หรือจะให้ย้ายพระพุทธศาสนาไปไว้ที่ป่าหิมพานต์

——————————————-

เมื่อวันก่อน ผมเขียนเรื่อง “ก็แค่สัตว์ธรรมดาตัวหนึ่ง” พูดถึงพระขึ้นรถเมล์ในกรุงเทพฯ

มีญาติมิตรท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า –

………………

เรื่องพระขึ้นรถนี่ผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะเป็นการส่งเสริมให้ทำลายพระพุทธศาสนา ซึ่งตามพระวินัย ถ้าภิกษุไม่อาพาธนั้นห้ามขึ้นยานหรือรถเด็ดขาด แม้แต่อาพาธถ้าพอเดินได้ก็ให้เดิน

ความเสื่อมมันมาถึงขนาดซ้อนขึ้นอีกชั้นว่า รถโดยสารต้องมีที่นั่งสำหรับพระ ใครไม่ลุกก็มีความผิด แต่ความจริงที่ผิดเต็มๆ น่ะพระนั่นเอง คนโดยสารไม่ลุกให้สมควรแล้ว เพราะพระไม่ควรขึ้นตั้งแต่ทีแรก

………………

ความคิดเห็นนี้ผมมองว่าเกิดจากจิตที่เป็นกุศล คือต้องการให้พระปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

การตั้งความปรารถนาให้พระปฏิบัติตามพระธรรมวินัยนั้นย่อมควรแก่การอนุโมทนาอย่างยิ่ง

ผมจึงขออนุโมทนาไว้ ณ ที่นี้

หลายท่านอาจคิดต่อไป แล้วตั้งคำถามว่า ในกรุงเทพฯ ถ้าไม่ให้พระขึ้นรถเมล์ เวลาพระมีความจำเป็นจะต้องไปไหนมาไหนไกลๆ จะให้ท่านทำอย่างไร

สมมุติว่าพระท่านอยู่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ จะต้องไปเรียนที่ มจร วังน้อย อยุธยา จะให้ท่านเดินไปกระนั้นหรือ

ก็คงจะมีคนตอบว่า ก็ให้ท่านนั่งรถไฟไปสิ หรือไม่ก็นั่งแท็กซี่ไปก็ได้ (ซึ่งก็ยังไม่พ้นผิด เพราะเป็นการขึ้นยานพาหนะอยู่นั่นเอง)

นั่งรถไฟหรือแท็กซี่ ท่านก็ต้องจ่ายเงิน ไปเข้าล็อกห้ามพระรับเงิน-จับเงิน โดนอีก

พอพูดถึงรับเงิน-จับเงิน ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่อีกประเด็นหนึ่ง

ย้อนไปที่พระไม่ควรขึ้นรถเมล์หรือโดยสารยานพาหนะใดๆ จะไปไหนก็ให้เดินไปสถานเดียว

จะเห็นได้ว่า พระชักจะลำบากแล้ว คือจะต้องปรับระบบวิถีชีวิตกันใหม่ทั้งหมด

อันที่จริงไม่ใช่ปรับใหม่ แต่ปรับให้กลับไปสู่ระบบชีวิตดั้งเดิม

เช่นบ้านเดิมอยู่นราธิวาส ตัวไปอยู่เชียงราย หากจำเป็นจะต้องกลับไปนราธิวาส ใช้เวลาเดินกี่เดือน ต้องวางแผนล่วงหน้า

กรณีไปต่างประเทศ หรือไปไหว้สังเวชนียสถานที่อินเดีย เลิกคิดได้เลย

เป็นเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี คณะสงฆ์นัดประชุมที่พุทธมณฑล จากราชบุรีไปพุทธมณฑลระยะทางประมาณ ๘๐ กม. ก็ต้องวางแผน ออกจากราชบุรีกี่โมง ใช้เวลาเดินกี่ชั่วโมงจึงจะไปถึงพุทธมณฑลทันตามกำหนดเวลาประชุม หรือไม่ก็ออกเดินล่วงหน้าเป็นวันๆ จึงจะไปเข้าประชุมได้ทัน

