อภัพบุคคล

อ่านว่า อะ-พับ-พะ-บุก-คน

ประกอบด้วยคำว่า อภัพ + บุคคล

(๑) “อภัพ”

บาลีเป็น “อภพฺพ” (อะ-พับ-พะ) มาจาก น (ไม่, ไม่ใช่) + ภพฺพ

(ก) “ภพฺพ” รากศัพท์มาจาก ภู (ธาตุ = มี, เป็น) + ณฺย ปัจจัย, ลบ ณฺ (ญฺย > ย), แผลง อู ที่ ภู เป็น โอ แล้วแปลง โอ เป็น อว (ภู > โภ > ภว), แปลง ว กับ ย เป็น พฺพ

: ภู + ณฺย = ภูณฺย > โภณฺย > ภวณฺย > ภวฺย > ภพฺพ แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ควรเป็น”

“ภพฺพ” ในบาลีใช้เป็นคุณศัพท์ หมายถึง –

(1) สามารถ, เหมาะสำหรับ, สมควร (able, capable, fit for)
(2) เป็นไปได้ (possible)

(ข) น + ภพฺพ แปลง น เป็น อ ตามกฎการเปลี่ยนรูปของ น เมื่อไปประสมกับคำอื่น คือ –

(1) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยสระ (อ- อา- อิ- อี- อุ- อู- เอ- โอ-) แปลง น เป็น อน- เช่น :

น + อามัย = อนามัย
น + เอก = อเนก

(2) ถ้าคำหลังขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แปลง น เป็น อ- เช่น :

น + นิจจัง = อนิจจัง
น + มนุษย์ = อมนุษย์

ในที่นี้ “ภพฺพ” ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ จึงแปลง น เป็น อ-

น + ภพฺพ = นภพฺพ > อภพฺพ (อะ-พับ-พะ) แปลว่า “สิ่งที่ไม่ควรเป็น” หมายถึง ไม่ควร, ไม่เหมาะ, เป็นไปไม่ได้ (impossible, not likely, unable)

“อภพฺพ” ในภาษาไทยใช้เป็น “อภัพ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“อภัพ, อภัพ- : (คำวิเศษณ์) ไม่สมควร, เป็นไปไม่ได้. (ป. อภพฺพ; ส. อภวฺย).”

(๒) “บุคคล”

บาลีเป็น “ปุคฺคล” (ปุก-คะ-ละ) รากศัพท์มาจาก –

(1) ปุ (นรก) + คลฺ (ธาตุ = เคลื่อน) + อ ปัจจัย, ซ้อน คฺ

: ปุ + คฺ + คลฺ = ปุคฺคลฺ + อ = ปุคฺคล แปลตามศัพท์ว่า “ผู้เคลื่อนไปสู่นรก”

(2) ปูติ (ของบูดเน่า) + คลฺ (ธาตุ = กิน) + อ ปัจจัย, รัสสะ อู ที่ ปู-(ติ) เป็น อุ แล้วลบ ติ (ปูติ > ปุติ > ปุ), ซ้อน คฺ

: ปูติ > ปุติ > ปุ + คฺ + คลฺ = ปุคฺคลฺ + อ = ปุคฺคล แปลตามศัพท์ว่า “ผู้กินอาหารคือของบูดเน่า”

(3) ปุคฺค (อาหารที่ยังอายุของสัตว์ให้เต็ม) + ลา (ธาตุ = กิน) + อ ปัจจัย, ลบ อา ที่ ลา (ลา > ล)

: ปุคฺค + ลา = ปุคฺคลา > ปุคฺคล + อ = ปุคฺคล แปลตามศัพท์ว่า “ผู้กินอาหารที่ยังอายุของสัตว์ให้เต็มเป็นไป” (คือต้องกินจึงจะมีชีวิตอยู่ได้)

