ค. #ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์

ที่ท่านจำกัดไว้ว่า
ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์นั้น
เพราะบุคคลจะทำจิตของผู้อื่
ให้บริสุทธิ์ไม่ได้ แม้พระตถาคตเจ้าเอง
ก็ทรงเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น
ความเพียรพยายามเพื่อความบริสุทธิ์
แห่งจิตทุกคนต้องทำเอง
แม้เรื่องโลก ๆ เช่นการเรียนหนังสือ
การรับประทานอาหารทุกคน
ต้องเรียนเอง กินเอง
เรียนแทน กินแทนกันไม่ได้
ครูอาจารย์เป็นเพียงผู้บอก
พ่อแม่เป็นเพียงผู้หาอาหารให้ลูกเท่านั้น

บุคคลจะมีกำเนิดดีสักเท่าใดก็ตาม
ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่แล้ว
ย่อมต้องประสบทุกข์มากบ้างน้อยบ้าง
ตามฐานะของตน ๆ
แม้สุขที่ได้ก็ไม่ยั่งยืนและยังเจืออยู่
ด้วยทุกข์เสียเป็นส่วนมาก

ทั้งนี้เพราะยังมีกิเลสอยู่
จิตยังไม่บริสุทธิ์ เหมือนน้ำไม่บริสุทธิ์
กินเข้าไปพอระงับความกระหายได้ก็จริง

แต่ก็มีโทษแก่ร่างกายเจือปนอยู่ด้วย
ต้องคอยระวังคอยแก้ไขกันอยู่ตลอดเวลา
น่าเบื่อหน่าย ไม่มีที่สิ้นสุด
มองในแง่นี้แล้วการทำจิตให้บริสุทธิ์
เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับท่าน
ผู้ต้องการพ้นทุกข์โดยเด็ดขาด
ต้องการได้รับความสุขอันสมบูรณ์
และไม่เจือด้วยทุกข์
…………

การทำจิตให้บริสุทธิ์มี ๒ วิธี คือ วิธีทางโลก กับวิธีทางธรรม วิธีทางโลกนั้นทำให้บริสุทธิ์ได้อย่างขั้นโลก ๆ เช่น การมองคนอื่นในแง่ดี, การวิเคราะห์ตนเอง ยอมรับความจริงเช่นผิดก็ยอมรับว่าผิด แล้วทำใจให้สบายไม่ขุ่นหมองร้อนรน วิธีเหล่านี้เป็นวิธีทางจิตวิทยา

ส่วนวิธีทางธรรมมี ๒ วิธีคือ สมถวิธี การทำใจให้สงบปราศจากนิวรณ์เครื่องรบกวนใจ นิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทะ ความพอใจในกามคุณ, พยาบาท ความคิดปองร้าย, ถีนมิทธะ ความคร้านกายคร้านใจ, อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจและวิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลในกุศลธรรม เมื่อใจปราศจากนิวรณ์ ๕ แล้วย่อมมีความสุขสดใส มีความผ่องใสอยู่ภายใน เปรียบเหมือนน้ำที่ขุ่นเพราะผสมด้วยฝุ่นละออง หรือโคลนตม ดื่มไม่ได้ใช้ไม่ได้
…………

ต่อมาบุคคลผู้ฉลาดทำให้ตะกอนเหล่านั้นรวมตัวกันนอนอยู่ใต้ผิวน้ำด้วยวิธีใด วิธีหนึ่ง เช่นแกว่งสารส้ม เป็นต้น น้ำที่อยู่ข้างบนเป็นน้ำใสสะอาดควรดื่มควรใช้ แต่ต้องระวังการตัก หากตักแรงไปตะกอนจะฟุ้งขึ้นมากวนให้น้ำใสข้างบนเสียไป
…………

การทำจิตให้สงบด้วยสมาธิภาวนา หรือสมถวิธีก็เหมือนกัน กิเลสสงบลงไป แต่มิได้หมดไป มันสงบลงด้วยกำลังสมาธิ ต้องคอยระวังไว้ หากกระทบอารมณ์ยั่วยวนแรง ๆ โดยเฉพาะอารมณ์ทางกาม เมื่อกามราคะเกิดขึ้น ความสงบสดใสของดวงจิตนั้นก็เศร้าหมองไป ต้องทำกันใหม่ ลำพังแต่สมาธิภาวนานั้น ตัดกิเลสไม่ได้ เป็นแต่เพียงคุมไว้มิให้ฟุ้งขึ้นมาเหมือนหมอฉีดยา คุมโรค
…………..

อย่างไรก็ตาม สมาธิเป็นกำลังสำคัญของดวงจิต เหมือนกองทัพที่มีกำลังพลมาก สมบูรณ์ด้วยกำลังวังชา นายทัพคือจิต ย่อมอาศัยใช้ทำประโยชน์ต่าง ๆ ได้ แต่ถ้าขาดวิปัสสนาภาวนาอันเป็นตัวปัญญาเสียแล้วก็เหมือนนายทัพผู้มีกำลังพลที่โง่เขลา เพราะฉะนั้นสมาธิภาวนาจึงต้องได้รับอุปการะจากวิปัสสนาภาวนาด้วย จึงจะให้สำเร็จประโยชน์สมบูรณ์