อกรณียกิจ

อย่าปล่อยให้ทำผิดแล้วอ้างว่า “ไม่รู้”

อ่านว่า อะ-กะ-ระ-นี-ยะ-กิด

แยกคำเป็น อกรณีย + กิจ

(๑) “อกรณีย”

บาลีอ่านว่า อะ-กะ-ระ-นี-ยะ รากศัพท์มาจาก น + กรณีย

(ก) “น” (นะ)

เป็นศัพท์จำพวกนิบาต แปลว่า ไม่, ไม่ใช่ (no, not)

(ข) “กรณีย”

บาลีอ่านว่า กะ-ระ-นี-ยะ รากศัพท์มาจาก กร (ธาตุ = ทำ) + อนีย ปัจจัย (แปลว่า ควร, พึง), แปลง น เป็น ณ

: กร + อนีย = กรนีย > กรณีย แปลตามศัพท์ว่า “พึงทำ” หรือ “ควรทำ” หมายถึง กิจที่ควรทำ, สิ่งที่ควรทำ, ข้อผูกพัน, หน้าที่, การงาน (what ought to be done, duty, obligation; affairs, business)

น + กรณีย แปลง น เป็น อ ตามกฎการประสมของ น + กล่าวคือ :

(1) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แปลง น เป็น อ-

(2) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยสระ (อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ) แปลง น เป็น อน-

ในที่นี้ “กรณีย” ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ คือ ก- จึงต้องแปลง น เป็น อ

: น + กรณีย = นกรณีย > อกรณีย แปลว่า “ที่ไม่ควรทำ”

ในภาษาไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 เก็บคำว่า “อกรณีย์” ไว้ บอกไว้ว่า –

“อกรณีย์ : (คำนาม) กิจที่ไม่ควรทํา. (ป.).”

(๒) “กิจ”

บาลีเป็น “กิจฺจ” (กิด-จะ) รากศัพท์มาจาก กรฺ (ธาตุ = กระทำ) + ริจฺจ ปัจจัย, ลบ รฺ ที่ กรฺ และ ร ที่ ริจฺจ (ริจฺจ ลบ ร = อิจฺจ)

: กรฺ > ก + ริจฺจ > อิจฺจ : ก + อิจฺจ = กิจฺจ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่พึงทำ” หมายถึง หน้าที่, การงาน, การบริการ; พิธี, การกระทำ (duty, obligation, service, attention; ceremony, performance)

“กิจฺจ” ในภาษาไทย ตัดตัวสะกดออก ใช้ทับศัพท์ว่า “กิจ” (กิด)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“กิจ, กิจ- : (คำนาม) ธุระ, งาน. (ป. กิจฺจ).”

อกรณีย + กิจ = อกรณียกิจ แปลว่า “กิจที่ไม่ควรทำ”

อธิบาย :

“อกรณียกิจ” เป็นส่วนหนึ่งใน “อนุศาสน์”

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต อธิบายคำว่า “อนุศาสน์” ไว้ดังนี้ –

…………..

อนุศาสน์ : คำสอนตามพุทธบัญญัติ ที่อุปัชฌาย์หรือกรรมวาจาจารย์บอกแก่ภิกษุใหม่ในเวลาอุปสมบทเสร็จ ประกอบด้วย นิสสัย ๔ และ อกรณียะ ๔ ท่านเรียกรวมว่า “อนุศาสน์” บางทีก็เรียกบอกจำนวนด้วยว่า “อนุศาสน์ ๘” (อกรณีย์ หรือ อกรณียะ ๔ นิยมเรียกกันว่า อกรณียกิจ ๔)

นิสสัย ๔ คือ ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต ๔ อย่าง ได้แก่ ๑. เที่ยวบิณฑบาต ๒. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ๓. อยู่โคนไม้ ๔. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า (ท่านบอกไว้เป็นทางแสวงหาปัจจัย ๔ พร้อมทั้งอติเรกลาภของภิกษุ)

อกรณีย์ ๔ (นิยมเรียกว่า อกรณียกิจ ๔) ข้อที่ไม่ควรทำ หมายถึงกิจที่บรรพชิตทำไม่ได้ ๔ อย่าง ได้แก่ ๑. เสพเมถุน ๒. ลักของเขา ๓. ฆ่าสัตว์ (ที่ให้ขาดจากความเป็นภิกษุ หมายเอาฆ่ามนุษย์) ๔. พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน

…………..

ขยายความ :

การบวชเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนาเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตจากชาวบ้านมาเป็นชาววัด เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ทันทีมี 2 ส่วน

เรื่องอื่นๆ ที่จะต้องศึกษาเรียนรู้ต่อไปยังมีอีกมาก แต่ 2 ส่วนนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องศึกษาเรียนรู้ทันที คือ

๑ วิธีดำรงชีพ คือจะกินจะอยู่ จะนุ่งจะห่มอย่างไร ต้องรู้ทันที เพราะเมื่อเปลี่ยนเพศแล้วจะกินจะอยู่อย่างชาวบ้านไม่ได้ ส่วนนี้ท่านเรียกว่า “นิสสัย”

๒ สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด ส่วนนี้ก็ต้องรีบบอกให้รู้ไว้ เพราะถ้าไม่บอกไว้ก่อน แล้วไปทำเข้า จะขาดจากความเป็นบรรพชิตทันที ส่วนนี้ท่านเรียกว่า “อกรณียกิจ”

เรื่องทั้ง 2 ส่วนนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ท่านจึงรีบสอนกันตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่บวชเข้ามา

เพราะฉะนั้น บรรพชิตในพระพุทธศาสนาจะอ้างไม่ได้เลยว่า “ไม่รู้”

เมื่อเร็ววันนี้มีข่าวพระภิกษุรูปหนึ่งเสพเมถุนกับสตรี ท่านอ้างว่าทำไปเพราะ “ไม่รู้”

พูดตามสำนวนสมัยใหม่ก็ต้องว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

…………..

ดูก่อนภราดา!

เรื่องคอขาดบาดตายบอกว่าไม่รู้
เออนี่อยู่อย่างไรกันท่านเจ้าขา
รอให้พุทธศาสน์พินาศในนิทรา
ค่อยตื่นขึ้นสังคายนากระนั้นฤๅ