พระอภิธัมมัตถสังคหะ

เปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่าง สมถะ และ วิปัสสนา (แก้ไขปรับรุงครั้งที่ ๓)

สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงยังสมาธิให้เกิดขึ้น เธอผู้ที่มีจิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง

คำถาม จากพุทธพจน์นี้ บ่งบอกถึงการรู้เห็นตามความเป็นจริงเมื่อจิตตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ, อยากเรียนถามว่า อาฬารดาบส กาลามโคตร กับอุททกดาบส รามบุตร (ผู้ที่พระสิทธัตถะสมณโคดมโพธิสัตว์เจ้าเข้าไปศึกษาอยู่กับสำนักของท่านทั้ง ๒), ก็ดาบสทั้ง ๒ ต่างก็เข้าถึงสมาธิอันสูงสุด แต่ทำไม ความจริงอันประเสริฐที่เป็นผลจากการเข้าถึงสมาธิธรรมนั้น จึงไม่ปรากฎแก่ท่านครับกระผม

คำตอบ ถ้าเข้าใจในความแตกต่างของสมาธิในสมถภาวนาล้วน จนได้องค์ฌานอันแนบแน่น กับ สมาธิที่ตั้งอยู่ในอารมณ์ของปัญญา คือ ขณะเจริญสติปัฏฐานเท่านั้น หรือ ที่เรียกว่าสมาธิในองค์มรรค ก็จะสามารถหาคำตอบได้

คำตอบ มีอยู่ดังนี้ครับ

ความแตกต่างระหว่าง
สมถะ และ วิปัสสนา

๑.) โดยปรารภผล

สมถะ – เพ่ง เพื่อให้จิตสงบ ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว
วิปัสสนา – เพ่ง เพื่อรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง

๒.​) โดยสภาวธรรม

สมถะ – มีสมาธิ คือ เอกัคตาเจตสิก ที่ให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์
วิปัสสนา – มีปัญญา รู้รูปนามว่า ไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา

สมถะ – เป็นไปด้วยอำนาจของสมาธิ ได้แก่ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ เป็น เอกัคคตาเจตสิก ที่รวบรวมสัมปยุตธรรมให้ตั้งมั่นในอารมณ์อันเดียว
วิปัสสนา – เป็นไปด้วยอำนาจของปัญญา ถึงจะมีสมาธิประกอบได้แก่ ขนิกสมาธิ แต่เป็นสมาธิเพื่อพิจารณารูปนาม หรือสมาธิที่ตั้งอยู่ในอารมณ์ของปัญญา(เปลี่ยนแปลงการ พิจารณารูปนามได้ตลอดไม่นิ่ง แนบแน่น)

๓.) ​โดยอารมณ์

สมถะ – มีนิมิตบัญญัติเป็นอารมณ์กรรมฐานเป็นส่วนมาก เพราะต้องการความความมั่นคง
วิปัสสนา – ต้องมีรูปนาม เป็นอารมณ์ เพราะต้องเป็นอารมณ์ที่มีการ เกิด-ดับ ตรงตามธรรมชาติที่เป็นความจริง

สมถะ (กรรมฐาน ๔๐) ใช้บัญญัติเป็นอารมณ์ มี ๔๐ คือ

– กสิน ๑๐
– อสุภ ๑๐
– อนุสสติ ๑๐
– อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑
– จตุธาตุววิตถานะ ๑
– อัปปมัญญา หรือ พรหมวิหาร ๔
– อรูปกรรมฐาน ๔

วิปัสสนา (กรรมฐาน ๔๐) ใช้ปรมัตถธรรม คือ รูป นาม ขันธ์ อายตนะ ธาตุ เป็นอารมณ์ มี ๔๐ คือ

– อนิจจลักขณะ ๑๐
– ทุกขลักษณะ ๒๕
– อนัตตลักษณะ ๕

๔.) โดยการละกิเลส

สมถะ – ละกิเลสอย่างกลาง ปริยุฏฐานกิเลส
วิปัสสนา – ละกิเลสอย่างละเอียด อนุสัยกิเลส

