อกุสลสังคหะ (อย่างย่อ) ในพระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๗ สมุจจยสังคหวิภาค 

“สมุจจย” ในปริจเฉทที่ ๗ แปลว่า การรวบรวมปรมัตถธรรม ที่มีสภาพเข้ากันได้ให้อยู่เป็นหมวดหมู่ โดยในหมวดที่ ๑ นั้นเริ่มต้นคาถาสังคหะว่าด้วย อกุศลสังคหะ

อกุศลสังคหะ หมายถึงการแสดงการรวบรวมอกุศลต่างๆ โดยจำแนกไปตามอาการของกิเลส มีวัจนัตถะ แปลจากบาลีออกมาเป็นความว่า หมวดที่สงเคราะห์สภาวธรรมต่าง ๆ มีโอฆะ ๔ เป็นต้น ที่เป็นอกุสลชาติทั้งหมดล้วน ๆ ฉะนั้น จึงชื่อว่า อกุสลสังคหะ

อกุสลสังคหะ เป็นการรวบรวมเฉพาะอกุสลธรรมทั้งหมดแสดงไว้ในหมวดนี้ โดยจำแนกไปตามอาการของกิเลส รวมเป็น ๙ กองด้วยกัน คือ

๑.) อาสวะ
๒.) โอฆะ
๓.) โยคะ
๔.) คันถะ
๕.) อุปาทาน
๖.) นิวรณ์
๗.) อนุสัย
๘.) สังโยชน์
๙.) กิเลส

กองที่ ๑.) อาสวะ 

อาสวะ ความหมาย คือ 

– สิ่งใดถูกหมักดองอยู่นาน ๆ สิ่งนั้น ชื่อว่า อาสวะ
– ธรรม ที่ทำให้วัฏฏทุกข์อันยาวนาน ไม่มีกำหนดนั้น เจริญรุ่งเรืองไม่มีที่สิ้นสุด
– อาสว = อา (มีขอบเขตถึงภวัคคภูมิ คือเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ หรือมี ขอบเขตถึงโคตรภู) + สว (เกิดได้ไหลไปได้)
– กิเลสนี้ เมื่อเกิดบ่อย ๆ ก็เคยชิน เลยสะสมจมดองอยู่ในจิตตสันดาน ครั้นจิตประสบกับอารมณ์ใด ด้วยความเคยชินของกิเลสที่หมักหมมจมดองอยู่ ก็ขึ้น มาปรุงแต่งจิตให้น้อมไปตามกิเลสนั้น ๆ อาการที่หมักหมมจมดองอยู่เช่นนี้ จึงเรียก ว่า อาสวะ
– เมื่อยังมีอาสวะอยู่ตราบใด ตราบนั้นก็ยังต้องวนเวียนอยู่ใน สังสารวัฏฏ

อาสวะมี ๔ ประการ คือ 

๑.๑) กามาสวะ จมอยู่ในความติดใจแสวงหากามคุณทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และการสัมผัสถูกต้อง องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิกที่ในโลภมูลจิต ๘

๑.๒) ภวาสวะ จมอยู่ในความชอบใจยินดีในอัตภาพของตน ตลอดจนชอบใจ อยากได้ในรูปภพ อรูปภพ องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิกที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔

๑.๓) ทิฏฐาสวะ จมอยู่ในความเห็นผิดจากความเป็นจริงแห่งสภาวธรรมหรือผิด ทำนองคลองธรรม จึงมีความติดใจในความเห็นผิดนั้น องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

๑.๔) อวิชชาสวะ จมอยู่ในความไม่รู้เหตุผลตามความเป็นจริง จึงได้ โลภ โกรธ หลง องค์ธรรมได้แก่โมหเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒

รวมอาสวะมี ๔ แต่วัตถุธรรมหรือองค์ธรรมมีเพียง ๓ เท่านั้นคือ โลภเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก และ โมหเจตสิก

ผู้ที่ประหาร

– อนาคามิมัคค ประหาร กามาสวะ
– อรหัตตมัคค ประหาร ภวาสวะ
– โสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏฐาสวะ
– อรหัตตมัคค ประหาร อวิชชาสวะ