(4) ปูร (เต็ม) + คล (เคลื่อน), รัสสะ อู ที่ ปู-(ร) เป็น อุ แล้วลบ ร (ปูร > ปุร > ปุ), ซ้อน คฺ ระหว่าง ปูร + คล

: ปูร > ปุร > ปุ + คฺ + คล = ปุคฺคล แปลตามศัพท์ว่า “ผู้ทำหมู่สัตว์โลกให้เต็มและเคลื่อนไปสู่ธรรมดาคือจุติและอุบัติ” (คือเกิดมาทำให้โลกเต็มแล้วก็ตาย)

“ปุคฺคล” ในบาลีหมายถึง –

(1) ปัจเจกชน, บุคคล, คน (an individual, person, man)
(2) สัตว์, สัตว์โลก (being, creature)

“ปุคฺคล” ใช้ในภาษาไทยว่า “บุคคล” (อ่านว่า บุก-คน, ถ้ามีคำอื่นมาสมาสข้างท้ายอ่านว่า บุก-คะ-ละ-, บุก-คน-ละ-)

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 บอกไว้ว่า –

“บุคคล, บุคคล- : (คำนาม) คน (เฉพาะตัว); (คำที่ใช้ในกฎหมาย) คนซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เรียกว่า บุคคลธรรมดา; กลุ่มบุคคลหรือองค์กรซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เรียกว่า นิติบุคคล. (ป. ปุคฺคล; ส. ปุทฺคล).”

ต่อมา พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ปรับแก้คำนิยามเหลือเพียง –

“บุคคล, บุคคล- : (คำนาม) คน (เฉพาะตัว); (คำที่ใช้ในกฎหมาย) บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล. (ป. ปุคฺคล; ส. ปุทฺคล).”

อภพฺพ + ปุคฺคล = อภพฺพปุคฺคล (อะ-พับ-พะ-ปุก-คะ-ละ) แปลว่า “บุคคลผู้ไม่สมควรที่จะเป็น”

“อภพฺพปุคฺคล” ในภาษาไทยใช้เป็น “อภัพบุคคล” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บอกไว้ว่า –

“อภัพบุคคล : (คำนาม) คนไม่สมควร. (ป. อภพฺพปุคฺคล).”

ขยายความ :

ในทางธรรม “อภัพบุคคล” หมายถึง ผู้ที่เมื่ออยู่ในฐานะระดับหนึ่งจะไม่ทำเช่นนั้น หรือไม่มีทางที่จะเป็นเช่นนั้นไปได้ เช่น

– พระอรหันต์จะไม่ละเมิดเบญจศีลโดยเด็ดขาด
– ผู้ที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่จะบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคลไม่ได้เป็นเด็ดขาด

ทั้งนี้โดยที่ระดับจิตของบุคคลเช่นนั้นจะเป็นตัวกำหนดให้เป็นไปเช่นนั้นเอง

แต่ในระดับสังคม “อภัพบุคคล” รวมทั้งที่ตรงกันข้ามคือ “ภัพบุคคล” อาจหมายเพียงแค่คนที่สมควรหรือไม่สมควรที่จะอยู่ในฐานะนั้นๆ ได้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ หรือได้ทำหน้าที่นั้นๆ เป็นต้น ทั้งนี้ย่อมเป็นไปตามกฎเกณฑ์ เงื่อนไข หรือค่านิยมที่สังคมนั้นๆ กำหนดขึ้นสำหรับเรื่องนั้นๆ

ใครทำตัวให้มีหรือให้ได้คุณสมบัติครบตามเกณฑ์ คนนั้นก็เป็น “ภัพบุคคล” คนที่สมควร ใครทำเช่นนั้นไม่ได้ก็เป็น “อภัพบุคคล” คนที่ไม่สมควร

…………..

ดูก่อนภราดา!