๕.) โดยอาการที่ละกิเลส

สมถะ – ละด้วยการข่มไว้ เป็น วิกขัมภนปหาน
วิปัสสนา – ละด้วยการขัดเกลาเป็นขณะๆ เป็น ตทังคปหาน

๖.) โดย​อานิสงส์

สมถะ – ให้อยู่สุขด้วยการข่มกิเลส และให้ไปเกิดในพรหมโลก
วิปัสสนา – เพื่อละวิปลาสธรรม และเข้าถึงความพ้นทุกข์ คือ พระนิพพาน และถึงความไม่เกิดเป็นที่สุด

สมถะ – เป็นไปอยู่ในวัฏฏะ จิตเป็นสุขเยือกเย็น ปราศจากอภิชฌาและโทมนัส เข้าสมาบัติได้ ได้อภิญญาทั้ง ๕ ไปเกิดในสุคติพรหมโลก
วิปัสสนา – เป็นไปเพื่อออกจากวัฏฏะ มีอาสวขัย หรือ ความสิ้นกิเลสเป็นอานิสงส์

๗.) โดย​ลักษณะ

สมถะ – มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ
วิปัสสนา – รู้แจ้งแทงตลอดในสภาวธรรมตามความเป็นจริง โดยมี รูป นาม ที่เป็นความจริง เป็นลักษณะ

๘.) โดยกิจ

สมถะ – กำจัดนิวรณ์
วิปัสสนา – กำจัดความไม่รู้ (อวิชชา หรือ โมหะ) ที่ปิดบังสภาวธรรมทั้งหลายอยู่

๙.) โดยปัจจุปัฏฐาน

สมถะ – มีความไม่หวั่นไหว อารมณ์ตั้งมั่น
วิปัสสนา – ไม่เข้าใจผิดในธรรมทั้งปวง

๑๐.) โดยปทัฏฐาน

สมถะ – มีความสุข เมื่อใจเป็นสุข ย่อมไม่กวัดแกว่งไปในกามทั้งหลาย จึงสงบนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเป็นที่พอใจ ดังนั้นสุขเวทนาจึงเป็นเหตุให้ได้สมาธิ (หากผู้เจริญมีความทุกข์เวทนาอยู่ จิตใจยากที่จะทำสมาธิให้เกิดขึ้นได้)
วิปัสสนา – มีสมาธิ (ขนิกสมาธิ) เป็นปทัฎฐาน คือ มีสมาธิเป็นบาทของวิปัสสนา

๑๑.​) บุคคลชนิดใดจะทำได้

สมถะ

– ปฏิสนธิด้วยไตรเหตุ
– ไม่ประกอบด้วยความเห็นผิด
– ไม่เคยทำอนันตริยกรรม (กรรมหนัก) นอกจากนั้นยังต้องมีธรรมที่เป็นกุศลมาช่วยอุดหนุนอีก

วิปัสสนา

– ปฏิสนธิด้วยไตรเหตุ
– ไม่เป็นมิจฉาทิฏฐิ
– ไม่เคยทำอนันตริยกรรม (กรรมหนัก)

๑๒.) จริตที่เลือกใช้

สมถะ – มี ๖ คือ ราคะจริต, โทสจริต, โมหะจริต, ศรัทธาจริต, วิตกจริต, พุทธจริต
วิปัสสนา – มี ๒ คือ ตัณหาจริต กับ ทิฎฐิจริต

๑๓.) มีปลิโพธิ (ความกังวล) ๙ อย่าง คือ

สมถะ

– ญาติปลิโพธิ
– อาวาสปลิโพธิ
– สกุลปลิโพธิ
– ลาภปลิโพธิ
– คณะปลิโพธิ
– กัมมปลิโพธิ
– อัทธานะปลิโพธิ
– อาพาธปลิโพธิ
– คันถปลิโพธิ