กองที่ ๒.) โอฆะ 

โอฆะ ความหมายคือ 

– ธรรมชาติใดย่อมท่วมทับเบียดเบียนสัตว์ ทั้งหลาย ธรรมชาตินั้นชื่อว่า โอฆะ คือ ห้วงน้ำ
– เป็นอ่าว หรือ เป็นห้วงน้ำ และเป็นห้วงน้ำที่ไหลวน มีลักษณะที่ดูดสัตว์ให้จมลงสู่ที่ต่ำ กล่าวโดยภูมิ และกล่าวโดยจิตก็เป็นไปในทำนอง เดียวกับอาสวะ กล่าวคือ จมอยู่ในระหว่างอบายถึงพรหม จนกว่าจะว่ายแหวกไปถึง โคตรภูญาณ

โอฆะมี ๔ ประการ คือ

๒.๑) กาโมฆะ ห้วงแห่งกาม พาให้สัตว์จมอยู่ในกามคุณทั้ง ๕ องค์ธรรม ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘

๒.๒) ภโวฆะ ห้วงแห่งภพ พาให้สัตว์จมอยู่ในความยินดีต่ออัตภาพของตน ตลอดจนชอบใจอยากได้รูปภพ อรูปภพ องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิกที่ในทิฏฐิคต วิปปยุตตจิต ๔

๒.๓) ทิฏโฐฆะ ห้วงแห่งความเห็นผิด พาให้สัตว์จมอยู่ในความเห็นผิดจาก ความเป็นจริงของสภาวธรรม องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตต จิต ๔

๒.๔) อวิชโชฆะ ห้วงแห่งความหลง พาให้สัตว์ลุ่มหลงจมอยู่ในความไม่รู้เหตุ ผลตามความเป็นจริงจึง โลภ โกรธ หลง องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิกที่ในอกุสลจิต ๑๒

รวมโอฆะมี ๔ แต่องค์ธรรมมีเพียง ๓ คือ โลภเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก และ โมหเจตสิก (เท่ากันและเหมือนกันกับองค์ธรรมของอาสวะ)

ผู้ที่ประหาร

– โสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏโฐฆะ
– อนาคามิมัคค ประหาร กาโมฆะ
– อรหัตตมัคค ประหาร ภโวฆะ และอวิชโชฆะ

กองที่ ๓.) โยคะ

โยคะ ความหมายคือ

– ธรรมที่ประกอบสัตว์ให้ติดอยู่ในวัฏฏ ทุกข์ (คือภพต่าง ๆ)
– เครื่องประกอบ ทำหน้าที่ประกอบสัตว์ทั้งหลายไว้ใน สังสารทุกข์ เหมือนตะปูที่ตอกตรึงเครื่องประกอบบ้านเรือนไว้
– อีกนัยหนึ่งหมายความว่า ประกอบสัตว์ให้ติดแน่นในสังสารวัฏฏเหมือนติดไว้ ด้วยกาว ยากแก่การที่จะถอนให้หลุดพ้นจากวัฏฏสงสารช

โยคะ มี ๔ ประการ คือ

๓.๑) กามโยคะ ตรึงให้ติดอยู่กับกามคุณ องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภ มูลจิต ๘

๓.๒) ภวโยคะ ตึงให้ติดอยู่กับความยินดีในอัตภาพของตน ตลอดจนชอบใจ ในรูปภพ อรูปภพ องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔

๓.๓) ทิฏฐิโยคะ ตรึงให้ติดอยู่กับความเห็นผิดจากความเป็นจริงของสภาวธรรม องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

๓.๔) อวิชชาโยคะ ตรึงให้ติดอยู่กับความหลง เพราะไม่รู้เหตุผลตามความเป็น จริง จึงโลภ โกรธ หลง องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิกที่ในอกุสลจิต ๑๒

รวมโยคะมี ๔ แต่องค์ธรรมมีเพียง ๓ คือ โลภเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก และ โมหเจตสิก (เท่ากันและเหมือนกันกับองค์ธรรมของ อาสวะ และ โอฆะ)

ผู้ที่ประหาร

– โสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏฐิโยคะ
– อนาคามิมัคค ประหาร กามโยคะ
– อรหัตตมัคค ประหาร ภวโยคะ และ อวิชชาโยคะ