: คะแนนเสียงอาจส่งอันธพาลให้เข้าไปนั่งในสภา
: แต่อกุศลกรรมที่ทำมาไม่เคยส่งใครให้ขึ้นสวรรค์

==================

เพิ่มเติม คำว่า “บุคคล” ในพุทธศาสนา

ภพฺพาคมโน (ภัพพาคะมะโน บุคคล)

บุคคลผู้ถึงความเป็นผู้ควรเพื่อบรรลุโลกุตตรธรรม คือ มรรค ผล นิพพาน ได้ ต้องประกอบด้วย…
– ไม่ประกอบด้วยกัมมาวรณ์เครื่องกั้น คือกรรม ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕ (ฆ่ามารดา,ฆ่าบิดา,ฆ่าพระอรหันต์,ทำโลหิตุปบาท,ทำสังฆเภท)
– ไม่ประกอบด้วยกิเลสสาวรณ์ เครื่องกั้นคือกิเลส ได้แก่ นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ ประการ (อกิริยทิฏฐิ, อเหตุกทิฏฐิ,นัตถิกทิฏฐิ)
– ไม่ประกอบด้วยวิปากาวรณ์ เครื่องกั้นคือวิบาก ได้แก่อเหตุกปฏิสนธิ และทวิเหตุกปฏิสนธิ (คือเกิดเป็นสัตว์ในอบายภูมิ ๔, และเป็นมนุษย์หรือเทวดาชั้นต่ำที่บ้า ใบ้ บอด หนวก มาแต่กำเนิด, และเป็นทวิเหตุกบุคคล คือบุคคลที่เกิดมาพร้อมด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ อโลภเหตุ, อโทสเหตุ)
– เป็นผู้มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา (เป็นติเหตุกบุคค คือปฏิสนธิมาด้วยเหตุ ๓ คือ อโลภเหตุ, อโทสเหตุ, อโมหเหตุ)…
จัดเป็นภัพพบุคคล คือผู้ที่สมควรบรรลุมรรคผลได้ในชาตินั้น ๆ (แต่ก็ต้องประกอบด้วยธรรมอย่างอื่น ๆ ด้วย)

สรุปว่า ผู้ที่เป็นผู้ควรจะได้บรรลุโลกุตตรธรรมนั้น จะต้องพร้อมด้วยองค์คุณในเบื้องต้น ๗ ประการ คือ

๑. ติ : เป็นติเหตุกบุคคล คือบุคคลผู้ปฏิสนธิมาด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ อโลภเหตุ, อโทสเหตุ, อโมหเหตุ (สชาติกปัญญา)
๒. สร้าง : เป็นผู้ได้สร้างสมอบรมบารมีเพื่อจะได้บรรลุธรรมในกาลก่อน ๆ มาพอสมควร (ปุพเพกตปุญญตา)
๓. เพียร : มีความเพียรเป็นไปติดต่ออย่างมั่นคง
๔. วิ : เจริญวิปัสสนาได้อย่างถูกต้อง
๕. สถาน : อยู่ในสถานที่ ที่เหมาะสม เป็นสัปปายะ เหมาะแก่การปฏิบัติ
๖. กาล : ต้องใช้กาลเวลาพอสมควร และมีกาลสมบัติประกอบ
๗. ปลิโพธิ : ต้องตัดปลิโพธิ ความกังวลทั้ง ๑๐ ประการ ให้ได้ก่อน

ข้างฝ่ายผู้ได้ชื่อว่า “อภัพพาคมโน” (ผู้ถึงความเป็นผู้ไม่ควรเพื่อบรรลุโลกุตตระธรรม) พึงทราบตามนัยะที่ตรงกันข้าม