วิปัสสนา

– มีปลิโพธิเช่นเดียวกับสมถะแต่เพิ่ม อิทธิปลิโพธิ อีก ๑ รวมเป็นปลิโพธิ ๑๐ คือ

– โอภาส
– ญาณ
– ปีติ
– ปัสสิทธิ
– สุข
– อธิโมกข์
– ปัคคาหะ
– อุปฏฐานะ
– อุเบกขา
– นิกันติ

* นอกจากนั้นยังมี วิปัสสนูกิเลส ๑๐ ระหว่างปฏิบัติผ่านญาณที่ ๔-๑๑

๑๔.) โดยวิธีทำ

สมถะ – ต้องทำในอารมณ์เดียว หากมีนิวรณ์ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นข้าศึกแก่ฌาน
วิปัสสนา – ทำได้ในอารมณ์ทั้ง ๖ ทวาร และใช้นิวรณ์ทั้ง ๕ มาเป็นอารมณ์กรรมฐานได้ (ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) และต้องเป็นปัจจุบันอารมณ์

๑๕.) ​โดยบำเพ็ญภาวนา

สมถะ – ต้องใช้อินทรีย์ทั้ง ๕ คือ ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา
วิปัสสนา – ต้องใช้อินทรีย์ทั้ง ๕ คือ ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา

๑๖.) โดยลำดับ

สมถะ

– มี ฌาน ๕ องค์

๑.) ปฐมฌาน มี ​วิตก ​วิจาร ​ปีติ ​สุข ​เอกัคตา
๒.) ทุติยฌาน มี ​วิจาร ​ปีติ ​สุข ​เอกัคตา
๓.) ตติยฌาน มี ​ปีติ สุข ​เอกัคตา
๔.) จตุถฌาน มี สุข เอกัคตา​ ​สุข เอกัคตา
๕.) ปัญจฌาน มี อุเบกขา เอกัคตา

วิปัสสนา

– มี ๑๖ ญาณ ทั้งโลกีย์ และโลกุตระ

๑.) นามรูปปริจเฉทญาณ (มีแต่รูปนามเท่านั้นโดยกำหนดนามรูปให้แยกออกจากกัน)
๒.) ปัจจยปริคหญาณ (รูปนามทั้งหลายเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย)
๓.) สัมมสนญาณ (เปลี่ยนอิริยาบถ รูปนามทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่เห็นต่อเมื่ออิริยาบถนั้นเปลี่ยนแล้ว จึงยังไม่ใช่เห็นปัจจุบัน)
๔.) อุทยัพพยญาณ (ไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ก็เห็นรูปนามทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วดับไป ถือเป็นปัจจุบันธรรม)
๕.) ภังคญาณ (จิตจับอยู่ในความดับไม่เอาใจใส่ความเกิด เห็นเด่นชัดแต่เฉพาะความดับของนามรูปทั่วทุกอารมณ์ เกิดปัญญาเห็นสภาพธรรมการดับของทุกข์ อนัตตา อนิจจัง)
๖.) ภยญาณ (เห็นรูปนามเป็นภัย น่าเกรงกลัว เป็นโทษ ไม่ใช่ความสุข)
๗.) อาทีนวญาณ (เห็นรูปนามมีแต่โทษไม่มีคุณ เต็มไปด้วยความทุกข์อยู่ทุกๆอิริยาบถ ต้องผลัดเปลี่ยนแก้ทุกข์อยู่เสมอ)
๘.) นิพพิทาญาณ (เบื่อหน่ายในรูปนาม จิตคิดจะพ้นจากรูปนาม)
๙.) มุญจิตุกัมมยตาญาณ (เบื่อหน่ายในรูปนาม จิตคิดจะพ้นจากรูปนาม)
๑๐.) ปฏิสังขาญาณ (จิตไม่มีอภิชฌาและโสมนัส ในสังขารรูปนามนั้น เพราะรู้ว่าพ้นจากรูปนามไม่ได้ รูปนามเป็นวิบากเกิดด้วยเหตุปัจจัย)
๑๑.) สังขารุเบกขาญาณ (จิตวางเฉยในรูปนาม คือจิตไม่มีอภิชฌาและโสมนัส ในสังขารรูปนามนั้น เพราะรู้ว่าพ้นจากรูปนามไม่ได้ รูปนามเป็นวิบากเกิดด้วยเหตุปัจจัย)
๑๒.) อนุโลมญาณ (เกิดในวิถีของโลกุตระ รู้แจ้งอริยสัจทั้ง ๔ ประหารกิเลสเป็นสมุจเฉท)
๑๓.) โคตรภูญาณ (เกิดในวิถีของโลกุตระ รู้แจ้งอริยสัจทั้ง ๔ ตัดกระแสเชื้อปุถุชน ประหารกิเลส เป็นสมุจเฉท)
๑๔.) มัคคญาณ (ปัญญาที่ประกอบในมรรคจิตจัดเข้าเป็นวิสุทธิ ๗)
๑๕.) ผลญาณ (ผลจิตเกิด เสวยวิมุติสุขในอารมณ์พระนิพพาน จิตก็ตกภวังค์ต่อไป)
๑๖.) ปัจจเวกขณญาณ (จิตตัดกระแสภวังค์ ขึ้นมโนทวาร พิจารณากิเลสที่เหลืออยู่และกิเลสที่หมดไป)