กองที่ ๔.) คันถะ

คันถะ ความหมายคือ ผูกมัดหรือทำให้เป็นปม อีกนัยหนึ่งหมายความว่า เป็นห่วงที่ร้อยรัดไว้ในระหว่าง จุติ-ปฏิสนธิ ให้เกิดก่อต่อเนื่องกันไม่ให้พ้นไปจาก วัฏฏทุกข์ได้

คันถะ มี ๔ ประการ คือ

๔.๑) อภิชฌากายคันถะ ผูกมัดอยู่กับความยินดี ชอบใจ อยากได้ องค์ธรรม ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘

อภิชฌา ที่เป็นคันถะนี้แตกต่างกับอภิชฌาที่เป็นมโนทุจริต คือ อภิชฌาที่เป็นมโนทุจริตนั้น เป็นโลภะอย่างหยาบ มีสภาพอยากได้ทรัพย์ สมบัติของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยไม่ชอบธรรม ส่วนอภิชฌาที่เป็นคันถะนี้ เป็นได้ทั้งโลภะอย่างหยาบ และอย่างละเอียดทั้ง หมดที่เกี่ยวกับความอยากได้ความชอบใจในทรัพย์สมบัติของผู้อื่น หรือแม้ของ ตนเอง จะโดยชอบธรรมก็ตาม ไม่ชอบธรรมก็ตาม จัดเป็นอภิชฌากายคันถะทั้งสิ้น

๔.๒) พยาปาทกายคันถะ ผูกมัดอยู่กับความโกรธ จะถึงกับคิดปองร้ายด้วย หรือไม่ก็ตาม องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิตทั้ง ๒ ดวง

พยาปาท ที่เป็นคันถะนี้ แตกต่างกับพยาปาทที่เป็นมโนทุจจริต คือ พยาปาทที่เป็นมโนทุจจริต ได้แก่ โทสะอย่างหยาบ เกี่ยวกับการปองร้ายผู้อื่น ตลอดจนการนึกคิด ให้เขามีความลำบาก เสียหายต่าง ๆ หรือนึกแช่งผู้อื่นที่เขา ไม่ชอบนั้นให้ถึงแก่ความตาย

ส่วนพยาปาท ที่เป็นคันถะนี้ ได้แก่ โทสะอย่างหยาบก็ตาม อย่างละเอียด ก็ตาม คือ ความไม่ชอบใจ ไม่พอใจ โกรธ เกลียด กลัว กลุ้มใจ เสียใจ ตลอดไปจน ถึงการทำปาณาติบาต ผรุสวาท เหล่านี้ จัดเป็นพยาปาทกายคันถะทั้งสิ้น

๔.๓) สีลัพพตปรามาสกายคันถะ ผูกมัดอยู่ในความชอบใจในการปฏิบัติที่ผิด ว่าปฏิบัติอย่างนี้แหละเป็นทางให้พ้นทุกข์ โดยเข้าใจว่าเป็นการถูกต้องแล้วชอบแล้ว แต่ถ้าหากว่ามีผู้รู้แนะนำสั่งสอนทางที่ถูกต้องให้ ก็สามารถกลับใจได้ จึงเปรียบไว้ว่า เป็นทิฏฐิชั้นลูกศิษย์ พอจะแก้ให้ถูกได้ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคต สัมปยุตตจิต ๔

๔.๔) อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ ผูกมัดอยู่ในความชอบใจในการปฏิบัติที่ผิด แต่ว่ารุนแรงมั่นคงแน่วแน่มากกว่าในข้อ ๓ นอกจากนั้นแล้วยังดูหมิ่นและเหยียบย่ำ ทับถมวาทะ หรือมติของผู้อื่นด้วย ถึงแม้ว่าจะมีผู้รู้มาชี้แจงแสดงเหตุผลในทางที่ถูก ที่ชอบประการใด ๆ ก็ไม่ยอมกลับใจได้เลย จึงมีข้อเปรียบไว้ว่าเป็นทิฏฐิชั้นอาจารย์ เพราะไม่สามารถที่จะแก้มาในทางที่ชอบได้ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ใน ทิฏฐิคตสัมปยุตต ๔

รวมคันถะมี ๔ แต่องค์ธรรมมีเพียง ๓ คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก และ ทิฏฐิเจตสิก (จำนวน ๓ เท่ากัน แต่องค์ธรรมไม่เหมือนกันกับของ อาสวะ โอฆะ โยคะ)