ปุคคลบัญญัติ (การบัญญัติ ชื่อว่า บุคคล) ในพุทธศาสนา มีหลายนัยะ เช่น
– บุคคล ๓ (อเหตุกบุคคล, ทวิเหตุกบุคคล, ติเหตุกบุคคล)
– บุคคล ๔ (ทุคคติอเหตุกบุคคล, สุคติอเหตุกบุคคล, ทวิเหตุกบุคคล, ติเหตุกบุคคล)
– บุคคคล ๘ (โสดาปัตติมรรค-ผล, สกทาคามิมรรค-ผล, อนาคามิมรรค-ผล, อรหัตตมรรค-ผลบุคคล นับเป็นคู่ ๆ ๔ คู่ ๘ บุคคล)
– บุคคล ๑๒ (ทุคคติอเหตุกบุคคล, สุคติอเหตุกบุคคล, ทวิเหตุกบุคคล, ติเหตุกปุถุชน, โสดาปัตติมรรค-ผล, สกทาคามิมรรค-ผล, อนาคามิมรรค-ผล, อรหัตตมรรค-ผลบุคคล) (เอาบุคคล ๔ กับบุคคล ๘ รวมกัน ๔+๘)

นอกจากนี้ ยังมีศัพท์บัญญัติเกี่ยวกับบุคคล อีกมากมาย เช่น
– ปุถุชน, โคตรภูบุคคล, อริยบุคคล (โคตรภูบุคคล มี ๒ อย่าง คือ)
๑. ข้ามโคตรกามบุคคล ไปสู่ฌานลาภีบุคคล (เกิดในอาทิกัมมิกฌานวิถี)
๒. ข้ามโคตรปุถุชน ไปเป็นอริยบุคคล (เกิดในโสดาปัตติมรรควิถี)
– กามบุคคล- ฌานลาภีบุคคล, ฌานบุคคล, มหัคคตบุคคล…
– เตวิชชบุคคล …บุคคลผู้ได้วิชชา ๓
– ฉฬภิญญบุคคล บุคคลผู้ได้อภิญญา ๖
– ……….ฯลฯ………

