึ่งนำคณะบุคคลมาอุปสมบทเป็นหมู่คณะ เมื่อสึกกลับไปแล้วส่วนมากจะนำสิ่งที่ได้ปฏิบัติกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อเป็นกำลังใจในการทำงาน ทำให้ปีติมีพลังมากขึ้นในการทำงาน

“คนที่มีศรัทธาตั้งใจมาปฏิบัติธรรม ที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่ง ถือว่าไม่มาก ที่พักก็มาพักที่วัด ไม่เสียค่าใช้จ่าย ปัจจุบันมีหน่วยงานราชการหลายแห่งที่จัดให้ประชาชนเดินทางมาบวช โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“การเดินทางมาอินเดียทุกคนอาจมองภาพประเทศอินเดียไม่สะดวก วุ่นวาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่จะได้รับคือการได้ซึบซาบพระธรรมคำสอนบนดินแดนพุทธภูมิ ที่สะดวกทั้งการเดินทาง ที่พักอาศัย ทั้งมีแพทย์จากกรมการแพทย์เดินทางมารักษาถึงประเทศอินเดีย” 

ประชาชนมาค้าขาย พุทธศาสนิกชนเดินทางมาแสวงบุญตามปกติ

ลักขณา บรรพกาญจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี เล่าถึงการเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่พุทธคยาว่าไม่รู้สึกกลัวเลย เพราะเชื่อมั่นว่าเราเดินทางไปทำความดี ดิฉันเดินทางไปอินเดียมา 5 ครั้งแล้ว ครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นครั้งสำคัญของชีวิต เพราะไปปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังคือบวชเป็นพรหมโพธิ ถือศีล 8 ไปพร้อมกันคนอื่นๆ อีกรวม 120 คน

เชื่อว่า พุทธศาสนิกชนถ้ามีโอกาส ขอเดินทางมาที่พุทธคยา รวมทั้งสังเวชนียสถาน 4 แห่ง สักครั้งในชีวิต

 

source ;- http://www.matichon.co.th/news/462013