พระไตรปิฎกศึกษา
องค์ธรรม ๕ ประการนี้แลช่วยสนับสนุนสัมมาทิฏฐิ

****************
“สัมมาทิฏฐิ ซึ่งมีเจโตวิมุตติเป็นผล และมีเจโตวิมุตติเป็นผลานิสงส์ มีปัญญาวิมุตติเป็นผล และมีปัญญาวิมุตติเป็นผลานิสงส์ เพราะมีองค์ธรรมเท่าไรสนับสนุน”
“สัมมาทิฏฐิซึ่งมีเจโตวิมุตติเป็นผล และมีเจโตวิมุตติเป็นผลานิสงส์ มีปัญญาวิมุตติเป็นผล และมีปัญญาวิมุตติเป็นผลานิสงส์ เพราะมีองค์ธรรม ๕ ประการสนับสนุน คือ
๑. มีศีล สนับสนุน
๒. มีสุตะ สนับสนุน
๓. มีสากัจฉา สนับสนุน
๔. มีสมถะ สนับสนุน
๕. มีวิปัสสนา สนับสนุน
สัมมาทิฏฐิซึ่งมีเจโตวิมุตติเป็นผล และมีปัญญาวิมุตติเป็นผลานิสงส์ มีปัญญาวิมุตติเป็นผล และมีปัญญาวิมุตติเป็นผลานิสงส์ เพราะมีองค์ธรรม ๕ ประการนี้แลสนับสนุน”
ข้อความบางตอนใน มหาเวทัลลสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=12&siri=43

คำว่า “อัน…ช่วยเกื้อหนุนแล้ว” คือ ได้รับอุปการะแล้ว.
คำว่า “ความเห็นที่ถูกต้อง” คือ ความเห็นที่ถูกต้องในอรหัตตมรรค (ทางแห่งความเป็นพระอรหันต์) ความเห็นที่ถูกต้องในอรหัตตมรรคนั้นเกิดในขณะแห่งผล.
ที่ชื่อว่า มีความเห็นหลุดพ้น เพราะจิตเป็นผล เพราะความหลุดพ้นเพราะปฏิบัติทางจิตเป็นผลของท่าน.
ที่ชื่อว่ามีผลคือสิ่งที่ไหลออกมาจากความหลุดพ้นในทางจิตใจ เพราะผลคือสิ่งที่ไหลออกมากล่าวคือความหลุดพ้นในทางจิตใจของท่านมีอยู่.
แม้ในบทที่สองก็ทำนองเดียวกันนี้แหละ. และพึงทราบว่าในผลเหล่านี้ผลที่ ๔ ชื่อว่าความหลุดพ้น เพราะความรู้ชัด สิ่งที่เหลือเป็นความหลุดพ้นเพราะจิตใจ.
ในคำเป็นต้นว่า “อันศีลเกื้อหนุนแล้ว” ศีลอันมีความบริสุทธิ์ ๔ อย่างชื่อว่าศีล.
คำว่า “การฟัง” คือ การฟังเรื่องราวอันเป็นที่สบาย (ถูกอารมณ์).
คำว่า “สากัจฉา” ได้แก่ ถ้อยคำที่ตัดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในกัมมัฏฐาน.
คำว่า “สมถะ (ความสงบ)” ได้แก่ สมาบัติ ๘ ที่มีวิปัสสนารองรับ.
คำว่า “วิปัสสนา (ความเห็นแจ่มแจ้ง)” คือ การตามเห็น (อนุปัสสนา) ๗ อย่าง.
ก็แหละ พระอรหัตตมรรคย่อมเกิดขึ้นแล้วให้ผลแก่ผู้ที่กำลังบำเพ็ญ
ศีลอันมีความหมดจดสี่อย่าง
ฟังเรื่องราวอันเป็นที่สบาย
ตัดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในกัมมัฏฐาน
ทำงานในสมาบัติแปดที่มีวิปัสสนารองรับ
อบรมการตามพิจารณาเห็น ๗ อย่างอยู่.
……….
ข้อความบางตอนในอรรถกถามหาเวทัลลสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php…