บุคคลที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์ปุคคลบัญญัติ คือ

๑. สมยวิมุตติบุคคล บุคคลผู้บรรลุโดยสมัย หมายเอาพระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุตามลำดับ คือเจริญสมถกรรมฐาน ได้ฌานแล้ว, ทำฌานนั้นให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนาโดยมีองค์ฌานนั้น ๆ เป็นอารมณ์…และได้บรรลุมรรค-ผลตามลำดับ
๒. อสมยวิมุตติบุคคล บุคคลผู้ได้บรรลุโดยมิใช่สมัย คือบุคคลผู้เจริญวิปัสสนาล้วนแล้วได้บรรลุมรรค-ผล เป็นประเภทสุกขวิปัสสกบุคคล
๓. กุปปธัมมบุคคล บุคคลผู้มีธรรมอันกำเริบได้ …ปุถุชนผู้ได้ฌาน…ฌานนั้น ๆ อาจเสื่อมได้
๔. อกุปปธัมมบุคคล บุคคลผู้มีธรรมอันกำเริบไม่ได้ …ได้แก่พระอริยบุคคลผู้ได้มรรค นั้น ๆ , มรรค นั้น ๆ ย่อมไม่เสื่อม, หรือพระอนาคามี, พระอรหันต์ ได้โลกียฌาน โลกียฌานนั้น ๆ ก็ไม่เสื่อม…
๕. ปริหารธัมมบุคคล บุคคลผู้มีธรรมยังเสื่อมได้ คือบุคคลผู้มีธรรมยังกำเริบได้นั่นแล
๖. อปริหารธัมมบุคคล บุคคลผู้มีธรรมอันไม่เสื่อม คือบุคคลผู้มีธรรมอันกำเริบไม่ได้นั่นแล
๗. เจตนาภัพพบุคคล บุคคลผู้ควรเพื่อถึงความไม่เสื่อม เพราะเจตนาเอาใจใส่ คือ บุคคลผู้ได้รูปสมาบัติ ยังไม่คล่องแคล่วชำนาญ เมื่อเอาใจใส่อยู่ย่อมไม่เสื่อมจากสมาบัตินั้น
๘. อนุรักขนาภัพพบุคคล บุคคลผู้ควรเพื่อถึงความไม่เสื่อมด้วยคอยรักษาไว้ คือบุคคลได้รูปสมาบัติหรืออรูปสมาบัติ ยังไม่คล่องแคล่วชำนาญเมื่อคอยรักษาอยู่ย่อมไม่เสื่อมจากสมาบัตินั้น
๙. ปุถุชนบุคคล บุคคลผู้หนาด้วยกิเลส ผู้ยังไม่ได้บรรลุมรรค-ผล ปถุชน มี ๒ ประเภทคือ)
๑) อันธปุถุชน  ปุถุชนผู้บอด  คือ ประพฤติในอกุศลกรรมบถประจำ
๒) กัลยาณปุถุชน  คือ ปุถุชน ผู้มีศีล มีธรรม ประพฤติในกุศลกรรมบถ
๑๐. โคตรภูบุคคล บุคคลผู้กำลังข้ามโคตรกามบุคคลไปเป็นฌานลาภีบุคคล หรือ กำลังข้ามโคตรปุถุชนไปเป็นพระอริยบุคคล
๑๑. ภยูปรตบุคคล บุคคลผู้งดเว้นเพราะความกลัว ได้แก่พระเสขบุคคล ๗ และปุถุชนผู้มีศีล ปุถุชนกลัวภัย ๔ คือทุคคติภัย ภัยคือทุคคติ วัฏฏภัย ภัยคือวน กิเลส กรรม วิบาก กิเลสภัย ภัยคือกิเลส อุปวาทภัย ภัยคือความติเตียน จึงงดเว้นบาป พระเสขบุคคลแม้ตั้งอยู่ในอริยมรรค อริยผล ก็ยังกลัวภัย ๓ เว้นทุคคติภัย
๑๒. อภยูปรตบุคคล บุคคลผู้ไม่ต้องงดเว้นเพราะกลัวภัย คือเป็นผู้เว้นโดยอัตโนมัติเพราะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ย่อมไม่กลัวภัย ทั้ง ๔ อย่าง
๑๓. ภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ถึงความเป็นผู้ควรเพื่อบรรลุโลกุตตรธรรม เพราะไม่ประกอบด้วยอาวรณธรรม
๑๔. อภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ถึงความเป็นผู้ไม่ควรเพื่อบรรลุโลกุตตรธรรม เพราะอาวรณ์ทั้ง ๓ (กัมม,วิบาก,กิเลส)
๑๕. นิยตบุคคล บุคคลผู้เที่ยงแท้ คือเที่ยงต่อการไม่ไปสู่อบายภูมิ และเที่ยงต่อการบรรลุพระนิพพาน ได้แก่พระอริยบุคคล,  และบุคคลผู้เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิบุคคล, และปัญจานันตริยกรรมบุคคล จัดว่าเป็นผู้เที่ยงต่ออบายภูมิ ในลำดับแห่งจุติและปฏิสนธิในภพที่สองหลังจากตายไปแล้วในภพนั้น ๆ
๑๖. อนิยตบุคคล บุคคลผู้จัดว่าไม่เที่ยง โดยคติเป็นที่ไป ได้แก่ปุถุชนทั้งปวง (เว้นนิยตบุคคล)
๑๗. ปฏิปันนกบุคคล บุคคลผู้ปฏิบัติกิจสำเร็จแล้ว คือกิจเพื่อทำให้ถึงซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ ได้ปฏิบัติแล้ว)
๑๘. ผเลฏฐิตบุคคล บุคคลผู้ตั้งอยู่ในผลบุคคล (ผลบุคคล ๔ โสดาปัตติผล, สกทาคา, อนาคา,อรหัตตผล)
๑๙. อรหันตบุคคล บุคคลผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว
๒๐. อรหัตตาย ปฏิปันนบุคคล บุคคลผู้กำลังปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์