ถ้าไม่อยากมีปัญหา ก็ต้องลาออกจากตำแหน่ง
หรือไม่ก็ยกเลิกตำแหน่งพระสังฆาธิการ
หรือไม่ก็ยกเลิกการจัดประชุม

ทำท่าจะกระทบไปหมดแล้ว

หรือกรณีทางวังประสงค์จะนิมนต์พระที่อยู่เชียงรายมาร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะมีขึ้นในเดือนหน้านี้ ก็ต้องวางแผนว่า จากเชียงรายมากรุงเทพฯ ระยะทาง ๘๐๐ กม. (ประมาณ) เดินกี่วันจึงจะถึงกรุงเทพฯ และเข้าไปในวังทันตามกำหนดพระราชพิธี

หรือจะอ้างว่า กรณีพระราชานิมนต์ ให้ทางราชการจัดรถไปรับได้ ถือว่าเป็นข้อยกเว้น

อันที่จริงกรณีโดยสารยานพาหนะ มีข้อยกเว้นมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล นั่นคือถ้าภิกษุอาพาธ ทรงอนุญาตให้โดยสารยานพาหนะได้

กรณีพระราชานิมนต์ก็น่าจะอนุโลมได้ด้วย

จะเห็นได้ว่า คิดไปคิดมาเริ่มจะมี “ข้อยกเว้น” เข้ามาเกี่ยวด้วยแล้ว

ถ้าชาวบ้านนิมนต์ล่ะ จะถือเป็นกรณียกเว้น-ให้พระโดยสารยานพาหนะได้-ด้วยหรือไม่

ถ้าได้ ต่อไปอาจมีชาวบ้านทำอาชีพรับนิมนต์พระ เช่นพระอยู่แม่ฮ่องสอน อยากเห็นทะเล ก็เลยจัดรถพากันไปเที่ยวภูเก็ต แล้วอ้างว่า-ก็โยมเขานิมนต์ มีหลักฐาน มีหนังสือนิมนต์ มีลายเซ็นพร้อม

ที่ว่ามานี้ ผมพยายามช่วยคิดนะครับ ว่าถ้าไม่ให้พระโดยสารรถ จะเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรกัน

เวลานี้ไม่ใช่เฉพาะโดยสารรถ พระขับรถไปไหนมาไหนเองก็มีแล้ว

แล้วจะทำอย่างไรกัน

………………..

พระเถรรูปหนึ่งท่านเคยประชดให้คนที่คิดแบบนี้

ลองฟังเป็นตัวอย่าง

ไฟฟ้า พระก็ไม่ควรใช้ ต้องจุดเทียนจุดไต้จุดคบเพลิงเหมือนสมัยโบราณ

ถ้าจุดไฟผิดวินัยอีก พระก็ควรอยู่มืดๆ ไม่ต้องใช้ไฟ

วิทยุก็ไม่ควรฟัง

โทรทัศน์ก็ไม่ควรดู

โทรศัพท์ พระก็ไม่ควรมี

คอมพิวเตอร์ พระก็ไม่ควรใช้

เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ พระไม่ควรเกี่ยวข้อง

พระในเมืองเวลาออกจากวัดต้องใส่เครื่องกำบังตาเหมือนม้าลากรถ จะได้ไม่เห็นอะไรที่สวยๆ งามๆ

เวลาอาพาธก็ห้ามไปหาหมอ ให้ฉันยาดองน้ำมูตรเน่าอย่างเดียว

………………..