อธิบาย

เรื่องความแตกต่างระหว่าง สมถะและวิปัสสนา ตามนัยมหาสติปัฏฐาน ดังกล่าว ขอลำดับความอ้างอิงจาก พระอภิธัมมัตถสังคหะ กัมมัฏฐานสังคหวิภาค พระอรรถกถาวิสุทธิมรรค วิสุทธิ ๗ สรุปได้ดังนี้

ในมหาสติปัฏฐาน ๔ พระพุทธองค์ตรัสว่า ให้เจริญ สมถะ และ วิปัสสนา เพื่อหนทางสู่พระนิพพาน

สมถะกรรมฐานคืออะไร

คือการปฏิบัติ (เพ่ง) เพื่อให้จิตสงบ มีนิมิตบัญญัติเป็นอารมณ์กรรมฐานเป็นส่วนมากเพราะต้องการความมั่นคง มีสมาธิ (อุปจารสมาธิ , อัปปนาสมาธิ) ให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์ คือ เอกัคคตาเจตสิก สามารถเพียงละกิเลสอย่างกลาง ปริยุฏฐาน (ละกิเลสไม่หมด) โดยละด้วยการข่มไว้ เป็น วิกขัมภนปหาน ผลของอานิสงส์ ทำให้สุขด้วยการข่มกิเลส เมื่อตายก็ไปเกิดเป็นพรหม หมดอานิสงส์ก็ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก

อารมณ์ของสมถกรรมฐานมี ๔๐ อย่าง คือ กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถานะ ๑ อัปปมัญญา หรือ พรหมวิหาร ๔ และ อรูปกรรมฐาน ๔

การปฏิบัติสมถะ มีมานานก่อนเกิดพระพุทธศาสนา นักบวชสมัยก่อน ครูทั้ง ๒ รวมทั้งพระพุทธองค์เองก็ปฏิบัติสมถะมาก่อน จนกระทั่งพระพุทธองค์พบว่าการปฏิบัติสมถะ ไม่ใช่ทางปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์โดยตรง ทั้งยังไม่เป็นเหตุให้เข้าถึงอริยสัจ ๔ ประการ กล่าวคือ

เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้แจ้งว่าขันธ์ ๕ (ย่อลงคือ รูป นาม) นั้นเป็นทุกข์ นอกนั้นไม่มี โดยมีที่มาและหนทาง คือ กิจ ที่จะให้รู้ความจริง เมื่อรู้แล้ว จะทำให้หมดจากกิเลสเด็ดขาด ดับทุกข์ เป็นสมุทเฉท นั่นคือ