ผู้ที่ประหาร

– โสดาปัตติมัคค ประหาร สีลัพพตปรามาสกายคันถะ และ อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ
– อนาคามิมัคค ประหาร พยาปาทกายคันถะ
– อรหัตตมัคค ประหาร อภิชฌากายคันถะ

กองที่ ๕.) อุปาทาน

อุปาทาน ความหมายคือ ความยึดมั่นในอารมณ์ที่ตนได้มาแล้วนั้นโดยไม่ยอมปล่อย อีกนัยหนึ่ง ตัณหา คือ ความชอบใจต้องการอารมณ์ที่ตนได้พบครั้งแรก อุปาทาน คือ ความติดใจในอารมณ์ที่ตนได้พบนั้นไม่หาย ครุ่นคิดถึงอยู่เสมอ

อุปาทาน มี ๔ ประการ คือ

๕.๑) กามุปาทาน ความยึดมั่นในวัตถุกามทั้ง ๖ มี รูปารมณ์ เป็นต้น องค์ธรรม ได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘

๕.๒) ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในการเห็นผิด มี นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ และ ทิฏฐิ ๖๒ (ที่นอกจาก สีลัพพตทิฏฐิ และสักกายทิฏฐิ ซึ่งจะกล่าวต่อไปเป็นข้อ ๓ และ ข้อ ๔) องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

๕.๓) สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในการปฏิบัติที่ผิด มีการปฏิบัติเยี่ยงโค และ สุนัข เป็นต้น อันเป็นการปฏิบัติที่นอกไปจาก มัชฌิมาปฏิปทา การยึดมั่นในการ ปฏิบัติที่ผิดเช่นนี้ บางทีก็เรียกว่า สีลัพพตทิฏฐิ องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกที่ใน ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

๕.๔) อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเป็นตน หรือว่ามีตัว มีตนอยู่ในเบ็ญจขันธ์ ซึ่งได้แก่ สักกายทิฏฐิ นั่นเอง องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

รวมอุปาทาน มี ๔ แต่องค์ธรรมมีเพียง ๒ คือ โลภเจตสิก และ ทิฏฐิเจตสิก

ผู้ที่ประหาร

– โสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน
– อรหัตตมัคค ประหาร กามุปาทาน

กองที่ ๖.) นิวรณ์ 

นิวรณ์ ความหมายคือ 

– ธรรมเหล่าใดที่ขัดขวางกุสลธรรม มีฌาน เป็นต้นไม่ให้เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า นิวรณ์
– นิวรณ์ เป็นเครื่องขัดขวางในการกระทำความดีเป็นเครื่องกั้น เครื่องห้ามไม่ให้ ฌาน มัคค ผล อภิญญา สมาบัติ เกิดขึ้นได้

นิวรณ์ มี ๖ ประการ คือ 

๖.๑) กามฉันทนิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความชอบใจอยากได้ในกามคุณอารมณ์ เมื่อชอบใจและต้องการ แต่ในกามคุณอารมณ์แล้ว ก็ย่อมขาดสมาธิในอันที่จะทำ ความดี มีฌานและมัคคผลเป็นต้น

องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘

๖.๒) พยาปาทนิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความไม่ชอบใจในอารมณ์ เมื่อจิตใจ มีแต่ความขุ่นเคืองไม่ชอบใจแล้ว ก็ย่อมขาดปีติความอิ่มใจในการกระทำความดี มี ฌานเป็นต้น

องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒

๖.๓) ถีนมิทธนิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความหดหู่ท้อถอยในอารมณ์ เมื่อจิตใจ หดหู่ท้อถอยเสียแล้ว ก็ย่อมขาดวิตก คือไม่มีแก่ใจที่จะนึกคิดให้ติดอยู่ในอารมณ์ที่จะ กระทำความดี

องค์ธรรมได้แก่ ถีนเจตสิก มิทธเจตสิก ที่ในอกุสลสสังขาริกจิต ๕

๖.๔) อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะคิดฟุ้งซ่านรำคาญใจ เมื่อจิตใจ เป็นดังนี้ ก็ย่อมขาดความสุขใจในอันที่จะกระทำความดี