ตัวอย่างข้างต้นที่ว่า-พระอยู่วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ไปเรียน มจร วังน้อย ก็ต้องบอกพระท่านว่า ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ไม่ควรไป มจร มมร ไม่ควรมี ควรยกเลิก

แม้กระทั่งในเมือง พระก็ไม่ควรอยู่ พระควรจะไปอยู่ป่าเท่านั้น

ถึงตอนนี้หลายคนก็คงจะพูดว่า-อย่างนั้นมันก็เกินไป

——————–

ในที่สุดแล้วก็จะเห็นได้ว่า เป็นการง่ายที่จะแสดงความคิดเห็นว่า-พระไม่ควรทำอย่างนั้น พระไม่ควรทำอย่างนี้

แต่จะเป็นอย่างนั้นได้จริงๆ จะต้องทำอย่างไร ตรงนี้ต่างหากที่ยาก

และตรงนี้แหละที่ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนมากไม่ได้แสดงวิธีทำ-ที่ทำได้จริง-ไว้ให้ดูด้วย

………………….

ลองฟังกรณีไม่ให้พระรับเงิน ที่ผมเคยเสนอไว้ ขออนุญาตเอามาพูดซ้ำอีกที เผื่อท่านที่ยังไม่เคยได้ยิน

ตามพระวินัยท่านให้พระมีไวยาวัจกรทำหน้าที่รับเงินจ่ายเงินแทน

ข้อเสนอแนะของผมก็คือ ให้ฟื้นฟูระบบไวยาวัจกรขึ้นมา

เวลานี้เรามีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เป็นหน่วยราชการที่มีหน้าที่รับใช้พระพุทธศาสนาอยู่แล้ว ก็ให้หน่วยงานแห่งนี้แหละทำหน้าที่-หรือรับผิดชอบเป็นไวยาวัจกร

ให้บรรจุคนเป็นไวยาวัจกรทุกวัด กำหนดอัตราเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่เหมาะสม โดย พศ. รับผิดชอบ

พระจะได้ไม่อ้างว่าวัดอาตมาไม่มีไวยาวัจกร จึงต้องรับ-จ่ายเงินเอง

และเพื่อไม่ให้อ้างได้ว่า แต่ละวัดมีพระที่จะต้องไปโน่นมานี่ในเวลาเดียวกันตั้งหลายรูป จะเอาไวยาวัจกรที่ไหนมาหิ้วย่ามตามพระได้ครบทุกรูป ผมก็เสนอให้ตั้งกองทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายประจำวันของพระ (หรือจะเรียกชื่ออะไรก็แล้วแต่)

โดยวิธีแปรรูปศาสนสมบัติกลางเป็นกองทุน

วัดที่มีรายได้มากมายมหาศาล เอามาเข้ากองทุนด้วย

รวมทั้งรับบริจาคทั่วไป

ต่อจากนั้นก็ตั้งระบบบัตรเครดิตประจำตัวพระเณรแต่ละรูป ให้พระเณรพกติดตัวเวลาออกจากวัด

ขึ้นแท็กซี่ จ่ายค่าโดยสารด้วยบัตรเครดิต
ฉันภัตตาหารตามร้าน จ่ายค่าอาหารด้วยบัตรเครดิต
ฉันน้ำปานะ จ่ายด้วยบัตรเครดิต

นั่นหมายถึงแท็กซี่ ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม ตลอดจนบริการทั้งหลายต้องติดตั้งระบบรูดบัตรที่ลิงก์กันได้หมด

บัตรเครดิตที่ว่านี้จ่ายจากกองทุนดังกล่าวข้างต้น

บัตรเครดิตที่ว่านี้ไม่จ่ายเป็นตัวเงิน คือจะไปกดเอาเงินสดไม่ได้

และจ่ายเฉพาะรายการที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ใช่จ่ายเปรอะไปหมด อะไรบ้างที่พระเณรจำเป็นต้องจ่าย ก็ตกลงกำหนดกันไว้ให้รัดกุม

พูดง่ายๆ ว่า บัตรเครดิตที่ว่านี้มีฐานะเหมือน “ปวารณาบัตร” และทำหน้าเหมือนไวยาวัจกรนั่นเอง