อริยสัจธรรม ๔ ประการ โดยกิจ ๔ ประการ นี้ย่อมดำเนินไปในคราวเดียวกัน คือ

๑.) ขณะที่กำหนด นามรูป เป็นอารมณ์สติปัฏฐาน คือ กิจในการกำหนด รู้ทุกข์ ทุกขสัจจะ
๒.) ขณะพิจารณา นามรูป ที่ปรากฏอยู่แต่ในอารมณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้ ความยินดี ยินร้าย อภิชฌา และโสมนัส ไม่สามารถ เกิดขึ้นได้ คือกิจในการ ละสมุทัย สมุทัยสัจจะ
๓.) ขณะกำหนดติดต่อ สืบเนื่อง รู้อยู่กับนามรูปนั้น จะรู้ทุกข์มากขึ้น ก็ละสมุทัยได้มากขึ้นเท่านั้น คือ กิจในการทำนิโรทให้แจ้ง
๔.) การกำหนดรู้ทุกข์นี้เอง เป็นผลให้เกิด ศีล สมาธิ ปัญญา (มรรคมีองค์ ๘) ไปพร้อมกันด้วย คือ การทำกิจในการ เจริญมรรค

การเจริญสติปัฏฐาน คือการระลึกรู้อารมณ์ที่เป็นนามธรรม หรือ รูปธรรม ที่กำลังปรากฏขึ้นทางทวารทั้ง ๖ เป็นอารมณ์ปัจจุบัน โดยต้องเป็นไปพร้อมกับ วิริยะ และ ปัญญา

“สติปัฏฐานจึงเป็นเหตุให้ วิปัสสนาญาณ, วิสุทธิ และ วิมุตติ เกิดขึ้นเป็นผล”

“วิมุตติ” คือ ความหลุดพ้นจากกิเลส และ กองทุกข์ทั้งมวล

วิปัสสนากรรมฐานคืออะไร

คือการปฏิบัติ (เพ่ง) เพื่อให้เกิดปัญญารู้เหตุผลตามความเป็นจริง ของธรรมชาติ (สภาวธรรม) ที่เห็น รูป นาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (ไตรลักษณ์) โดยปรากฏเป็นอารมณ์เฉพาะหน้า หรือปัจจุบันอารมณ์ สามารถละกิเลสอย่างละเอียด อนุสัยกิเลส โดยละด้วยการขัดเกลาเป็นขณะๆ เป็น ตทังคปหาน ผลของอานิสงส์ คือละวิปลาสธรรม เข้าถึงความพ้นทุกข์ ความไม่เกิดเป็นที่สุด คือ พระนิพพาน

อารมณ์ของวิปัสสนากรรมฐานย่อลงแล้ว มี ๒ อย่าง คือ นาม รูป และต้องเป็นปัจจุบันอารมณ์ ไม่ใช่นึกเอาคิดเอา เพราะจะเป็นอดีตหรืออนาคตไป

ดังนั้นความสัมพันธ์ของสติปัฏฐานเป็นเหตุ วิปัสสนาเป็นผล อธิบายได้คือ

– สติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต และธรรม (รูปนาม) เป็นตัวอารมณ์หรือ “ตัวถูกเพ่ง” ส่วน
– องค์ของสติปัฏฐาน คือ อาตาปี สัมปชัญญะ สติ ๓ องค์นี้เป็น “ตัวเพ่ง” และ
– วิปัสสนาเป็น “ตัวเห็น” โดยมีความเข้าใจถูกต้องในการทำกรรมฐาน คือมีโยนิโสมนสิการ จนเห็นว่า รูปนาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และ
– เมื่อเห็นแล้ว ยังต้องเกิดความรู้สึกที่เป็นประโยชน์ในการชำระกิเลสอันเป็นไปตาม ญาณ ๑๖ ด้วย การเห็นอย่างนี้คือตัว “วิปัสสนา”

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาการปฏิบัติสมถะหรือทำสมาธิ จึงเป็นเพียงการทำจิตให้สงบจากกิเลสนิวรณ์เท่านั้น ส่วนที่จะให้รู้ใน เหตุผล หรือไม่นั้นไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งสมาธิมีกำลังมากเท่าใด ความรู้ในเหตุผลยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น จะรู้สึกเพียงว่างๆเฉยๆ หรือสุข สงบ เยือกเย็น แนบแน่น จนไม่อาจเข้าถึงสภาวะรูปนามตามความเป็นจริง ว่านามรูปนั้นแท้จริงมีแต่ทุกข์ ไม่ใช่สุข หรือไม่อาจทำลายวิปลาสความเห็นผิดที่คิดว่า รูปนามขันธ์ ๕ เป็นตัวตน เป็นเรา