องค์ธรรมได้แก่ อุทธัจจ เจตสิก กุกกุจจเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒

๖.๕) วิจิกิจฉานิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความสงสัย ลังเลใจ เมื่อจิตใจเกิดความ ลังเลสงสัยเสียแล้ว ก็ย่อมขาดวิจารในอันที่จะพินิจพิจารณาในการกระทำความดี

องค์ธรรมได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก ที่ในวิจิกิจฉาสหคตจิต ๑

๖.๖) อวิชชานิวรณ์ ขัดขวางไว้เพราะความไม่รู้ มีการทำให้หลงลืม ก็ย่อมขาด สติ ไม่ระลึกถึงความดีที่ตนจะกระทำ

องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิกที่ในอกุสลจิต ๑๒

รวมนิวรณ์ มี ๖ แต่องค์ธรรมมีถึง ๘ องค์ธรรม คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก ถีนเจตสิก มิทธเจตสิก อุทธัจจเจตสิก กุกกุจจเจตสิก วิจิกิจฉาเจตสิก และ โมหเจตสิก

ผู้ที่ประหาร

– ในการเจริญสมถภาวนา ข่มนิวรณ์เพียง ๕ ประการ คือ ประการที่ ๑ ถึง ๕ ไว้ได้ โดยวิขัมภนปหาน ก็สามารถถึงฌานได้
– ส่วนการเจริญวิปัสสนาภาวนา ต้องประหารนิวรณ์ทั้ง ๖ ประการ โดย สมุจเฉทปหาน จึงจะบรรลุมัคคผล
– โสดาปัตติมัคค ประหาร วิจิกิจฉานิวรณ์
– อนาคามิมัคค ประหาร กามฉันทนิวรณ์ กุกกุจจนิวรณ์และพยาปาทนิวรณ์
– อรหัตตมัคค ประหาร นิวรณ์ที่เหลือนั้นได้หมดเล

หมายเหตุ : ถีนมิทธเจตสิก นั้นเป็นนิวรณ์ เป็น กิเลส แต่ ถีนมิทธ ที่เป็นธรรมประจำกาย นั้น ไม่ใช่นิวรณ์และไม่เป็นกิเล

กองที่ ๗.) อนุสัย

อนุสัย ความหมายคือ กิเลสอย่างละเอียดที่ตามนอนเนื่องอยู่ในจิตต สันดานของสัตว์ทั้งหลายเป็นประจำ ต่อเมื่อใดได้เหตุอันสมควรแล้ว ก็ปรากฏขึ้น เมื่อนั้น ธรรมเหล่าใดที่ตามนอนเนื่องอยู่ใน สันดานเป็นเนืองนิจ ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า อนุสัย

อนุสัย มี ๗ ประการ คือ

๗.๑) กามราคานุสัย สันดานที่ชอบใจในกามคุณอารมณ์ องค์ธรรมได้แก่ โลภ เจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘

๗.๒) ภวราคานุสัย สันดานที่ชอบใจในอัตภาพของตนและชอบใจในรูปภพ อรูปภพ องค์ธรรมได้แก่โลภเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔

๗.๓) ปฏิฆานุสัย สันดานที่โกรธเคือง ไม่ชอบใจในอารมณ์ องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒

๗.๔) มานานุสัย สันดานที่ทะนงตน ถือตัว ไม่ยอมลงให้แก่ใคร องค์ธรรม ได้แก่ มานเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔

๗.๕) ทิฏฐานุสัย สันดานที่มีความเห็นผิด องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ใน ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

๗.๖) วิจิกิจฉานุสัย สันดานที่ลังเลและสงสัยไม่แน่ใจ องค์ธรรมได้แก่ วิจิกิจฉา เจตสิก ที่ใน
วิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑

๗.๗) อวิชชานุสัย สันดานที่มีความลุ่มหลงมัวเมา เพราะไม่รู้เหตุผลตามความ เป็นจริง องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒

รวมอนุสัย มี ๗ แต่องค์ธรรมมีเพียง ๖ คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก มานเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก
วิจิกิจฉาเจตสิก และ โมหเจตสิก

