อรูปาวจรจิต

อรูปาวจรจิต เป็นจิตที่ถึงซึ่งอรูปฌาน เป็นจิตที่โดยมากท่องเที่ยว อยู่ในอรูปภูมิ มี

คาถาสังคหะเป็นคาถาที่ ๙ แสดงว่า
๙. อาลมฺพนปฺปเภเทน จตุธารุปฺปมานสํ
ปุญฺญปากฺริยาเภทา ปุน ทฺวามสธา ฐิตํ ฯ
แปลความว่า อรูปาวจรจิตนั้น กล่าวโดยประเภทแห่งอารมณ์ ก็มี ๔ แล้วจำแนกตามประเภทแห่งชาติ กุศล วิบาก กิริยา อีก จึงเป็น ๑๒ ดวง

มีคำอธิบายว่า อรูปาวจรจิต กล่าวโดยประเภทแห่งอารมณ์แล้วมี ๔ คือ
๑. มี กสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ เป็นอารมณ์ หมายถึงอากาศที่เพิกกสิณแล้ว เป็นอากาศที่ว่างเปล่าไม่มีที่สิ้นสุดเป็น อารมณ์ โดยบริกรรมว่า อากาโส อนนฺโต อากาศไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าฌานจิตจะเกิดขึ้น ฌานจิตที่เกิดขึ้นโดยมี กสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ เป็นอารมณ์นี้ชื่อว่า อากาสานัญจายตนฌาน บางทีเรียกว่า ปฐมารูปจิต คือ ปฐมอรูปจิต เป็นอรูปาวจรจิตชั้นต้น
๒. มี อากาสานัญจายตนจิต เป็นอารมณ์ หมายถึงวิญญาณคือตัวรู้ หน่วงเอาตัวที่รู้ว่าอากาศไม่มีที่สิ้นสุดนั้นแหละ เป็นอารมณ์ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็ว่า เพ่งหรือหน่วงเอาปฐมารูปจิตเป็นอารมณ์ โดยบริกรรมว่า วิญฺญาณํ อนนฺตํ วิญญาณ ไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าฌานจิตจะเกิดขึ้น ฌานจิตที่เกิดขึ้นโดยมาอากาสานัญจายตนจิตเป็นอารมณ์นี้ ชื่อว่า วิญญาณัญจายตนฌาน บางทีก็เรียกว่า ทุติยารูปจิต คือ ทุติยอรูปจิต เป็น อรูปาวจรชั้นที่ ๒
๓. มี นัถติภาวบัญญัติ เป็นอารมณ์ คือสภาพที่ไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์ มีความหมายว่า เมื่อได้เจริญวิญญาณัญจายตนฌานบ่อยๆ จนชำนาญ ก็จะรู้สึกขึ้นมาว่า วิญญาณ คือตัวรู้ว่าอากาศไม่มีที่สิ้นสุดก็ดี แม้แต่อากาศที่ไม่มีที่ สิ้นสุดนั้นเองก็ดี จะมีอะไรแม้แต่สักหน่อยหนึ่งก็หาไม่ จึงได้มาเพ่งถึงความไม่มี โดยบริกรรมว่า นตฺถิ กิญฺจิ นิดหนึ่งก็ไม่มีหน่อย หนึ่งก็ไม่มีจนกว่าฌานจะเกิดขึ้น ฌานจิตที่เกิดขึ้นโดยมี นัตถิภาวบัญญัติ เป็นอารมณ์นี้ ชื่อว่า อากิญจัญญายตนฌาน บางทีก็เรียกว่า ตติยารูปจิต คือ ตติยอรูปจิต เป็นอรูปาวจรจิตชั้นที่ ๓
๔. มี อากิญจัญญายตนจิต เป็นอารมณ์ คือหน่วงเอาตติยารูปจิต เป็นอารมณ์กำหนดเอาความปราณีตละเอียดของตติยรูปจิตเป็นอารมณ์โดยความรู้สึกว่า สัญญาคือจิตที่รู้นิดหนึ่งก็ไม่มี หน่อยหนึ่งก็ไม่มีนั้นจะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ เพราะยังมีตัว รู้ว่าไม่มีอยู่ จะว่ามีก็ไม่เชิง เพราะสัญญานั้นปราณีตละเอียดอ่อนและสงบมากเหลือเกิน จนแทบจะไม่รู้ว่ามี ดังนั้นจึงกำหนด เพ่งธรรมชาติที่สงบที่ปราณีต โดยบริกรรมว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ สงบหนอ ประณีตหนอ จนกว่าฌานจิตจะเกิดขึ้น ฌานจิตที่เกิดขึ้นโดยอากิญจัญญายตนจิตเป็นอารมณ์เช่นนี้ ชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ซึ่งแปลว่าฌานที่ไม่มีสัญญาหยาบ มีแต่สัญญาละเอียด หรือ ฌานที่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ จะว่ามีสัญญาก็ไม่เชิง บางทีเรียกฌานนี้ว่าจตุตถารูปจิต คือจตุตถอรูปจิตเป็นอรูปาวจรจิตชั้นที่ ๔ อันเป็นชั้นสูงสุดเพียงนี้
อรูปาวจรจิต อรูปจิต อรูปฌาน ซึ่งมี ๔ ชั้นหรือ ๔ ฌานนี้ แตกต่างกันด้วยประเภทแห่งอารมณ์ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ไม่ใช่ต่างกันด้วยองค์แห่งฌาน เพราะองค์ฌานของอรูปฌานนี้ คงมีองค์ฌานเพียง ๒ คือ อุเบกขา กับ เอกัคคตา เท่ากัน และเหมือนกันทั้ง ๔ ชั้น
อนึ่ง องค์ฌานของอรูปฌานนี้ ก็เท่ากันและเหมือนกันกับองค์ฌานของรูปาวจรปัญจมฌานด้วย ดังนั้นจึงจัดว่าหรือนับว่า อรูปฌานเป็นปัญจมฌาน เพราะองค์ฌานเท่ากันและเหมือนกันนั่นเอง