เมื่อไม่รู้จัก ไม่พิจารณา นามรูป ก็ไม่เห็นไตรลักษณ์ ซึ่งต่างจากหลักของวิปัสสนา ที่ต้องการให้ ปัญญา รู้เหตุผลตามความเป็นจริงของสภาวะธรรมที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์อยู่ในขณะนั้น ไม่ใช่นิ่ง สว่าง สงบ สุขสบาย

เมื่อปัญญาที่รู้ในอารมณ์ที่เป็นเหตุผลที่ถูกต้องความจริงมากขึ้นเท่าใด ความสงสัยและความเห็นผิด คือกิเลสนี้เองก็จะหมดไปมากเท่านั้น จิตใจจะบริสุทธิ์ เข้าถึงไตรลักษณ์ มรรค ผล นิพพาน

เมื่อสมถะและวิปัสสนานั้นต่างกัน แต่เหตุใดในมหาสติปัฏฐาน ๔ จึงกล่าวว่าหนทางสู่พระนิพพานมีทั้ง สมถะ และ วิปัสสนา

ทั้งนี้ก็เพราะในสมัยก่อนบรรดาฌานลาภีบุคคล (พวกเล่นฌานทำสมาธิ) หรือ นักบวชนอกพุทธศาสนา ได้พากันมาเข้าพุทธศาสนา นักบวชเหล่านี้ล้วนแต่ทำสมถะมาก่อน พระพุทธองค์ จึงช่วยแก้ไขให้แก่บรรดานักบวช ซึ่งเคยเจริญสมถภาวนาจนได้ “ฌาน” อันชำนาญเหล่านั้น โดยได้โปรดสอนให้ยกองค์ฌานดังกล่าว คือ สภาวะของ นามธรรม มีวิตก วิจาร ปีติ สุข (เวทนา) เอกัคคตา (สมาธิ) ขึ้นเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา นามธรรม ที่เป็นองค์ฌานเหล่านี้ มีสภาพธรรมที่เป็นความจริงจึงจะแสดงความเป็นไตรลักษณ์ให้ปรากฎได้

แต่ทั้งนี้ต้องออกจาก “ฌาน” เสียก่อน และต้องมีความชำนาญในวสี ๕ ประการด้วย (วสี ๕ ประการ คือ การเข้าฌานหนึ่งแล้วออก ออก เสร็จแล้วมาเข้าอีกฌานหนึ่ง เข้าๆ ออกๆ ฌาน ซึ่งเป็นการกระทำที่ยากมาก ผู้ปฏิบัติที่ไม่เก่งจริง ทำไม่ได้)

อนึ่ง ผู้เจริญสมถภาวนาจนจิตสงบ ข่มกิเลสนิวรณ์ลงได้แล้ว แม้ยังไม่สำเร็จฌาน หรือยังไม่ชำนาญในฌาน แต่การที่สงบจากกิเลสนิวรณ์ ก็เป็นปัจจัยช่วยการปฏิบัติวิปัสสนาให้สะดวกขึ้นได้ เพราะอาศัยกิเลสนิวรณ์สงบลง จึงเป็นปัจจัยให้ ปัญญารู้นามรูปตามความเป็นจริงได้ง่ายขึ้น

ในวิสุทธิมัคอรรถกถา จึงได้แสดง “ฌานเป็นบาทของวิปัสสนาไว้” โดยหมายถึง “การได้ฌานแล้วจึงมาเจริญวิปัสสนาต่อไป” หรือหมายถึง เมื่อเจริญ สมถภาวนาจนจิตสงบจากกิเลสนิวรณ์แล้ว จึงมาเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อไป เรียกผู้ปฏิบัติวิปัสสนาโดยอาศัยสมถะนี้เป็นบาทว่า “สมถยานิกกะ”