ผู้ที่ประหาร

– โสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
– อนาคามิมัคค ประหาร กามราคานุสัย และ ปฏิฆานุสัย
– อรหัตตมัคค ประหาร อนุสัยที่เหลือนั้นทั้งหมด

กองที่ ๘.) สังโยชน์

สังโยชน์ ความหมายคือ 

– ธรรมเหล่าใดย่อมผูกสัตว์ทั้งหลายไว้ ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า สังโยชน์
– การผูกสัตว์ให้ติดอยู่ในวัฏฏทุกข์ ด้วยอำนาจไม่ให้ออกไปจากทุกข์ในวัฏฏะ โดยเหตุ ที่คร่าหรือดึงสัตว์ที่อยู่ในที่ไกลให้ลงมา นั้นชื่อว่า สังโยชน์
– สัตว์ทั้งหลายที่ถูกเชือก คือ สังโยชน ผูกคอไว้ในกามคุณทั้ง ๕ ซึ่งเปรียบ ด้วยเรือนจำ จึงไม่สามารถที่จะไปไหนได้เลย

สังโยชน์ หรือ สัญโญชน์ มี ๒ นัย คือ ตามนัยแห่งพระอภิธรรมและ ตามนัยแห่งพระสูตร ต่างก็มีจำนวนนัยละ ๑๐ ประการเท่ากัน เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่จะขอกล่าวเฉพาะสังโยชน์ตามนัยแห่งพระอภิธรรม มีดังนี้คือ

๘.๑) กามราคสังโยชน์ ได้แก่ โลภเจตสิกที่ในโลภมูลจิต ๘

๘.๒) ภวราคสังโยชน์ ได้แก่ โลภเจตสิกที่ในทิฏฐิวิปปยุตต ๔

๘.๓) ปฏิฆสังโยชน์ ได้แก่ โทสเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒

๘.๔) มานสังโยชน์ ได้แก่ มานเจตสิกที่ในทิฏฐิวิปปยุตต ๔

๘.๕) ทิฏฐิสังโยชน์ ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกในทิฏฐิสัมปยุตต ๔

๘.๖) สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกในทิฏฐิสัมปยุตต ๔

๘.๗) วิจิกิจฉาสังโยชน์ ได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิกที่ในวิจิกิจฉาจิต ๑

๘.๘) อิสสาสังโยชน์ ได้แก่ อิสสาเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒

๘.๙) มัจฉริยสังโยชน์ ได้แก่ มัจฉริยเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒

๘.๑๐) อวิชชาสังโยชน์ ได้แก่ โมหเจตสิกที่ในอกุสลจิต ๑๒

รวมสังโยชน์ตามนัยแห่งพระอภิธรรม มีองค์ธรรม ๘ คือ

โลภเจตสิก, โทสเจตสิก, มานเจตสิก, ทิฏฐิเจตสิก,วิจิกิจฉาเจตสิก, อิสสาเจตสิก, มัจฉริยเจตสิก และ โมหเจตสิก

เมื่อรวมองค์ธรรมของสังโยชน์ ตามนัยแห่งพระอภิธรรม และตามนัยแห่ง พระสูตรเข้าด้วยกันแล้ว ก็ได้ องค์ธรรม ๙ คือ โลภเจตสิก โทสเจตสิก มานเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก วิจิกิจฉาเจตสิก อิสสาเจตสิก มัจฉริยเจตสิก อุทธัจจเจตสิก และ โมหเจตสิกดังนั้นจึงกล่าวว่า สังโยชน์ มี ๑๐ ประการ รวมมีองค์ธรรม ๙

สังโยชน์นี้ ยังจำแนกได้เป็น ๒ จำพวก คือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ และ อุทธังภาคิยสังโยชน์

โอรัมภาคิยสังโยชน์ หมายความว่า สังโยชน์ ที่ผูกดึงสัตว์ไว้ในภูมิเบื้องต่ำ คือ กามภูมิ

อุทธังภาคิยสังโยชน์ หมายความว่า สังโยชน์ที่ผูกดึงสัตว์ไว้ในภูมิเบื้องสูงคือ รูปภูมิ และ อรูปภูมิ