วิธีนี้พระไม่ต้องรับเงิน ไม่ต้องจับเงิน ไม่ต้องจ่ายเงิน และบัตรที่ว่านี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใช้แทนเงินเพราะเอาไปรูดเป็นเงินไม่ได้ เอาไปเบิกเป็นตัวเงินก็ไม่ได้ ใช้ได้เฉพาะรายการที่กองทุนกำหนดไว้-เหมือนกับปวารณาบัตร-เท่านั้น

นี่คือวิธีที่ผมเสนอเพื่อแก้ปัญหาพระรับเงินจ่ายเงินอันเป็นการกระทำที่ผิดพระวินัย

ผมเชื่อว่าวิธีและระบบที่ผมเสนอนี้ โดยทางปฏิบัติหรือโดยทางเทคนิคแล้วสามารถทำได้

ไฮเทคที่จะจัดการติดตั้งระบบก็สามารถทำได้

ทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็มีพอที่จะตั้งกองทุนนี้ได้

นักบริหารมือดีที่จะหาเงินมาเพิ่มพูนกองทุนนี้ก็มี

ความคิดและข้อเสนอนี้จึงไม่ใช่ Utopia

ที่ขาดอยู่อย่างเดียวคือ ผู้บริหารการพระศาสนาของเราไม่มีความคิดที่จะทำ

ติดอยู่ด่านนี้ด่านเดียว

ธรรมชาติของผู้บริหารการพระศาสนาของเราก็คือ ถ้าผู้มีอำนาจไม่สั่งให้ทำอะไร ท่านก็จะไม่คิดทำอะไรทั้งสิ้น

แต่ถ้าผู้มีอำนาจสั่งให้ทำอะไร ท่านก็จะทำอย่างหัวซุกหัวซุน ทำอย่างเอาเป็นเอาตาย

ใครมีความสามารถบอกผู้มีอำนาจในบ้านเมืองให้สั่งไปที่ด่านนี้ได้ จะเป็นบุญของพระพุทธศาสนาในบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง

ญาติมิตรคงรู้จักธนาคารแห่งหนึ่งในบ้านเรา ผมไม่เอ่ยชื่อก็คงนึกออก และคงรู้เส้นทางไปมาของเงินที่ผ่านธนาคารนั้น

ศาสนสมบัติของเรามีอยู่เป็นจำนวนมหาศาล ตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาก็ยังได้

เอาศาสนสมบัติมาบริหารเพื่อช่วยให้พระภิกษุสามเณรไม่ต้องรับจ่ายเงินด้วยตัวเองให้ผิดพระวินัย

เรากลับไม่ทำ

เรากลับทำไม่ได้

ยกข้อขัดข้องสารพัดมาขวางทางตัวเอง

เป็นผู้บริหารการพระศาสนาอยู่ทำไมครับ?

………………….

นี่เป็นตัวอย่างที่ผมเสนอ “วิธีทำ” ไว้ให้ด้วย

หรือใครมีไอเดียที่เจ๋งกว่านี้ ก็ช่วยกันเสนอออกมา และช่วยกันผลักดันให้ทำได้สำเร็จ

………………….

พระไม่ควรโดยสารยานพาหนะ
พระไม่ควรรับเงินใช้เงิน

ขออนุโมทนาสาธุที่ตั้งใจให้ท่านไม่ทำผิดพระวินัย

แต่จะให้ท่านทำอย่างไรจึงจะอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้ได้ พร้อมทั้งรักษาพระธรรมวินัยไว้ได้ด้วย

ขอความกรุณาบอกวิธีทำไว้ด้วยเป็นการช่วยกันหาทางช่วยพระ

หรือจะให้ย้ายพระพุทธศาสนาไปไว้ที่ป่าหิมพานต์ แล้วยกเมืองไทยให้ใครที่เขาต้องการให้รู้แล้วรู้รอดไป

กรุณาชี้ทางไปให้พระท่านด้วยนะครับ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๘ เมษายน ๒๕๖๒
๑๐:๕๐