ดังนั้นหนทางสู่พระนิพพาน คือ

ก.) การเจริญวิปัสสนากรรมฐานโดยตรง กับ
ข.) โดยทางอ้อมคือ การเจริญสมถะกรรมฐานแล้วยกขึ้นเป็นวิปัสสนากรรมฐานในภายหลัง

สองข้อนี้คือนัยของมหาสติปัฏฐาน ๔ แต่

ที่คนเข้าใจผิดก็คือ ปฏิบัติสมถะ สมาธิล้วนๆ ก็เข้าถึงมรรค ผล นิพพานได้

อนึ่งในปัจจุบันนี้ บุคคลธรรมดาที่ปฏิบัติสมถกรรมฐานจนสำเร็จฌานนั้นหาได้ยาก เพราะจิตใจของคนสมัยนี้ เต็มไปด้วยอำนาจของกิเลสนิวรณ์ และกามคุณอารมณ์ก็อุดมสมบูรณ์ ดังนั้นถ้าจะฝึกอบรมสมาธิ หรือ สมถกรรมฐานกัน เพื่อให้ฌานจิตเกิด หรือให้กิเลสนิวรณ์สงบ เพื่อนำไปเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็คงทำได้ยาก

อีกทั้งยังเป็นการปฏิบัติทางอ้อมอีก ขึ้นชื่อว่า “ทางอ้อม” โอกาสหลงหรือผิดเพี้ยนก็ย่อมเกิดขึ้นง่าย ผลสุดท้ายอาจกลายเป็น มิจฉาทิฏฐิ นึกเอาว่า สมถะ กับ วิปัสสนา เป็นอันเดียวกัน

สำหรับผู้ปฏิบัติจนฌานจิตเกิดย่อมทราบว่า ฌานที่ได้มามีโอกาสเสื่อมได้เช่นกัน ฌานเสื่อมมี ๒ แบบ

– ปถุชน นิวรณ์กำเริบได้ จึงมีโอกาสฌานเสื่อม
– พระอริยะ ฌานเสื่อมยาก

อย่างไรก็ตาม สมถะ กับ วิปัสสนานั้นต่างกันตามที่ได้ชี้แจงไปแล้วข้างต้น แต่สมาธิในสมถะก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิปัสสนา

สมาธิของสมถะที่เกี่ยวข้องกับวิปัสสนา นั้นหมายถึงเฉพาะสมาธิ (ขณิกสมาธิ) ที่ตั้งอยู่ในอารมณ์ของปัญญา (ลักขณูปนิชฌาน เพ่งสภาวลักษณะของอารมณ์) คือ ขณะเจริญสติปัฏฐานเท่านั้น หรือที่เรียกว่า สมาธิในองค์มรรค คือ ขณะเจริญมรรค ๘ หรือ มัชฌิมาปฏิปทา

ส่วนสมถะ หรือสมาธิใด ไม่ได้ตั้งอยู่ในอารมณ์ของปัญญา หรืออารมณ์สติปัฏฐาน ๔ คือ นามรูป แล้ว (อารัมมนูปนิชฌาน เพ่งนิมิตของอารมณ์) สมถะหรือสมาธินั้น ก็ไม่เกี่ยวข้องกับวิปัสสนา ซึ่งจะเรียกว่า สมาธิของนักบวชโบราณก่อนเกิดพระพุทธศาสนาก็ได้ (นักเล่นฌาน)

*สมาธิมี ๓ ระดับ จากเบาไปหนัก คือ

๑.) ขณิกสมาธิ
๒.) อุปจารสมาธิ และ
๓.) อัปปนาสมาธิ

ขณิกสมาธิ เป็นสมาธิที่ไม่แนบแน่นเหมือน ๒ ตัวหลัง ขณิกสมาธิตัวนี้ใช้ในการเจริญวิปัสสนาได้ เนื่องจากเป็นสมาธิที่สามารถย้ายอารมณ์ไปมาได้ จึงใช้ในการพิจารณา รูป นาม ตามที่มีการเปลี่ยนแปลง อริยาบท หรือ มีอารมณ์อื่นที่แรงกว่ามากระทบ