ผู้ที่ประหาร เฉพาะตามนัยอภิธรรม

– กามราคสังโยชน์ และ ปฏิฆสังโยชน์ พึงประหารโดย อนาคามิมัคค
– มานสังโยชน์ พึงประหารโดย อรหัตตมัคค
– ทิฏฐิสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ พึงประหารโดย โสดาปัตติมัคค
– ภวราคสังโยชน์ พึงประหารโดย อรหัตตมัคค
– อิสสาสังโยชน์ และ มัจฉริยสังโยชน์ พึงประหารโดย โสดาปัตติมัคค
– อวิชชาสังโยชน์ พึงประหารโดย อรหัตตมัคค

กองที่ ๙.) กิเลส

กิเลส ความหมายคือ 

– ธรรมชาติใดย่อมทำให้เร่าร้อน ธรรมชาติ นั้นชื่อว่า กิเลส
– คือ จิตและเจตสิก ย่อมเศร้า หมองด้วยธรรมชาติใด ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการเศร้าหมองของสัมปยุตตธรรม นั้นชื่อว่า กิเลส
– ธรรมเหล่าใด ย่อมเศร้าหมอง ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า สังกิเลส เพราะอรรถว่ายังสัตว์ให้เร่าร้อน
– รวมหมายความว่า กิเลสเป็นสภาพธรรมที่เศร้าหมองและเร่าร้อน ซึ่งยังให้ สัตว์ทั้งหลายเศร้าหมองและเร่าร้อน

กิเลส มี ๑๐ ประการ คือ

๑๐.๑) โลภกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะยินดีชอบใจในอารมณ์ ๖ องค์ ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก ที่ในโลภมูลจิต ๘

๑๐.๒) โทสกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ชอบใจในอารมณ์ ๖ องค์ธรรม ได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒

๑๐.๓) โมหกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความมัวเมาลุ่มหลง ไม่รู้สึกตัว ปราศจากสติสัมปชัญญะ องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒

๑๐.๔) มานกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความทนงตนถือตัว องค์ธรรม ได้แก่ มานเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔

๑๐.๕) ทิฏฐิกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความเห็นผิดจากเหตุผลตาม ความเป็นจริง องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

๑๐.๖) วิจิกิจฉากิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความสงสัยลังเลใจใน พระ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น องค์ธรรมได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก ที่ในวิจิกิจฉา สัมปยุตตจิต ๑

๑๐.๗) ถีนกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะหดหู่ท้อถอยจากความเพียร องค์ ธรรมได้แก่ ถีนเจตสิก ที่ในอกุสลสสังขาริกจิต ๕

๑๐.๘) อุทธัจจกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะเกิดฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ องค์ธรรมได้แก่ อุทธัจจเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒

๑๐.๙) อหิริกกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ละอายในการกระทำบาป องค์ธรรมได้แก่ อหิริกเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒

๑๐.๑๐) อโนตตัปปกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่เกรงกลัวผลของการ กระทำบาป องค์ธรรมได้แก่ อโนตตัปปเจตสิก ที่ในอกุสลจิต ๑๒

รวมกิเลสมี ๑๐ องค์ธรรมก็คง ๑๐ เท่ากัน ชื่อของกิเลสและชื่อขององค์ ธรรมก็ตรงกัน

ผู้ที่ประหาร

– โสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏฐิ และ วิจิกิจฉา
– อนาคามิมัคค ประหาร โทสะ
– อรหัตตมัคค ประหาร กิเลสที่เหลือคือ โลภะ โมหะ มานะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ และอโนตตัปปะ ได้ทั้งหมด

อารัมมณธรรม คือ ธรรมที่เป็นอารมณ์ ๑๕๐ คูณด้วยกิเลส ๑๐ จึงเป็นกิเลส โดยพิสดาร ๑,๕๐๐

ที่แสดงกิเลส ๑,๕๐๐ นี้ เป็นการแสดงกิเลสตามธรรมที่เป็นอารมณ์ ทั้งภาย ในและภายนอก

อีกนัยหนึ่ง จำแนกกิเลสออกตามอาการของกิเลส ก็จำแนกได้เป็น ๓ จำพวก คือ

ก.) อนุสยกิเลส ได้แก่ กิเลสที่ตามนอนเนื่องอยู่ในสันดาน หมายความว่า กิเลสจำพวกนี้นอนสงบนิ่งอยู่ ยังไม่ได้ลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์ ซึ่งตัวเองก็ไม่สามารถรู้ ได้ และคนอื่นก็ไม่สามารถรู้ได้