การจำแนกอรูปฌาน ๔ โดยชาติ คือ อรูปาวจรกุศลจิต อรูปาวจรวิบากจิต และ อรูปาวจรกิริยาจิต ก็มีอย่างละ ๔ คือ

 

อรูปาวจรกุศลจิต

 

อรูปาวจรกุศลจิต เป็นจิตที่บำเพ็ญจนถึงอรูปฌาน เป็นจิตที่ตกแต่งบุญกุศลไว้เพื่อรับสมบัติ ก็มีอย่างละ ๔ คือ
๑. อากาสานัญจายตนกุศลจิต
๒. วิญญาณัญจายตนกุศลจิต
๓. อากิญจัญญายตนกุศลจิต
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลจิต

 

อรูปาวจรจิตวิบากจิต

 

อรูปาวจรวิบากจิต เป็นจิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศลจิต เป็นจิตที่เสวยสมบัติซึ่งอรูปาวจรกุศลจิตได้ตกแต่งมาให้ เป็นจิตของอรูปพรหมในพรหมโลก มีจำนวน ๔ ดวง อันเป็นจำนวนที่เท่ากันกับอรูปาวจรกุศลจิต

อรูปาวจรวิบากจิต ๔ ดวง คือ

๑. อากาสานัญจายตนวิบากจิต

๒. วิญญาณัญจายตนวิบากจิต
๓. อากิญจัญญายตนวิบากจิต
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนวิบากจิต

 

อรูปาวจรกิริยาจิต

 

อรูปาวจกิริยาจิต เป็นจิตโดยเฉพาะของพระอรหันต์ที่เข้าอรูปฌานมีสำนวนเก่าอธิบายว่า อรูปาวจรกุศลกับอรูปาวจรกิริยานั้นเหมือนกันต่างแต่ที่เกิด อรูปาวจรกุศลเกิดในสันดานปุถุชน และเสกขบุคคล ส่วนอรูปาวจรกิริยาเกิดในสันดาน อเสกขบุคคล (คือ พระอรหันต์)

อรูปาวจรกิริยาจิต มีจำนวน ๔ ดวง คือ
๑. อากาสานัญจายตนกิริยาจิต
๒. วิญญาณัญจายตนกิริยาจิต
๓. อากิญจัญญายตนกิริยาจิต
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยาจิต

 
ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า รูปาวจรจิตนั้น อารมณ์อาจจะเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่องค์ฌาน กล่าวคือ องค์ฌานไม่เท่ากัน
ส่วนอรูปาวจรจิตนั้น องค์ฌานเท่ากัน และเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่อารมณ์ไม่เหมือนกัน

 