ส่วน อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ๒ ตัวนี้มีความมั่นคงแนบแน่น สมาธิทั้งสองประเภทนี้พวกสมถะภาวนาหรือนักเล่นฌานใช้กัน โปรดอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องตามลิงก์ที่แนบเรื่อง วิปัสสนาควรใช้สมาธิระดับไหน

วิปัสสนาควรใช้สมาธิระดับไหน

วิปัสสนาควรใช้สมาธิระดับไหนมีผู้ถามว่า เคยไปปฏิบัติธรรมที่สำนักวิปัสสนาแนบ อาจารย์ผู้ควบคุมการปฏิบัติบอกว่า…

โพสต์โดย พระอภิธัมมัตถสังคหะ บน 1 สิงหาคม 2015

หมายเหตุ ข้อมูลจากมูลนิธิแนบมหานีรานนท์

ขอให้ การอ่าน การศึกษา ของทุกท่านตามกุศลเจตนา ได้เป็นพลวปัจจัย เพิ่มพูลกำลังสติ กำลังปัญญา ให้สามารถนำตนให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ด้วยครับ

ณัฏฐ สุนทรสีมะ

===========================

เปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่าง สมถะ และ วิปัสสนา (แก้ไขปรับรุงครั้งที่ ๓)

เพจพระอภิธัมมัตถสังคหะ ได้ทำการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมบทความเรื่อง เปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่าง สมถะ และ วิปัสสนา อันเป็นการแก้ไขปรับรุงครั้งที่ ๓ ที่มีเนื้อหาสาระซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญเพิ่มเติมเพื่อขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียดค่อนข้างสำคัญ ดังนี้

ก.) โดยปรารภผล

สมถะ – เพ่ง เพื่อให้จิตสงบ ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว
วิปัสสนา – เพ่ง เพื่อรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง

ข.) โดยอารมณ์

สมถะ – มีนิมิตบัญญัติเป็นอารมณ์กรรมฐานเป็นส่วนมาก เพราะต้องการความความมั่นคง
วิปัสสนา – ต้องมีรูปนาม เป็นอารมณ์ เพราะต้องเป็นอารมณ์ที่มีการ เกิด-ดับ ตรงตามธรรมชาติที่เป็นความจริง

ค.) โดยสภาวธรรม

สมถะ – มีสมาธิ คือ เอกัคตาเจตสิก ที่ให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์
วิปัสสนา – มีปัญญา รู้รูปนามว่า ไม่เที่ยง, เป็นทุกข์, เป็นอนัตตา

ง.) โดยการละกิเลส

สมถะ – ละกิเลสอย่างกลาง ปริยุฏฐานกิเลส
วิปัสสนา – ละกิเลสอย่างละเอียด อนุสัยกิเลส

จ.) โดยอาการที่ละกิเลส

สมถะ – ละด้วยการข่มไว้ เป็น วิกขัมภนปหาน
วิปัสสนา – ละด้วยการขัดเกลาเป็นขณะๆ เป็น ตทังคปหาน

ฉ.) โดยอานิสงส์

สมถะ – ให้อยู่สุขด้วยการข่มกิเลส และให้ไปเกิดในพรหมโลก
วิปัสสนา – เพื่อละวิปลาสธรรม และเข้าถึงความพ้นทุกข์ คือ พระนิพพาน และถึงความไม่เกิดเป็นที่สุด

รายละเอียดตามลิงก์ที่ได้แก้ไขเสร็จสิ้นแล้ว

จึงขอนมัสการกราบเรียน และ เรียนมาเพื่อทราบ

เปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่าง สมถะ และ วิปัสสนา (แก้ไขปรับรุงครั้งที่ ๓)สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ…

โพสต์โดย พระอภิธัมมัตถสังคหะ บน 23 ตุลาคม 2017