ข.) ปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่ กิเลสที่เกิดอยู่ภายใน หมายความว่า กิเลสจำพวก นี้เกิดอยู่ในมโนทวารเท่านั้น คือลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์อยู่ในใจ ยังไม่ถึงกับแสดง ออกมาทางวาจาหรือทางกาย ซึ่งตัวเองรู้ ส่วนคนอื่นบางทีก็รู้บางทีก็ไม่รู้

ค.) วีติกกมกิเลส ได้แก่ กิเลสที่เกิดขึ้นภายนอก หมายความว่า กิเลสจำพวก นี้ได้ล่วงออกมาแล้วถึงกายทวาร หรือวจีทวาร อันเป็นการลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์อย่าง โจ่งแจ้ง

ตัณหา ๑๐๘

อารมณ์ตัณหา ๖ คือรูปตัณหา ๑, สัททตัณหา ๑, คันธตัณหา ๑, รสตัณหา ๑, โผฏฐัพพตัณหา ๑ และ ธัมมตัณหา ๑

ปวัตติอาการ คือ อาการที่เป็นไป ๓ ได้แก่ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ และ วิภวตัณหา ๑
อารมณ์ตัณหา ๖ คูณด้วยปวัตติอาการ ๓ เป็นตัณหา ๑๘

ตัณหา ๑๘ นี้ เกิดที่สัณฐานใน คือ เกิดภายใน ๑ และเกิดที่สัณฐานนอก คือ เกิดภายนอก ๑ รวมเป็น ๒ คูณกับตัณหา ๑๘ นั้น เป็นตัณหา ๓๖

ตัณหา ๓๖ นี้ เกิดได้ในกาลทั้ง ๓ คือ ปัจจุบันกาล ๑ อดีตกาล ๑ และ อนาคตกาล ๑ เอากาลทั้ง ๓ นี้คูณตัณหา ๓๖ นั้นอีก จึงรวมเป็นตัณหา ๑๐๘

อุปกิเลส ๑๖

เครื่องเศร้าหมอง อีกนัยหนึ่ง มีชื่อว่า อุปกิเลส มีจำนวน ๑๖ คือ

๑.) อภิชฌาวิสมโลภะ เพ่งเล็งอยากได้ของเขา องค์ธรรม โลภะ
๒.) โทสะ ร้ายกาจ ทำลาย องค์ธรรม โทสะ
๓.) โกธะ โกรธ เดือดดาล องค์ธรรม โทสะ
๔.) อุปนาหะ ผูกโกรธไว้ องค์ธรรม โทสะ
๕.) มักขะ ลบหลู่คุณท่าน องค์ธรรม ทิฏฐิ
๖.) ปลาสะ ตีเสมอ ยกตนเทียมท่าน องค์ธรรม มานะ
๗.) อิสสา ริษยา องค์ธรรม อิสสา
๘.) มัจฉริยะ ตระหนี่ องค์ธรรม มัจฉริยะ
๙.) มายา มารยา เจ้าเล่ห์ องค์ธรรม โลภะ
๑๐.) สาเถยยะ โอ้อวด องค์ธรรม มานะ
๑๑.) ถัมภะ หัวดื้อ องค์ธรรม มานะ
๑๒.) สารัมภะ แข่งดี องค์ธรรม มานะ
๑๓.) มานะ ถือตัว องค์ธรรม มานะ
๑๔.) อติมานะ ดูหมิ่นท่าน องค์ธรรม มานะ
๑๕.) มทะ มัวเมา องค์ธรรม โมหะ
๑๖.) ปมาทะ เลินเล่อ องค์ธรรม โมหะ

อ้างอิง 

๑.) คู่มือการศึกษา สมุจจยสังคหวิภาค พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๗ ThePathOfPurity
๒.) คู่มือการศึกษา สมุจจยสังคหวิภาค พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๗ มูลนิธิแนบมหานีรานนท์

ขอให้ ท่านผู้ได้อ่าน และ ท่านที่ให้การช่วยเหลือเผยแพร่การศึกษา ของท่านที่กล่าวถึงตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยครับ

ณัฏฐ สุนทรสีมะ