มหัคคตจิต

ใน อัฐสาลินีอรรถกถา แสดงว่า

มหนฺตภาวํ คตาติ มหคฺคตา

แปลเป็นใจความว่า ธรรมชาติที่ถึงซึ่งความเป็นใหญ่นั้น เรียกว่า มหัคคตะ

 
ที่ว่า ถึงซึ่งความเป็นใหญ่ นั้น มีอรรถาธิบายว่า
ก. ข่มกิเลสไว้ได้นาน ชนิดที่เรียกว่า วิกขัมภนปหาน
ข. มีผลอันไพบูลย์ คือมีพรหมวิหารธรรม ได้เสวยสมบัติในพรหมโลก
ค. เกิดขึ้นสืบต่อกันได้เป็นเวลานาน เป็นรูปพรหม อรูปพรหมที่อายุยืนยาวกว่าสัตว์อื่นทั้งหลาย
จิตที่ประกอบด้วยมหัคคตธรรมนี้เรียกว่า มหัคคตจิต มี ๒๗ ดวง คือ รูปาวจรจิต ๑๕ และ อรูปาวจรจิต ๑๒

จำแนกมหัคคตจิตโดยชาติเภทเป็นต้น

๑. ชาติเภท มหัคคตกุศลจิต ๙ ดวง เป็นชาติกุศล
มหัคคตวิบากจิต ๙ ดวง เป็นชาติวิบาก
มหัคคตกิริยาจิต ๙ ดวง เป็นชาติกิริยา
๒. ภูมิเภท มหัคคตจิต ๒๗ ดวงนั้น รูปาวจรจิต ๑๕ ดวง เป็นรูปาวจรภูมิ คือเป็นจิตชั้นรูปาวจร อรูปาวจรจิต ๑๒ ดวง เป็นอรูปาวจรภูมิ คือเป็นจิตชั้นอรูปาวจร
๓. เวทนาเภท มหัคคตจิต ๒๗ ดวง มีเวทนา ๒ อย่าง คือ รูปาวจรปฐมฌาน ๓ ดวง รูปาวจรทุติยฌาน ๓ ดวง รูปาวจรตติยฌาน ๓ ดวง รูปาวรจตุตถฌาน ๓ ดวง รวมรูปาวจรจิต ๑๒ ดวงนี้ เป็นโสมนัสเวทนา
รูปาวจรปัญจมฌาน ๓ ดวง อรูปาวจรจิต ๑๒ ดวง รวมจิต ๑๕ ดวงนี้เป็นอุเบกขาเวทนา
๔. เหตุเภท มหัคคตจิตทั้ง ๒๗ ดวง เป็นสเหตุกจิต เป็นจิตที่มีสัมปยุตตเหตุ มีเหตุประกอบทั้ง ๓ เหตุ คือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ
๕. สังขารเภท มหัคคตจิต ๒๗ ดวง เป็นสสังขาริก เป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยสิ่งชักจูง กล่าวคือ
ต้องเจริญสมถภาวนาด้วยมหากุศลญาณสัมปยุตตจิต ฌานจิตจึงจะเกิด จึงถือว่ามหากุศลญาณสัมปยุตตจิตนั่นแหละ เป็นสิ่งชักจูงให้เกิดกุศลฌานจิต
กุศลฌานจิต ซึ่งเกิดขึ้นในมรณาสันนวิถี คือวิถีจิตที่จะตาย เป็นสิ่งชักจูงให้เกิดวิบากฌานจิต
มหากิริยาญาณสัมปยุตต เป็นสิ่งที่ชักจูงให้กิริยาฌานจิตเกิด ทำนองเดียวกับมหากุศลญาณสัมปยุตตชักจูงให้เกิด กุศลฌานจิต
๖. สัมปยุตตเภท มหัคคตจิตทั้ง ๒๗ ดวง เป็นญาณสัมปยุตต เป็นจิตที่ประกอบด้วยปัญญา
๗. โสภณเภท มหัคคตจิตทั้ง ๒๗ ดวง เป็นโสภณจิต
๘. โลกเภท มหัคคตจิตทั้ง ๒๗ ดวง ก็ยังเป็นโลกียจิต หาใช่โลกุตตรจิตไม่

๙. ฌานเภท มหัคคตจิตทั้ง ๒๗ ดวง เป็นฌานจิต เป็นจิตที่เป็นฌานที่ได้ฌานที่ถึงฌาน